top of page

Search Results

Search this site

391 results found with an empty search

  • เลี้ยงลูก เลี้ยงหลาน ก็เป็นการออกกำลังกายได้

    สวัสดีครับแฟนเพจ “หมอธี มีเรื่องเล่า” ทุกท่าน วันนี้หมอมีเรื่องราวใกล้ตัวที่เชื่อว่าน่าจะโดนใจคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ รวมไปถึงคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายหลายท่าน ที่มักจะมาบ่นให้หมอฟังบ่อย ๆ ที่แผนกตรวจผู้ป่วยนอกครับว่า “หมอครับ/หมอคะ ตั้งแต่มีลูก มีหลานเนี่ย ไม่มีเวลาไปออกกำลังกายเลย แค่เลี้ยงเด็กก็หมดแรงแล้ว จะทำยังไงดีให้สุขภาพแข็งแรง?” หมอมักจะยิ้มแล้วตอบกลับไปเสมอครับว่า “อย่าเพิ่งกังวลใจไปครับ เพราะแท้จริงแล้ว กิจวัตรประจำวันอย่างการเลี้ยงเด็กที่เราทำกันอยู่นี่แหละครับ คือการออกกำลังกายชั้นเยี่ยมเลยทีเดียว!” วันนี้หมอธีจะมาเล่าให้ฟังตามหลักวิทยาศาสตร์การแพทย์ครับว่า การเป็น "เทรนเนอร์ส่วนตัวให้เจ้าตัวน้อย" นั้น ส่งผลดีต่อร่างกายของเราอย่างไรบ้างครับ 1. เผาผลาญแคลอรีด้วยระบบ NEAT ในทางการแพทย์ เรามีคำอธิบายกลไกหนึ่งที่เรียกว่า NEAT (Non-Exercise Activity Thermogenesis) ซึ่งหมายถึง พลังงานที่เราเผาผลาญไปกับกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่ไม่ใช่การตั้งใจไปออกกำลังกายโดยตรงครับ (Levine, 2002) การที่เราต้องอุ้มลูกเดินกล่อม การวิ่งไล่จับเด็กวัยเตาะแตะ การก้ม ๆ เงย ๆ เก็บของเล่น หรือแม้แต่การเข็นรถเข็นเด็ก ล้วนจัดอยู่ในกลุ่มนี้ครับ ตามหลักเกณฑ์การวัดระดับการใช้พลังงาน หรือ METs (Metabolic Equivalent of Task) การเลี้ยงเด็กโดยทั่วไปจะมีการใช้พลังงานอยู่ที่ประมาณ 2.5 - 3.5 METs ซึ่งจัดเป็น “กิจกรรมทางกายระดับเบาถึงปานกลาง” (Light-to-Moderate Physical Activity) เทียบเท่ากับการเดินเร็ว หรือการทำงานบ้านเลยทีเดียวครับ ดังนั้น เหงื่อที่ซึมตามไรผมเวลาเลี้ยงหลานนั้น คือพลังงานที่ถูกเผาผลาญออกไปจริง ๆ ครับ (Ainsworth et al., 2011) 2. การเสริมสร้างกล้ามเนื้อแบบค่อยเป็นค่อยไป (Progressive Overload) เวลาเราไปออกกำลังกาย เทรนเนอร์มักจะให้เราค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนักแรงต้านเพื่อสร้างกล้ามเนื้อใช่ไหมครับ? การเลี้ยงเด็กก็ใช้หลักการเดียวกันโดยธรรมชาติครับ ทารกแรกเกิดมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 3 กิโลกรัม และจะค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนักขึ้นเรื่อย ๆ ตามวัย ร่างกายของคุณพ่อคุณแม่ และปู่ย่าตายายที่อุ้มเด็กอยู่เป็นประจำ จะมีการปรับตัวและสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขน ไหล่ หลัง และแกนกลางลำตัว เพื่อรองรับน้ำหนักเด็กที่เพิ่มขึ้นครับ ซึ่งสอดคล้องกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ระบุว่าการขยับร่างกายและออกแรงต้านล้วนส่งผลดีต่อสุขภาพกล้ามเนื้อและกระดูกทั้งสิ้น (World Health Organization, 2020) 3. ประโยชน์ต่อสมองและความจำในผู้สูงวัย สำหรับคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยาย การช่วยเลี้ยงหลานไม่ได้ดีแค่ต่อพัฒนาการของเด็กเท่านั้นนะครับ แต่ยังมีผลดีต่อสมองของผู้เลี้ยงด้วย งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติด้านจิตวิทยาและผู้สูงอายุพบว่า ผู้สูงวัยที่ช่วยดูแลหลานมักจะมีคะแนนการทดสอบด้านความจำ (Memory) และการทำงานของสมองด้านการรู้คิด (Cognitive function) ดีกว่าผู้ที่ไม่ได้เลี้ยงหลาน ซึ่งอาจมีส่วนช่วยชะลอความเสื่อมของสมองได้ เนื่องจากต้องคอยตื่นตัวและใช้ความคิดในการโต้ตอบกับเด็กอยู่เสมอครับ (Chereches et al., 2024) ข้อควรระวังเพื่อความปลอดภัย แม้การเลี้ยงเด็กจะเป็นกิจกรรมทางกายที่ดี แต่หมอต้องขอเตือนเรื่อง “สรีรวิทยาและท่าทาง” (Ergonomics) ตามหลักการยศาสตร์ครับ เวลาจะอุ้มเด็กจากพื้น ควรใช้วิธี “ย่อเข่าลงแล้วยกตัวขึ้นโดยใช้กล้ามเนื้อขา” พยายามให้ตัวเด็กอยู่ชิดลำตัวเรามากที่สุด และหลีกเลี่ยงการก้มโค้งหลังเพื่อยกของเด็ดขาด เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหลังอักเสบ หรือหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท หากท่านใดมีโรคประจำตัวหรือมีอาการปวดข้อปวดหลังเรื้อรัง หมอแนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและคำแนะนำที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลนะครับ บทสรุปจากหมอธี การเลี้ยงลูกและเลี้ยงหลาน ถือเป็นกิจกรรมทางกายที่ยอดเยี่ยมมากครับ ซึ่งนอกจากจะช่วยเผาผลาญพลังงาน (NEAT) และเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแล้ว ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองในผู้สูงอายุ และสร้างสายใยความผูกพันในครอบครัวอีกด้วย ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่หรือผู้สูงอายุท่านไหนที่ไม่มีเวลาไปออกกำลังกายอย่างเป็นรูปแบบ ก็ไม่ต้องกังวลใจไปครับ เพียงแค่ดูแลและเล่นกับเด็ก ๆ อย่างกระฉับกระเฉงภายใต้ท่าทางที่ถูกต้อง แค่นี้สุขภาพกายและสุขภาพใจของคุณก็ได้รับประโยชน์อย่างมากแล้วครับ ชวนลูกเพจคุย: อ่านจบแล้ว คุณพ่อคุณแม่ หรือคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายท่านไหน มี “วีรกรรมการเล่นกับลูกหลาน” กิจกรรมไหนที่ทำเอาเหงื่อตกประหนึ่งไปวิ่งมาราธอนมาบ้างครับ? มาคอมเมนต์เล่าและแบ่งปันประสบการณ์ให้หมอและเพื่อน ๆ ในเพจฟังกันหน่อยนะครับ หมอรออ่านอยู่ครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิง - Ainsworth, B. E., Haskell, W. L., Herrmann, S. D., Meckes, N., Bassett, D. R., Tudor-Locke, C., ... & Leon, A. S. (2011). 2011 Compendium of Physical Activities: a second update of codes and MET values. Medicine & Science in Sports & Exercise, 43(8), 1575-1581. - Chereches, F., et al. (2024). Grandparents’ Cognition and Caregiving for Grandchildren: Frequency, Type, and Variety of Activities. Psychology and Aging, 39(2), 345-358. - Levine, J. A. (2002). Non-exercise activity thermogenesis (NEAT). Best Practice & Research Clinical Endocrinology & Metabolism, 16(4), 679-702. - World Health Organization. (2020). WHO guidelines on physical activity and sedentary behaviour. Geneva: World Health Organization. #หมอธีมีเรื่องเล่า #เลี้ยงลูกคือการออกกำลังกาย #สุขภาพครอบครัว #กิจกรรมทางกาย #สูงวัยใส่ใจสุขภาพ #ปู่ย่าตายาย #NEAT #สุขภาพดีสร้างได้ #ความรู้ทางการแพทย์ #หมอให้ความรู้

  • เดินกี่ก้าวถึงจะดีต่อใจ? มาทำความเข้าใจวิธีนับก้าวเพื่อสุขภาพหัวใจกันครับ

    สวัสดีครับทุกคน หมอธีครับ วันนี้หมอมีเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินออกกำลังกายมาเล่าสู่กันฟังครับ ในการดูแลสุขภาพด้วยการปรับวิถีชีวิต ซึ่งเป็นแนวทางที่เน้นให้พวกเราทุกคนลงมือปรับเปลี่ยนนิสัยที่เอื้อต่อการเกิดโรคมาสู่การมีสุขภาพที่ดีขึ้นนั้น "การเคลื่อนไหวร่างกาย" ถือเป็นหัวใจสำคัญประการหนึ่งเลยครับ หลายท่านมักจะมีคำถามว่า ถ้าเราจะเริ่มต้นดูแลหัวใจด้วยการเดิน เราควรเดินวันละกี่ก้าว? จำเป็นต้องถึงหนึ่งหมื่นก้าวตามที่เคยได้ยินมาหรือไม่? และต้องเดินเร็วแค่ไหน? วันนี้เรามาหาคำตอบจากข้อมูลทางการแพทย์กันครับ ปริมาณก้าวเดิน (Volume): จำเป็นต้อง 10,000 ก้าวหรือไม่? ตัวเลขหนึ่งหมื่นก้าวเป็นเป้าหมายที่ดีครับ แต่ในทางการแพทย์ ปริมาณก้าวที่เริ่มส่งผลดีต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจอาจเริ่มต้นที่ตัวเลขน้อยกว่านั้น มีรายงานการศึกษาที่รวบรวมข้อมูลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุจำนวนมากพบว่า กลุ่มคนที่เดินวันละประมาณ 6,000 ถึง 9,000 ก้าว มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มคนที่เดินน้อยกว่า 2,000 ก้าวต่อวัน (Paluch et al., 2021) ดังนั้น สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น การตั้งเป้าหมายที่ 6,000 ก้าวต่อวันถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยม และสามารถค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้นตามความพร้อมของร่างกายได้ครับ คุณภาพของการเดิน (Intensity): ความเร็วก็มีความสำคัญ นอกจากจำนวนก้าวแล้ว "ความเร็วในการเดิน" (Cadence) ก็เป็นปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ การศึกษาในวารสารการแพทย์ชั้นนำระบุว่า การเดินด้วยจังหวะที่กระฉับกระเฉงขึ้น มีความเชื่อมโยงกับการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ดียิ่งขึ้น (del Pozo Cruz et al., 2022) แล้วความเร็วระดับไหนถึงจะเหมาะสม? สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association) ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำกิจกรรมทางกายระดับปานกลางไว้ ซึ่งเราสามารถนำมาปรับใช้กับการเดินได้ โดยการเดินระดับปานกลางที่ทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้ดี จะตกอยู่ที่ประมาณ 100 ก้าวต่อนาที (AHA, 2024) ซึ่งเป็นจังหวะที่เรารู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วขึ้น หายใจเร็วขึ้นเล็กน้อย แต่ยังสามารถพูดคุยเป็นประโยคสั้นๆ ได้โดยไม่หอบจนเกินไปครับ วิธีการนำไปปรับใช้จริง (Practical Tips) หมออยากให้มองว่าร่างกายของเราถูกออกแบบมาให้เคลื่อนไหวครับ เราไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพงเพื่อจับอัตราการเต้นของหัวใจเสมอไป อาจใช้เพียงแอปพลิเคชันนับก้าวในโทรศัพท์มือถือที่มีอยู่แล้วมาช่วยประเมินกิจกรรมในแต่ละวัน ลองเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการแบ่งเวลาเดินหลังมื้ออาหารสัก 10-15 นาที หรือเปลี่ยนจากการใช้ลิฟต์มาเป็นการเดินขึ้นบันไดในชั้นที่ไม่สูงมาก สิ่งที่ได้รับจากการสะสมความกระฉับกระเฉงทีละน้อยในทุกๆ วัน จะช่วยส่งเสริมระบบเผาผลาญและการทำงานของหัวใจให้แข็งแรงขึ้นตามลำดับครับ บทสรุปจากหมอธี การเดินเพื่อดูแลสุขภาพหัวใจ ไม่ได้ถูกจำกัดว่าต้องเดินให้ได้หนึ่งหมื่นก้าวเสมอไปครับ การเดินในระดับ 6,000 - 9,000 ก้าวต่อวันก็มอบประโยชน์ต่อระบบหลอดเลือดหัวใจได้อย่างมากแล้ว และหากเราสามารถเพิ่มความเร็วในการเดินให้มีความกระฉับกระเฉงขึ้น (ประมาณ 100 ก้าวต่อนาที) ในบางช่วงของการเดิน ก็จะยิ่งช่วยบริหารกล้ามเนื้อหัวใจให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญคือการทำอย่างต่อเนื่อง ค่อยเป็นค่อยไป และปรับให้เข้ากับวิถีชีวิตประจำวันของเราครับ วันนี้ทุกคนเดินกันไปได้กี่ก้าวแล้วครับ? หรือใครมีเส้นทางเดินออกกำลังกายบรรยากาศดีๆ แถวบ้าน มาคอมเมนต์แชร์ให้หมอและเพื่อนๆ ในเพจฟังกันได้นะครับ หมอรออ่านอยู่ครับ ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิง: 1. Paluch, A. E., et al. (2021). Steps per Day and All-Cause Mortality in Middle-aged Adults in the Coronary Artery Risk Development in Young Adults Study. JAMA Network Open, 4(9), e2124516. 2. del Pozo Cruz, B., et al. (2022). Prospective Associations of Daily Step Counts and Intensity With Cancer and Cardiovascular Disease Incidence and Mortality and All-Cause Mortality. JAMA Internal Medicine, 182(11), 1139-1148. 3. American Heart Association (AHA). (2024). American Heart Association Recommendations for Physical Activity in Adults and Kids. Retrieved from AHA Official Website. #หมอธีมีเรื่องเล่า #ดูแลหัวใจ #เดินเพื่อสุขภาพ #ปรับพฤติกรรมเปลี่ยนชีวิต #สุขภาพดีเริ่มต้นที่ตัวเรา #ออกกำลังกายง่ายๆ #ป้องกันโรคหัวใจ #สุขภาพดีบอกต่อ

  • สวนสาธารณะใกล้บ้าน พื้นที่เปลี่ยนสุขภาพ

    สวัสดีครับทุกคน กลับมาพบกันอีกครั้งในเพจของหมอ วันนี้หมอมีเรื่องราวที่ใกล้ตัวมากๆ แต่หลายคนอาจจะมองข้ามไป นั่นก็คือเรื่องของ "สวนสาธารณะใกล้บ้าน" ครับ รู้ไหมครับว่า พื้นที่สีเขียวเล็กๆ หรือสวนสาธารณะในชุมชนที่เราเดินผ่านกันอยู่ทุกวันนั้น ไม่ได้มีดีแค่ความร่มรื่นสบายตา แต่ในทางวิชาการและทางการแพทย์ ถือว่าเป็น "พื้นที่เปลี่ยนสุขภาพ" ชั้นดีเลยล่ะครับ วันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ ว่า สวนสาธารณะใกล้บ้านส่งผลดีต่อร่างกายและจิตใจของเราอย่างไรบ้าง 🏃‍♂️ เปลี่ยนร่างกายให้แข็งแรง ป้องกันโรคเรื้อรัง การมีพื้นที่สีเขียวใกล้บ้านเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นให้เราอยากออกไปขยับร่างกายครับ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ระบุชัดเจนว่า พื้นที่สีเขียวในเมืองช่วยส่งเสริมการทำกิจกรรมทางกาย ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเรื้อรัง [1] นอกจากนี้ ข้อมูลจากวิทยาลัยสาธารณสุข Harvard T.H. Chan ยังพบว่า การใช้เวลาในธรรมชาติมีความเชื่อมโยงกับคุณภาพการนอนหลับที่ดีขึ้น และระดับความดันโลหิตที่ลดลง การที่เราได้เดินหรือวิ่งอย่างสม่ำเสมอในสวนสาธารณะ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคอ้วนได้อย่างมีนัยสำคัญครับ [2] 🧠 เปลี่ยนจิตใจให้สงบ ฟื้นฟูความเหนื่อยล้า ไม่ใช่แค่ร่างกายนะครับที่ได้ประโยชน์ สุขภาพใจก็สำคัญไม่แพ้กัน สภาพแวดล้อมในเมืองที่วุ่นวายมักทำให้เราเกิดความเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว การได้ออกไปสัมผัสธรรมชาติในสวนสาธารณะช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจ (Mental restoration) และลดความวิตกกังวลได้เป็นอย่างดี [2] มีงานวิจัยทางสาธารณสุขในสหราชอาณาจักรพบสถิติที่น่าสนใจว่า ผู้ที่มีที่พักอาศัยอยู่ในบริเวณที่มีพื้นที่สีเขียวเข้าถึงได้ง่าย จะมีโอกาสรายงานถึงภาวะซึมเศร้าหรือโรควิตกกังวลลดลงถึง 20% เมื่อเทียบกับผู้ที่ขาดโอกาสการเข้าถึงพื้นที่ธรรมชาติครับ [3] 🤝 เปลี่ยนชุมชนให้เข้มแข็ง เป็นเกราะกำบังมลพิษ สวนสาธารณะยังทำหน้าที่เป็นเหมือนห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ของชุมชนครับ โครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ (UN-Habitat) รายงานว่า พื้นที่สาธารณะที่ได้รับการออกแบบและดูแลอย่างดี จะช่วยส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ลดความรู้สึกโดดเดี่ยว และสร้างความผูกพันในชุมชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสุขภาวะทางจิตที่ดี ยิ่งไปกว่านั้น ต้นไม้ในสวนยังช่วยกรองมลพิษทางอากาศ เพิ่มออกซิเจน และลดความร้อนสะสมในเขตเมืองได้อีกด้วยครับ [4] 📝 บทสรุปจากหมอธี จะเห็นได้ว่า "สวนสาธารณะ" ไม่ใช่เพียงแค่สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสาธารณสุขที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตครับ การเดินรับลมเย็นๆ วิ่งออกกำลังกาย หรือแค่ไปนั่งอ่านหนังสือสูดอากาศใต้ต้นไม้ใหญ่ ล้วนเป็นกิจกรรมที่ช่วยสร้างเกราะป้องกันโรค ฟื้นฟูจิตใจที่เหนื่อยล้า และสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม โดยที่เราไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ หมอจึงอยากสนับสนุนให้ทุกคนลองแบ่งเวลาในแต่ละสัปดาห์ แวะไปใช้บริการพื้นที่สีเขียวใกล้บ้านกันให้มากขึ้น เพื่อสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงอย่างยั่งยืนครับ 💬 ชวนคุยท้ายบทความ: ช่วงนี้ใครไปออกกำลังกาย หรือไปเดินเล่นพักผ่อนที่สวนสาธารณะไหนกันมาบ้างครับ? มีสวนไหนบรรยากาศดีๆ ร่มรื่น และเดินทางสะดวกที่อยากแนะนำให้เพื่อนๆ ในเพจตามไปเช็กอินบ้าง พิมพ์คอมเมนต์บอกหมอและเพื่อนๆ ไว้ที่ด้านล่างได้เลยนะครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ แหล่งอ้างอิงทางวิชาการ: [1] World Health Organization (WHO). (2016). Urban green spaces and health. Copenhagen: WHO Regional Office for Europe. [2] Harvard T.H. Chan School of Public Health. (2024). Time spent in nature can boost physical and mental well-being. [3] National Institute for Health and Care Research (NIHR). (2024). Local green spaces are linked with better mental health. [4] UN-Habitat. (2025). Healthier Cities and Communities Through Public Spaces. Nairobi: United Nations Human Settlements Programme. #สวนสาธารณะ #สุขภาพดีเริ่มต้นที่ตัวเรา #หมอธีมีเรื่องเล่า #พื้นที่สีเขียว #ดูแลสุขภาพ #สุขภาพจิต #ออกกำลังกาย #ธรรมชาติบำบัด

  • เดินขึ้นบันได วันละนิด ช่วยหัวใจแข็งแรง

    สวัสดีครับทุกคน พบกับเพจหมอธี มีเรื่องเล่า โดยคุณหมอธี (Dr.Tee) อีกเช่นเคยนะครับ วันนี้หมอมีเรื่องราวใกล้ตัวที่หลายคนอาจจะมองข้ามมาฝากกัน นั่นก็คือเรื่องของการ “เดินขึ้นบันได” ครับ หลายคนเวลาไปทำงานหรือไปห้างสรรพสินค้า มักจะมองหาลิฟต์หรือบันไดเลื่อนเป็นอันดับแรกใช่ไหมครับ? แต่รู้หรือไม่ว่า บันไดธรรมดาที่เราเดินผ่านกันอยู่ทุกวันนี่แหละ คือเครื่องมือวิเศษในการดูแลสุขภาพหัวใจที่ทั้งฟรีและประหยัดเวลา วันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังครับว่า ในมุมมองทางวิชาการและทางการแพทย์ การเดินขึ้นบันไดส่งผลดีต่อร่างกายของเราอย่างไรบ้าง เปลี่ยนบันไดให้เป็นเครื่องออกกำลังกายชั้นยอด การเดินขึ้นบันไดจัดเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่มีความเข้มข้น (Vigorous physical activity) เพราะร่างกายต้องออกแรงต้านกับแรงโน้มถ่วงของโลก ทำให้กล้ามเนื้อมัดใหญ่บริเวณช่วงล่าง เช่น กล้ามเนื้อต้นขา กล้ามเนื้อน่อง และสะโพก ต้องทำงานหนักขึ้น ซึ่งกระบวนการนี้จะส่งผลให้หัวใจต้องสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายมากขึ้นตามไปด้วย การฝึกให้หัวใจทำงานหนักขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ เป็นประจำ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิตครับ (Allison et al., 2017) วิทยาศาสตร์ว่าอย่างไรเกี่ยวกับการเดินขึ้นบันได? มีข้อมูลทางวิชาการที่น่าสนใจและได้รับการยอมรับในระดับสากลหลายฉบับ ที่ยืนยันถึงประโยชน์ของการเดินขึ้นบันไดครับ: • ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ: งานวิจัยขนาดใหญ่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Atherosclerosis ซึ่งติดตามพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างกว่า 450,000 คน พบว่าผู้ที่เดินขึ้นบันไดมากกว่า 5 ชั้นต่อวัน (ประมาณ 50 ขั้น) สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน (Atherosclerotic Cardiovascular Disease: ASCVD) ได้ถึง 20% เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้เดินขึ้นบันไดเลย (Song et al., 2023) • ลดอัตราการเสียชีวิต: ข้อมูลจากการวิเคราะห์อภิมาน (Meta-analysis) ที่รวบรวมงานวิจัย 9 ฉบับ ครอบคลุมผู้เข้าร่วมกว่า 480,000 คน ซึ่งนำเสนอในงานประชุมวิชาการสมาคมโรคหัวใจแห่งยุโรป (ESC) ปี 2024 ระบุว่า การเดินขึ้นบันไดเป็นประจำเชื่อมโยงกับการลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจได้ถึง 39% และลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุได้ 24% (Paddock et al., 2024) ข้อควรระวังเพื่อความปลอดภัย ตามหลักจริยธรรมวิชาชีพแพทย์และกฎหมายสถานพยาบาล หมอต้องขอเน้นย้ำว่า การเดินขึ้นบันไดเป็นเพียง “แนวทางหนึ่งในการดูแลสุขภาพเพื่อลดความเสี่ยง” เท่านั้น ไม่ใช่วิธีการรักษาโรคหรือทดแทนการใช้ยาแต่อย่างใดนะครับ นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจขั้นรุนแรง โรคหอบหืด มีปัญหาเรื่องข้อเข่าเสื่อม หรือผู้สูงอายุที่มีปัญหาด้านการทรงตัว ควรหลีกเลี่ยงการฝืนร่างกาย และควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินความพร้อมของร่างกาย หรือเพื่อรับคำแนะนำในการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลก่อนเสมอครับ บทสรุปจากหมอธี สรุปแล้ว การเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน อย่างการเลือกใช้บันไดแทนการขึ้นลิฟต์เพียงแค่วันละ 50 ขั้น ถือเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพหัวใจที่คุ้มค่า ทำได้ง่าย ไม่ต้องเสียเงินซื้ออุปกรณ์ใดๆ และยังนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ทันที สำหรับคนที่ร่างกายพร้อม หมอแนะนำให้ค่อยๆ เริ่มทำดูครับ อาจจะเริ่มจาก 1-2 ชั้นก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้นตามกำลัง สะสมไปในแต่ละวัน หัวใจและร่างกายของเราจะแข็งแรงขึ้นอย่างแน่นอนครับ คุยกับหมอธี แล้วลูกเพจของหมอธีล่ะครับ เวลาไปทำงาน ปกติชอบขึ้นลิฟต์หรือเดินขึ้นบันไดกันมากกว่า? มีใครตั้งเป้าหมายจะเริ่มเดินขึ้นบันไดตั้งแต่วันนี้บ้างไหมเอ่ย ลองคอมเมนต์มาเล่าให้หมอฟัง หรือแชร์เทคนิคการขยับร่างกายง่ายๆ ฉบับของตัวเองกันได้เลยนะครับ หมอรออ่านอยู่ครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ แหล่งอ้างอิงทางวิชาการ 1. Allison, M. K., Baglole, J. H., Martin, B. J., MacInnis, M. J., Gurd, B. J., & Gibala, M. J. (2017). Brief intense stair climbing improves cardiorespiratory fitness. Medicine & Science in Sports & Exercise, 49(2), 298-307. 2. Paddock, S., Veerni, R., Bhalraam, U., Meng, J., Dawson-Plincke, E., Vassiliou, V., & Tsampasian, V. (2024). Evaluating the cardiovascular benefits of stair climbing: a systematic review and meta-analysis. European Journal of Preventive Cardiology, 31(Supplement_1), zwae175.405. 3. Song, Z., Wan, L., Wang, W., Li, Y., Zhao, Y., Aw, Z., ... & Qi, L. (2023). Daily stair climbing, disease susceptibility, and risk of atherosclerotic cardiovascular disease: A prospective cohort study. Atherosclerosis, 386, 115364. #เดินขึ้นบันได #ออกกำลังกาย #สุขภาพหัวใจ #หมอธีมีเรื่องเล่า #ความรู้ทางการแพทย์ #ดูแลสุขภาพหัวใจ #ป้องกันโรคหัวใจ

  • แกว่งแขน ลดพุง ได้จริงหรือไม่ในมุมมองหมอ

    สวัสดีครับ แฟนเพจ "หมอธี มีเรื่องเล่า" ทุกท่าน วันนี้หมอมีประเด็นสุขภาพยอดฮิตที่หลายคนสงสัยและมักจะถามหมออยู่เสมอเวลามาตรวจที่คลินิก หรือแม้กระทั่งเจอหน้ากันตามงานต่างๆ คำถามนั้นคือเรื่องของการ "แกว่งแขน" ครับ เรามักจะได้ยินโครงการรณรงค์เรื่องการแกว่งแขนลดพุงลดโรคกันมานานพอสมควร ซึ่งในมุมมองของหมอ ถือเป็นเรื่องที่ดีมากครับที่คนไทยหันมาใส่ใจขยับร่างกายกันมากขึ้น แต่คำถามที่ยังคงค้างคาใจของใครหลายคนก็คือ "แค่ยืนแกว่งแขนอยู่กับที่ มันจะไปช่วยลดไขมันที่พุงได้อย่างไร?" หรือบางคนอาจจะบ่นว่า "ทำไมแกว่งมาตั้งนาน พุงยังอยู่เหมือนเดิม?" วันนี้หมอจะมาเล่าความจริงในมุมมองทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์การกีฬาให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ ครับ ความเชื่อเรื่อง "การลดไขมันเฉพาะส่วน" (Spot Reduction) ก่อนอื่น หมอต้องขอปูพื้นฐานเรื่องกลไกการทำงานของร่างกายเราสักนิดครับ หลายท่านมีความเชื่อว่า ถ้าเราอยากลดไขมันตรงไหน ก็ให้บริหารกล้ามเนื้อตรงนั้นเยอะๆ เช่น อยากลดพุงให้ซิทอัพ อยากลดต้นแขนให้ยกเวท หรืออยากลดพุงก็ให้แกว่งแขน ความเชื่อนี้ในทางวิทยาศาสตร์การกีฬาเรียกว่า "Spot Reduction" หรือการลดไขมันเฉพาะส่วนครับ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การลดไขมันเฉพาะส่วนไม่มีอยู่จริงครับ [1] มีงานวิจัยทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (Systematic Review) และการวิเคราะห์อภิมาน (Meta-analysis) ที่ตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการระดับนานาชาติอย่าง Human Movement ในปี ค.ศ. 2022 ซึ่งได้รวบรวมข้อมูลจากการทดลองทางคลินิกหลายฉบับ ผลการศึกษาช่วยยืนยันชัดเจนว่า การออกกำลังกายโดยเน้นขยับกล้ามเนื้อเฉพาะจุดเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ส่งผลให้ไขมันใต้ผิวหนังบริเวณนั้นลดลงมากกว่าบริเวณอื่นๆ ของร่างกายอย่างมีนัยสำคัญ [2] กลไกธรรมชาติของร่างกายเราคือ เมื่อเราออกกำลังกายหรือขยับตัวจนเกิดการเผาผลาญพลังงาน (Caloric Deficit คือใช้พลังงานมากกว่าที่ทานเข้าไป) ร่างกายจะส่งสัญญาณไปดึงไขมันที่สะสมไว้ "ทั่วร่างกาย" ออกมาเปลี่ยนเป็นพลังงานครับ ส่วนร่างกายจะเลือกดึงไขมันจากส่วนไหนออกมาก่อนหรือหลังนั้น ขึ้นอยู่กับพันธุกรรม ฮอร์โมน เพศ และอายุของแต่ละบุคคลเป็นหลัก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังขยับอวัยวะส่วนไหนอยู่นั่นเองครับ [3] ถ้าอย่างนั้น "แกว่งแขน" ช่วยลดพุงได้จริงหรือ? คำตอบคือ "ช่วยได้ครับ แต่เป็นการช่วยโดยอ้อม ไม่ใช่การไปสั่งให้สลายไขมันที่พุงโดยตรง" การแกว่งแขน หากทำอย่างถูกวิธีและทำอย่างต่อเนื่องนานพอ จะจัดเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิก (Aerobic Exercise) หรือการเพิ่มกิจกรรมทางกาย (Physical Activity) ในระดับเบาถึงปานกลางครับ ประโยชน์ที่เกิดขึ้นคือ เมื่อเราแกว่งแขนต่อเนื่อง (แนะนำอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน) ร่างกายจะเกิดการเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้น หัวใจทำงานดีขึ้น เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต และมีส่วนช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด [4] เมื่อพลังงานรวมในแต่ละวันถูกเผาผลาญออกไปมากขึ้น จนมากกว่าพลังงานที่เราได้รับจากการทานอาหาร ร่างกายก็จะเริ่มเข้าสู่กระบวนการดึงไขมันสะสมทั่วร่างออกมาใช้ และเมื่อเปอร์เซ็นต์ไขมันรวมในร่างกาย (Body Fat Percentage) ลดลง "พุง" ซึ่งเป็นแหล่งสะสมไขมันแหล่งใหญ่ของร่างกาย ก็จะค่อยๆ ยุบลงตามไปด้วยตามลำดับครับ [1, 4] หลักการแกว่งแขนที่ถูกต้องเพื่อให้ได้ผลที่ดี เพื่อให้การแกว่งแขนเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อระบบเผาผลาญและไม่เกิดอาการบาดเจ็บที่หัวไหล่ หมอขอแนะนำให้ปฏิบัติตามหลักการนี้ครับ: • ท่ายืน: ยืนตรง กางเท้าแยกจากกันให้ห่างเท่ากับช่วงไหล่ ปล่อยมือลงตามธรรมชาติ ไม่เกร็งหัวไหล่ แขม่วท้องน้อยเข้าเล็กน้อย และยืดหลังให้ตรง • องศาการแกว่ง: แกว่งแขนไปข้างหน้าเบาๆ ทำมุมประมาณ 30 องศา กับลำตัว และแกว่งไปข้างหลังให้แรงขึ้นอีกนิด ทำมุมประมาณ 60 องศา ปล่อยน้ำหนักแขนให้เหวี่ยงเหมือนลูกตุ้มนาฬิกา ไม่ต้องออกแรงเกร็งยกแขนครับ • ระยะเวลา: ควรทำต่อเนื่องอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน หรือหากไม่มีเวลา สามารถแบ่งทำสะสมครั้งละ 10 นาที ให้ครบ 30 นาทีในหนึ่งวันก็ได้ครับ (ถ้านับจำนวนครั้งจะอยู่ที่ประมาณ 500 - 2,000 ครั้ง แล้วแต่ความเร็ว) [4] บทสรุปจากหมอธี การแกว่งแขนไม่ได้มีเวทมนตร์วิเศษที่สั่งให้ไขมันหน้าท้องสลายตัวไปได้ทันทีครับ แต่มันคือ "จุดเริ่มต้น" ที่ยอดเยี่ยมของการขยับร่างกาย เพราะทำได้ง่าย ปลอดภัย ใช้พื้นที่น้อย และมีแรงกระแทกต่ำ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก หรือผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นออกกำลังกาย หากเราแกว่งแขนอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการ "คุมอาหาร" (ลดหวาน มัน เค็ม ทานผักโปรตีนให้พอ) และหากเป็นไปได้ให้เพิ่มการออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อ (Weight Training) ร่วมด้วย ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ใช่แค่พุงที่อาจจะยุบลงนะครับ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือสุขภาพโดยรวมของเราจะแข็งแรงขึ้น ระบบเผาผลาญดีขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ได้ในระยะยาวครับ แล้วลูกเพจของหมอธีล่ะครับ... ปกติในแต่ละวันพอจะหาเวลาขยับร่างกายหรือยืนแกว่งแขนกันบ้างไหมเอ่ย? ใครทำประจำแล้วรู้สึกว่าร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างไรบ้าง หรือใครมีเคล็ดลับการขยับตัวง่ายๆ ในแบบของตัวเอง พิมพ์คอมเมนต์มาเล่าให้หมอและเพื่อนๆ ฟังกันได้เลยนะครับ หมอรออ่านประสบการณ์ของทุกคนอยู่ครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลส่งเสริมสุขภาพเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำเฉพาะบุคคลหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิง: [1] Schoenfeld, B. J. (2011). Does spot reduction exist?. Strength & Conditioning Journal, 33(5), 34-35. [2] Ramírez-Campillo, R., Andrade, D. C., Campos-Jara, C., Henríquez-Olguín, C., Alvarez-Lepín, C., & Izquierdo, M. (2022). A proposed model to test the hypothesis of exercise-induced localized fat reduction (spot reduction), including a systematic review with meta-analysis. Human Movement, 23(3), 1-14. [3] Yale Scientific Magazine. (2011). Targeted Fat Loss: Myth or Reality?. Retrieved from Yale Scientific Website. [4] โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์. (2561). แกว่งแขนลดพุงลดโรค. สืบค้นจากเว็บไซต์โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์. #หมอธีมีเรื่องเล่า #แกว่งแขนลดพุง #ลดพุง #ลดไขมัน #ออกกำลังกาย #สุขภาพดี #ความรู้สุขภาพ #หมอเล่าเรื่อง

  • ตื่นนอนแล้วยืดเหยียด ดีต่อร่างกายอย่างไร

    สวัสดีครับทุกคน หมอธีครับ ช่วงนี้หลายคนทักมาคุยกับหมอว่า “ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกปวดเมื่อย ตัวตึง ขยับตัวลำบากจังเลย” มีใครเป็นแบบนี้บ้างไหมครับ? อาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้ครับ เพราะเวลาที่เรานอนหลับ ร่างกายจะอยู่นิ่งเป็นเวลานาน ทำให้กล้ามเนื้อและข้อต่อเกิดความตึงตัว วันนี้ “หมอธี มีเรื่องเล่า” เลยอยากจะพามาทำความเข้าใจเรื่องใกล้ตัวที่ทำได้ง่ายๆ บนเตียง อย่าง “การยืดเหยียดร่างกายหลังตื่นนอน” ว่าในมุมมองทางวิทยาศาสตร์การแพทย์และสรีรวิทยา สิ่งนี้ส่งผลดีต่อร่างกายของเราอย่างไรบ้างครับ ทำไมเราถึงควรยืดเหยียดร่างกาย (Stretching) หลังตื่นนอน? 1. กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อ ในขณะที่เราหลับ อัตราการเต้นของหัวใจและการไหลเวียนของเลือดจะลดระดับลง การยืดเหยียดร่างกายทันทีที่ตื่นนอน จะเป็นเสมือนการส่งสัญญาณให้ระบบต่างๆ รับรู้ว่าเราพร้อมที่จะเริ่มต้นวันใหม่ งานวิจัยทางการแพทย์ชี้ให้เห็นว่า การยืดเหยียดช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิตไปยังกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ซึ่งการที่เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้นนี้ จะช่วยนำพาออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ ช่วยลดความรู้สึกอ่อนล้า และมีส่วนช่วยบรรเทาความตึงตัวของกล้ามเนื้อ (Muscle Stiffness) ที่สะสมมาตลอดทั้งคืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ [1] 2. เพิ่มความยืดหยุ่นและองศาการเคลื่อนไหวของข้อต่อ การนอนในท่าเดิมนานๆ อาจทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนอยู่ในภาวะหดรั้ง การยืดเหยียดจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น (Flexibility) และองศาการเคลื่อนไหวของข้อต่อ (Range of Motion หรือ ROM) ข้อมูลจากการรวบรวมและวิเคราะห์งานวิจัย (Meta-analysis) ยืนยันว่า การยืดเหยียดอย่างสม่ำเสมอช่วยเพิ่มองศาการเคลื่อนไหวได้จริง ซึ่งส่งผลดีต่อการทำกิจวัตรประจำวัน ทำให้เราเคลื่อนไหวร่างกายได้คล่องแคล่วขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นระหว่างวันได้ [2] 3. ส่งเสริมการทำงานของระบบประสาทและปรับสมดุลโครงสร้างร่างกาย การยืดเหยียดแบบเคลื่อนไหว (Dynamic Stretching) เบาๆ ในตอนเช้า ไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่อกล้ามเนื้อ แต่ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนปลาย ทำให้กล้ามเนื้อและระบบประสาททำงานประสานกันได้ดีขึ้น (Neuromuscular Coordination) นอกจากนี้ การยืดเหยียดกล้ามเนื้อส่วนที่มักจะรับภาระหนักจากการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น กล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ และหลัง ยังมีส่วนช่วยส่งเสริมให้โครงสร้างสรีระร่างกายอยู่ในแนวที่เหมาะสม (Proper Alignment) ซึ่งอาจช่วยลดโอกาสการเกิดอาการปวดเมื่อยเรื้อรังที่มาจากท่าทางที่ไม่ถูกต้องได้ [3] บทสรุปจากหมอธี การยืดเหยียดร่างกายหลังตื่นนอน ใช้เวลาเพียงแค่ 5-10 นาที แต่ให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ามากครับ เปรียบเสมือนการ "อุ่นเครื่อง" ให้กับร่างกาย ทั้งช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต คลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับข้อต่อ ทำให้เราพร้อมรับมือกับกิจกรรมต่างๆ ตลอดทั้งวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญที่หมออยากฝากไว้คือ ควรยืดเหยียดด้วยความนุ่มนวล ค่อยเป็นค่อยไป ไม่กระชาก และทำเท่าที่ร่างกายรู้สึกตึงแบบพอดีๆ โดยไม่ให้รู้สึกเจ็บปวดนะครับ ชวนคุยกับหมอธี: เช้านี้มีใครตื่นมาแล้วได้บิดขี้เกียจ หรือยืดเหยียดร่างกายกันบ้างแล้วหรือยังครับ? ท่ายืดเหยียดท่าไหนที่ทำแล้วรู้สึก "คลายเมื่อย" ได้ดีที่สุดสำหรับคุณ? พิมพ์คอมเมนต์มาเล่า หรือแชร์ท่าโปรดให้หมอธีและเพื่อนๆ ลูกเพจฟังกันได้เลยนะครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ: 1. Behm, D. G., et al. (2023). Practical recommendations on stretching exercise: A Delphi consensus statement of international research experts. Sports Medicine, 53(1), 1-18. 2. Konrad, A., et al. (2023). Chronic effects of stretching on range of motion with consideration of potential moderating variables: A systematic review with meta-analysis. European Journal of Applied Physiology, 123(6), 1145-1163. 3. Opplert, J., & Babault, N. (2018). Acute Effects of Dynamic and Ballistic Stretching on Flexibility: A Systematic Review and Meta-analysis. Sports Medicine, 48(2), 299-325. #หมอธีมีเรื่องเล่า #ความรู้สุขภาพ #ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ #สุขภาพดีเริ่มต้นที่ตอนเช้า #แก้ปวดเมื่อย #ดูแลสุขภาพ #ความรู้การแพทย์ #Stretching

  • อาหารบำรุงสายตาตามหลักโภชนาการ: วิตามินตัวไหนที่สายตาต้องการจริงๆ?

    สวัสดีครับทุกคน พบกับผมหมอธี (Dr.Tee) จากเพจ “หมอธี มีเรื่องเล่า” กันอีกครั้งนะครับ ในบทความก่อนหน้านี้เราได้คุยกันถึงวิธีพักสายตาจากการจ้องจอคอมพิวเตอร์และมือถือกันไปแล้ว วันนี้หมอจะมาเจาะลึกอีกหนึ่งคำถามยอดฮิตที่ลูกเพจมักจะส่งมาถามกันบ่อยๆ นั่นก็คือ "กินอะไรถึงจะบำรุงสายตาได้จริง?" หรือ "วิตามินตัวไหนที่ช่วยเรื่องสายตาบ้าง?" ในยุคที่เราใช้สายตากันอย่างหนักหน่วง อาหารและการได้รับสารอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ มีบทบาทสำคัญมากในการช่วยชะลอความเสื่อมและปกป้องดวงตาของเราครับ แต่สารอาหารตัวไหนที่มีงานวิจัยทางการแพทย์รองรับจริงๆ บ้าง วันนี้หมอธีสรุปมาให้ฟังกันครับ 1. ลูทีน (Lutein) และ ซีแซนทีน (Zeaxanthin): แว่นกันแดดตามธรรมชาติ สองตัวนี้จัดอยู่ในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของจุดรับภาพชัดบริเวณจอประสาทตา (Macula) ทำหน้าที่คล้ายแว่นกันแดดภายในดวงตา ช่วยกรองแสงสีฟ้าจากหน้าจอและรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ครับ • แหล่งอาหาร: พบมากในผักใบเขียวเข้ม เช่น ผักโขม คะน้า บรอกโคลี รวมถึงในไข่แดงและข้าวโพด • อ้างอิงวิชาการ: จากการศึกษาทางคลินิกขนาดใหญ่ (AREDS2) พบว่า การได้รับลูทีนและซีแซนทีนในปริมาณที่เหมาะสม ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมตามวัย (Age-related Macular Degeneration หรือ AMD) ได้อย่างมีนัยสำคัญ [1] 2. กรดไขมันโอเมก้า-3 (Omega-3 Fatty Acids): ผู้ช่วยลดอาการตาแห้ง หลายคนอาจคิดว่าโอเมก้า-3 บำรุงแค่สมองและหัวใจ แต่จริงๆ แล้ว DHA และ EPA ในโอเมก้า-3 มีส่วนช่วยกระตุ้นการทำงานของต่อมไขมันที่เปลือกตา (Meibomian gland) ทำให้ชั้นน้ำตาเคลือบตาได้ดีขึ้นและระเหยช้าลงครับ • แหล่งอาหาร: ปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน รวมถึงเมล็ดเจียและวอลนัท • อ้างอิงวิชาการ: งานวิจัยแบบอภิมาน (Meta-Analysis) ยืนยันว่า การเสริมโอเมก้า-3 ช่วยบรรเทาอาการของภาวะตาแห้ง (Dry Eye Disease) และเพิ่มความเสถียรของชั้นน้ำตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ [2] 3. วิตามินเอ (Vitamin A): หัวใจสำคัญของการมองเห็นในที่มืด วิตามินเอเป็นสารตั้งต้นในการสร้าง 'โรดอปซิน (Rhodopsin)' ซึ่งเป็นเม็ดสีที่จอประสาทตาที่ช่วยให้เรามองเห็นได้ในที่แสงน้อย นอกจากนี้ยังช่วยรักษาสภาพเยื่อบุตาให้ชุ่มชื้น ป้องกันภาวะตาบอดกลางคืนครับ • แหล่งอาหาร: ตับหมู ตับไก่ ไข่ นม และโปรวิตามินเอ (เบต้าแคโรทีน) จากผักผลไม้สีส้มเหลือง เช่น แครอท ฟักทอง มะละกอ [3] 4. วิตามินซี (Vitamin C) และ วิตามินอี (Vitamin E): คู่หูต้านอนุมูลอิสระ ดวงตาเป็นอวัยวะที่มีการใช้แสงและออกซิเจนสูง จึงเกิดอนุมูลอิสระได้ง่าย วิตามินซีและอีจะทำงานร่วมกันเพื่อปกป้องเซลล์ดวงตาจากความเครียดออกซิเดชัน (Oxidative stress) ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดต้อกระจกครับ • แหล่งอาหาร: วิตามินซีพบมากใน ฝรั่ง ส้ม ผลไม้ตระกูลเบอร์รี ส่วนวิตามินอีพบใน อัลมอนด์ เมล็ดทานตะวัน และน้ำมันพืช [3] บทสรุปจากหมอธี การรับประทานอาหารที่หลากหลายและครบ 5 หมู่ คือหัวใจสำคัญที่สุดในการได้รับสารอาหารบำรุงสายตาที่ครบถ้วนครับ ร่างกายของเราสามารถดูดซึมวิตามินจากอาหารตามธรรมชาติได้ดีที่สุด ในส่วนของ "ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือวิตามินอัดเม็ด" นั้น หมอขอเน้นย้ำตามหลักจริยธรรมวิชาชีพแพทย์และกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคว่า อาหารเสริมมีสถานะเป็นเพียงผลิตภัณฑ์เพื่อ "ส่งเสริมสุขภาพ" เท่านั้น ไม่สามารถใช้ป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรคทางตาได้ (เช่น ไม่สามารถรักษาอาการสายตาสั้น สายตายาว ต้อหิน หรือทำให้ต้อกระจกหายไปได้) หากคุณมีโรคประจำตัว หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่ต้องรับประทานยาละลายลิ่มเลือด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกครั้ง เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นครับ ดวงตาของเรามีคู่เดียว การดูแลแบบองค์รวม ทั้งการพักสายตาอย่างเหมาะสม สวมแว่นกันแดดเมื่อออกแดด และเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ จึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดครับ ชวนลูกเพจคุย: เมนูบำรุงสายตาจานโปรดของลูกเพจหมอธีคือเมนูอะไรกันบ้างครับ? ใครชอบทานผักใบเขียว หรือชอบเมนูปลากันบ้าง คอมเมนต์แชร์ไอเดียเมนูอาหารสุขภาพให้เพื่อนๆ และหมออ่านกันหน่อยนะครับ เผื่อหมอจะไปทำทานตามบ้างครับ! 🥦🍣 ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิง: [1] Age-Related Eye Disease Study 2 (AREDS2) Research Group. (2013). Lutein + zeaxanthin and omega-3 fatty acids for age-related macular degeneration: the Age-Related Eye Disease Study 2 (AREDS2) randomized clinical trial. JAMA, 309(19), 2005-2015. [2] Giannaccare, G., et al. (2019). Efficacy of Omega-3 Fatty Acid Supplementation for Treatment of Dry Eye Disease: A Meta-Analysis of Randomized Clinical Trials. Cornea, 38(5), 665-673. [3] Rasmussen, H. M., & Johnson, E. J. (2013). Nutrients for the aging eye. Clinical Interventions in Aging, 8, 741-748. #หมอธีมีเรื่องเล่า #อาหารบำรุงสายตา #ลูทีน #ตาแห้ง #โภชนาการ #สุขภาพดวงตา #วิตามินบำรุงตา #ดูแลสายตา

  • วิธีพักสายตาตามกฎ 20-20-20 และท่าบริหารสายตาฉบับคนติดจอ

    สวัสดีครับทุกคน พบกับผมหมอธี (Dr.Tee) จากเพจ “หมอธี มีเรื่องเล่า” อีกครั้งนะครับ วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องดวงตา ซึ่งเป็นอวัยวะที่ทำงานหนักที่สุดอวัยวะหนึ่งในยุคดิจิทัลครับ ในแต่ละวัน หลายท่านคงใช้เวลาจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ตติดต่อกันหลายชั่วโมง รู้หรือไม่ครับว่าพฤติกรรมนี้ส่งผลให้เกิด "กลุ่มอาการทางตาจากการใช้คอมพิวเตอร์" (Computer Vision Syndrome หรือ Digital Eye Strain) ซึ่งจะมีอาการตั้งแต่วิสัยทัศน์พร่ามัว ตาแห้ง แสบตา ไปจนถึงปวดกระบอกตาและปวดศีรษะครับ ในทางการแพทย์พบว่า เมื่อเราจดจ่อกับหน้าจอ อัตราการกะพริบตาของเราจะลดลงจากปกติ 15-20 ครั้งต่อนาที เหลือเพียง 5-7 ครั้งต่อนาทีเท่านั้น ทำให้ความชุ่มชื้นบนผิวตาหายไปและเกิดอาการตาแห้งตามมา [1] วันนี้หมอธีจึงนำวิธีการดูแลดวงตาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และสามารถทำตามได้ง่ายๆ แม้จะนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานมาฝากกันครับ 1. กฎ 20-20-20 (The 20-20-20 Rule) กฎนี้ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อลดความเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อตา (Asthenopia) โดยมีหลักการจำง่ายๆ ดังนี้ครับ: • ทุกๆ 20 นาที: ให้ละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ • มองออกไปไกล 20 ฟุต: (ประมาณ 6 เมตร) ซึ่งเป็นระยะที่กล้ามเนื้อตา (Ciliary muscle) คลายตัวและไม่ต้องออกแรงเพ่ง • เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที: เนื่องจากเป็นระยะเวลาขั้นต่ำที่กล้ามเนื้อตาจะได้หยุดพักและผ่อนคลายอย่างเต็มที่ • อ้างอิงวิชาการ: งานวิจัยทางจักษุวิทยาเชิงทดลองยืนยันว่า การพักสายตาตามกฎ 20-20-20 อย่างสม่ำเสมอ ช่วยลดความรุนแรงของอาการตาล้าและตาแห้งจากการใช้หน้าจอได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ [2] 2. ท่าบริหารสายตา (Eye Exercises) ฉบับคนติดจอ นอกจากการพักสายตาแล้ว การบริหารกล้ามเนื้อตาและการกระตุ้นน้ำตาธรรมชาติก็สำคัญไม่แพ้กันครับ • การกะพริบตาอย่างตั้งใจ (Conscious Blinking): หลับตาลงให้สนิท (ไม่ต้องบีบตาแรง) ค้างไว้ 2 วินาที แล้วลืมตาขึ้น ทำซ้ำ 10 ครั้ง การกะพริบตาให้เปลือกตาปิดสนิทจะช่วยรีดน้ำตาจากต่อมน้ำตามาเคลือบผิวตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ [3] • การสลับจุดโฟกัส ใกล้-ไกล (Focus Shifting): ชูนิ้วโป้งขึ้นห่างจากใบหน้าประมาณ 1 คืบ โฟกัสสายตาที่นิ้วโป้ง 5 วินาที จากนั้นสลับไปมองวัตถุที่อยู่ไกลออกไป (เช่น ต้นไม้นอกหน้าต่าง) อีก 5 วินาที ทำสลับกัน 5 รอบ ท่านี้จะช่วยลดภาวะกล้ามเนื้อตาเกร็งค้าง (Accommodative spasm) จากการเพ่งมองระยะใกล้เป็นเวลานาน [3] บทสรุปจากหมอธี ดวงตาของเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้จ้องมองวัตถุที่มีแสงจ้าในระยะใกล้เป็นเวลานานๆ ครับ ดังนั้น การปรับพฤติกรรมโดยใช้กฎ 20-20-20 และการบริหารสายตาระหว่างวัน จึงเป็น "การป้องกันและดูแลเบื้องต้น" ที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด อย่างไรก็ตาม ตามจรรยาบรรณวิชาชีพแพทย์และข้อควรระวังทางกฎหมายสุขภาพ หมอขอเน้นย้ำว่า วิธีการเหล่านี้ไม่ใช่วิธีการรักษาโรคทางตา หากท่านดูแลตัวเองเบื้องต้นแล้วยังมีอาการปวดตาอย่างรุนแรง ตาแดง สู้แสงไม่ได้ การมองเห็นเปลี่ยนแปลง (เช่น เห็นภาพซ้อนหรือตามัวลงอย่างฉับพลัน) หรือมีอาการตาแห้งเรื้อรัง อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของโรคตาอื่นๆ เช่น กระจกตาอักเสบ หรือความดันลูกตาผิดปกติ หมอแนะนำให้รีบไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจประเมินอย่างละเอียดครับ และที่สำคัญ ไม่ควรซื้อยาหยอดตาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์หรือยาที่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริงทางอินเทอร์เน็ตมาใช้เองโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นได้ครับ ชวนลูกเพจคุย: ตอนนี้ใครอ่านบทความนี้จบแล้ว ลองละสายตาจากจอ มองออกไปไกลๆ สัก 20 วินาที แล้วกะพริบตาช้าๆ ดูนะครับ รู้สึกสบายตาขึ้นไหม? ใครมีทริคส่วนตัวในการดูแลสายตาระหว่างทำงาน หรือใช้น้ำตาเทียมแบบไหนอยู่ มาคอมเมนต์พูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้เลยนะครับ หมอธีรออ่านและพร้อมให้คำแนะนำเพิ่มเติมครับ 👀✨ ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิง: [1] Coles-Brennan, C., Sulley, A., & Young, G. (2019). Management of digital eye strain. Clinical and Experimental Optometry, 102(1), 18-29. [2] Talens-Estarelles, C., Garcia-Marques, J. V., Cervino, A., & Garcia-Lazaro, S. (2021). The effects of breaks on digital eye strain, dry eye and binocular vision: Testing the 20-20-20 rule. Contact Lens and Anterior Eye, 44(5), 101445. [3] Wolffsohn, J. S., et al. (2023). TFOS Lifestyle: Impact of the digital environment on the ocular surface. The Ocular Surface, 28, 213-252. #หมอธีมีเรื่องเล่า #ตาล้า #กฎ202020 #ถนอมสายตา #ComputerVisionSyndrome #สุขภาพดวงตา #ออฟฟิศซินโดรม #ปวดตา

  • การจัดโต๊ะทำงานตามหลักการยศาสตร์ (Ergonomics) ฉบับทำได้จริง

    สวัสดีครับทุกคน พบกับผมหมอธี (Dr.Tee) จากเพจ “หมอธี มีเรื่องเล่า” กันอีกครั้งนะครับ ช่วงนี้มีลูกเพจหลายคนบ่นให้หมอฟังว่า มีอาการปวดคอ บ่า ไหล่ ร้าวไปถึงหลังล่าง ยิ่งช่วงบ่ายๆ ยิ่งปวดจนทำงานแทบไม่ไหว อาการเหล่านี้คือสัญญาณเตือนของกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและกระดูกที่เกี่ยวเนื่องจากการทำงาน (Work-Related Musculoskeletal Disorders หรือ WMSDs) ซึ่งสาเหตุหลักๆ มักมาจากการนั่งทำงานในท่าที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานานครับ [1] วันนี้หมอเลยจะมาแนะนำวิธีการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมการทำงาน หรือที่ในทางการแพทย์เราเรียกว่า "การจัดโต๊ะทำงานตามหลักการยศาสตร์ (Ergonomics)" ซึ่งมีงานวิจัยรองรับว่าสามารถช่วยลดความเสี่ยงและบรรเทาอาการปวดเมื่อยได้อย่างมีนัยสำคัญครับ [2] การจัดโต๊ะที่ดีไม่จำเป็นต้องซื้อเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงเสมอไปครับ เพียงแค่เราเข้าใจหลักการและปรับของที่มีอยู่ให้เข้ากับสรีระของเราก็เพียงพอแล้ว เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น หมอมีภาพตัวอย่างการจัดท่านั่งและโต๊ะทำงานที่เหมาะสมมาฝากครับ เรามาดูจุดสำคัญ 3 จุดที่ควรปรับให้ถูกต้องกันครับ: 1. ระดับเก้าอี้และท่านั่ง (Chair & Posture): ควรปรับความสูงของเก้าอี้ให้ฝ่าเท้าทั้งสองข้างวางราบกับพื้นได้เต็มฝ่าเท้า หากเก้าอี้สูงเกินไปแนะนำให้นำที่วางเท้ามาหนุนครับ ข้อเข่าและข้อสะโพกควรตั้งฉากทำมุมประมาณ 90-100 องศา ที่สำคัญคือนั่งให้เต็มเบาะ และให้พนักพิงรองรับส่วนโค้งเว้าของหลังส่วนล่าง (Lumbar support) เพื่อลดแรงกดทับที่หมอนรองกระดูกสันหลัง [3] 2. ระดับหน้าจอคอมพิวเตอร์ (Monitor Level): ขอบบนของหน้าจอควรอยู่ในระดับสายตาพอดี หรือต่ำกว่าระดับสายตาเพียงเล็กน้อย (ประมาณ 10-15 องศา) และควรวางหน้าจอให้ห่างจากตัวประมาณ 1 ช่วงแขน การตั้งหน้าจอในระดับนี้จะช่วยให้เราไม่ต้องก้มหรือเงยคอ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการปวดคอและตึงบ่าครับ [2] 3. คีย์บอร์ดและเมาส์ (Keyboard & Mouse Placement): ควรวางในระดับที่เมื่อเราพิมพ์งาน ข้อศอกจะทำมุมประมาณ 90-100 องศาแนบชิดลำตัว และข้อมือควรอยู่ในแนวตรงขนานกับพื้น ไม่กระดกขึ้นหรือพับลง เมาส์ควรวางไว้ใกล้กับคีย์บอร์ดเพื่อลดการเอื้อมแขน ซึ่งจะช่วยลดการเกร็งของกล้ามเนื้อหัวไหล่ได้อย่างมากครับ [1] บทสรุปจากหมอธี การจัดโต๊ะทำงานตามหลักการยศาสตร์ เป็นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่ทำได้ง่ายและคุ้มค่าที่สุดครับ งานวิจัยหลายฉบับยืนยันตรงกันว่า การปรับสภาพแวดล้อมให้เข้ากับสรีระ ร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การลุกเดินเปลี่ยนอิริยาบถ และการพักสายตา จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคออฟฟิศซินโดรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ [2] อย่างไรก็ตาม หมอขอเน้นย้ำในฐานะบุคลากรทางการแพทย์ว่า อุปกรณ์ตามหลักการยศาสตร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้สุขภาพ โต๊ะปรับระดับ หรือเมาส์แนวตั้ง เป็นเพียงเครื่องมือ "ช่วยส่งเสริมสุขภาพและลดปัจจัยเสี่ยง" เท่านั้น ไม่ใช่อุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับ "รักษาโรค" นะครับ หากคุณมีอาการปวดเรื้อรัง ปวดร้าวลงแขนหรือขา มีอาการชา หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง อาการเหล่านี้อาจบ่งบอกถึงความผิดปกติของเส้นประสาทหรือพยาธิสภาพอื่นๆ ขอแนะนำให้ไปพบแพทย์ผู้เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องตามมาตรฐานวิชาชีพครับ อย่าปล่อยทิ้งไว้จนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังนะครับ ชวนลูกเพจคุย: อ่านจบแล้ว ลองสำรวจโต๊ะทำงานของตัวเองกันดูนะครับว่า ตอนนี้หน้าจอ คีย์บอร์ด หรือเก้าอี้ของเราอยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้วหรือยัง? ใครจัดโต๊ะเสร็จแล้วถ่ายรูปมาอวดหมอธีในคอมเมนต์ได้เลยนะครับ หรือถ้าใครมีไอเทมเด็ดๆ ที่ช่วยให้ทำงานสบายขึ้น ก็มาป้ายยาแชร์ให้เพื่อนๆ ฟังกันได้เลยครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิง: [1] Effect of an ergonomic intervention involving workstation adjustments on musculoskeletal pain in office workers-a randomized controlled clinical trial. (2020). Industrial Health, 59(1). [2] Ergonomic intervention program for office workers: a case study about its effect in computer vision syndrome and musculoskeletal discomfort. (2023). Work (Reading, Mass.). [3] Musculoskeletal disorders among office workers: prevalence, ergonomic risk factors, and their interrelationships. (2025). Scientific Reports / PubMed Central. #หมอธีมีเรื่องเล่า #ออฟฟิศซินโดรม #การยศาสตร์ #Ergonomics #จัดโต๊ะทำงาน #ปวดหลังปวดคอ #สุขภาพวัยทำงาน

  • รับมือออฟฟิศซินโดรมด้วย “ท่าบริหารง่ายๆ บนเก้าอี้” สำหรับคนทำงาน

    สวัสดีครับทุกคน พบกับผมหมอธี (Dr.Tee) จากเพจ “หมอธี มีเรื่องเล่า” อีกเช่นเคยนะครับ วันนี้หมอมีเรื่องราวใกล้ตัวที่เชื่อว่าคนวัยทำงานหรือมนุษย์ออฟฟิศแทบทุกคนต้องเคยประสบพบเจอมาเล่าให้ฟังครับ นั่นก็คือปัญหา "อาการปวดเมื่อยจากการนั่งทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน" นั่นเอง ในแต่ละวัน เราใช้เวลาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เฉลี่ยวันละหลายชั่วโมง ซึ่งในทางการแพทย์พบว่า พฤติกรรมการนั่งทำงานในท่าเดิมเป็นเวลานาน (Prolonged sedentary time) เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดกลุ่มอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่างที่เกี่ยวเนื่องจากการทำงาน (Work-related Musculoskeletal Disorders หรือ WMSDs) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการที่เรียกกันติดปากว่า "ออฟฟิศซินโดรม" ครับ [1] แต่รู้หรือไม่ครับว่า เราสามารถดูแลตัวเองเบื้องต้นเพื่อลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องลุกไปไหนไกล วันนี้หมอธีมี "ท่าบริหารบนเก้าอี้" ที่มีงานวิจัยรองรับว่าช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อมาฝากกันครับ 1. ท่ายืดเหยียดคอและบ่า (Neck and Shoulder Stretch) กล้ามเนื้อคอและบ่ามักจะเป็นจุดแรกที่เกิดอาการตึงเครียดจากการจ้องหน้าจอ การยืดเหยียดบริเวณนี้จะช่วยลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อได้ดีครับ • วิธีทำ: นั่งหลังตรง มือขวาจับขอบเก้าอี้ไว้ เอียงคอไปทางซ้าย โดยใช้มือซ้ายแตะศีรษะด้านขวาแล้วออกแรงดึงเบาๆ จนรู้สึกตึง ค้างไว้ 10-15 วินาที แล้วสลับข้าง • อ้างอิงวิชาการ: งานวิจัยพบว่าการยืดเหยียดกล้ามเนื้อคอและบ่าเป็นประจำ ช่วยบรรเทาอาการปวดและเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อในกลุ่มคนทำงานออฟฟิศได้อย่างมีนัยสำคัญ [2] 2. ท่าบิดลำตัวบนเก้าอี้ (Seated Spinal Twist) การนั่งท่าเดิมนานๆ ทำให้กระดูกสันหลังและกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างรับภาระหนัก ท่านี้จะช่วยเพิ่มการเคลื่อนไหวและลดความตึงรั้งครับ • วิธีทำ: นั่งหลังตรง นำมือขวาไปจับที่พนักพิงเก้าอี้ด้านซ้าย หรือที่วางแขนด้านซ้าย แล้วค่อยๆ บิดลำตัวไปทางซ้าย หันหน้ามองข้ามไหล่ซ้าย ค้างไว้ 10-15 วินาที แล้วสลับข้าง • อ้างอิงวิชาการ: การยืดเหยียดโดยใช้เก้าอี้หรืออุปกรณ์ช่วยในที่ทำงาน (Device-based stretch training) มีส่วนช่วยเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหว (Range of Motion) ของข้อต่อและกระดูกสันหลัง โดยเฉพาะในผู้ที่มีความยืดหยุ่นร่างกายต่ำ [3] 3. ท่าเหยียดขาและกระดกปลายเท้า (Seated Leg Extension) เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดคั่งค้างอยู่ที่ขาส่วนล่างจากการนั่งห้อยขานานๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเมื่อยล้าหรืออาการชา • วิธีทำ: นั่งพิงพนักเก้าอี้ เหยียดขาทั้งสองข้างไปด้านหน้าให้ขนานกับพื้น ค่อยๆ กระดกปลายเท้าเข้าหาตัวสลับกับกดปลายเท้าลง ทำซ้ำ 10-15 ครั้ง ท่านี้จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและช่วยให้กล้ามเนื้อขาได้ออกแรงครับ [1] บทสรุปจากหมอธี การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยการขยับร่างกาย หรือการหยุดพักสั้นๆ ระหว่างวัน (Micro-breaks) [1] เป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย อย่างไรก็ตาม หมอขอเน้นย้ำตามหลักวิชาชีพเวชกรรมและข้อจำกัดทางกฎหมายสุขภาพนะครับว่า ท่าบริหารเหล่านี้เป็นเพียงการดูแลตัวเองเบื้องต้นเพื่อ "ส่งเสริมสุขภาพและลดความเสี่ยง" เท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนการรักษาทางการแพทย์ได้ หากคุณมีอาการปวดที่รุนแรง ปวดร้าวลงขา ชาตามปลายนิ้ว หรือมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติที่เส้นประสาทหรือกระดูกสันหลัง หมอแนะนำว่าไม่ควรฝืนทนหรือพยายามดัดสรีระด้วยตนเอง แต่ควรไปพบแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้องเหมาะสมครับ ชวนลูกเพจคุย: อ่านจบแล้ว ลองทำตามกันดูเลยนะครับ! ทำแล้วรู้สึกตึงที่จุดไหนกันบ้าง หรือปกติแล้วทุกคนมีวิธีคลายเมื่อยตอนทำงานกันยังไง คอมเมนต์มาแชร์ประสบการณ์ให้หมอธีฟังหน่อยนะครับ หมอรออ่านอยู่ครับ 😊 ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิง: [1] Chen, Y., et al. (2019). LightSit: An Unobtrusive Health-Promoting System for Relaxation and Fitness Microbreaks at Work. Sensors (Basel, Switzerland), 19(11), 2531. [2] Sirisawasdi, N., et al. (2024). The Efficacy of Ruesi Dadton and Yoga on Reducing Neck and Shoulder Pain in Office Workers. Journal of Exercise Physiology Online, 27(1). [3] Fraulin, F., et al. (2020). A device-based stretch training for office workers resulted in increased range of motion especially at limited baseline flexibility. Work (Reading, Mass.), 68(1), 1-8. #หมอธีมีเรื่องเล่า #ออฟฟิศซินโดรม #ท่าบริหารบนเก้าอี้ #สุขภาพวัยทำงาน #ปวดหลังปวดคอ #มนุษย์ออฟฟิศ

  • งานบ้าน = งานเบิร์น (เปลี่ยนการกวาดบ้านเป็นการออกกำลัง)

    สวัสดีครับลูกเพจทุกท่าน เคยไหมครับเวลาถึงวันหยุดทีไร มองไปรอบบ้านแล้วต้องถอนหายใจยาว เพราะกองทัพงานบ้านรอให้เราสะสางอยู่ ทั้งกวาดพื้น ถูบ้าน ซักผ้า ล้างจาน ยิ่งถ้าอากาศร้อนๆ เหงื่อยิ่งออกชุ่มไปทั้งตัว จนหลายคนรู้สึกว่าการทำงานบ้านเป็นเรื่องน่าเหนื่อยหน่าย แต่ทราบไหมครับว่า ความเหนื่อยจากการทำงานบ้านนี่แหละครับ คือ “ของขวัญ” ชิ้นใหญ่ที่เรามอบให้กับสุขภาพของตัวเองโดยไม่รู้ตัว วันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังครับว่า เราจะเปลี่ยนความน่าเบื่อของงานบ้าน ให้กลายเป็น “งานเบิร์น” เพื่อสุขภาพที่ดีได้อย่างไร ในทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์การกีฬา มีคำศัพท์คำหนึ่งที่เรียกว่า NEAT (Non-Exercise Activity Thermogenesis) ซึ่งหมายถึง พลังงานทั้งหมดที่ร่างกายเผาผลาญไปกับกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ที่ไม่ใช่การนอนหลับ การกิน หรือการตั้งใจไปออกกำลังกายที่ฟิตเนส [1] การขยับร่างกายเล็กๆ น้อยๆ อย่างการเดินไปกดน้ำ การยืนคุยโทรศัพท์ หรือแม้กระทั่ง “การทำงานบ้าน” ล้วนจัดอยู่ในกลุ่ม NEAT ทั้งสิ้น ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้มีส่วนสำคัญมากในการช่วยรักษาสมดุลของพลังงานในร่างกาย และส่งผลดีต่อระบบเผาผลาญในระยะยาว [1] เมื่อเราเจาะลึกไปที่ระดับความหนักของการทำงานบ้าน (METs - Metabolic Equivalents) งานวิจัยพบว่า งานบ้านทั่วไป เช่น การกวาดบ้าน ปัดฝุ่น หรือรีดผ้า จัดเป็นกิจกรรมทางกายระดับเบา (Light-intensity physical activity) ซึ่งใช้พลังงานประมาณ 1.6–2.9 METs แต่ถ้าเราเพิ่มความจริงจังเข้าไป เช่น การถูพื้น ขัดห้องน้ำ ดูดฝุ่น หรือทำสวน กิจกรรมเหล่านี้สามารถยกระดับเป็นการออกกำลังกายระดับปานกลาง (Moderate-intensity physical activity) ที่ใช้พลังงาน 3.0–5.9 METs ได้เลยทีเดียว [2] ซึ่งเป็นระดับความหนักที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ทำเป็นประจำเพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพครับ การทำงานบ้านด้วยความสม่ำเสมอไม่ได้มีดีแค่ทำให้บ้านสะอาด แต่ยังช่วยลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง (Sedentary behavior) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังมากมาย มีการศึกษาในระดับประชากรพบว่า กิจกรรมทางกายในรูปแบบการจัดการงานบ้าน (Domestic physical activity) มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญในการช่วยลดความเสี่ยงของภาวะอ้วนลงพุง (Metabolic Syndrome) ลดระดับน้ำตาลในเลือด และส่งเสริมการทำงานของระบบหลอดเลือดและหัวใจ [3] นอกจากนี้ การได้ขยับเขยื้อนร่างกาย ทำความสะอาดบ้านให้เป็นระเบียบ ยังช่วยให้สมองหลั่งสารเอนดอร์ฟิน (Endorphins) ซึ่งช่วยลดความเครียดและส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดีได้อีกด้วยครับ บทสรุปจากหมอธี 1. ทุกการขยับเท่ากับออกกำลัง: ไม่จำเป็นต้องเข้ายิมเสมอไป การทำงานบ้านคือการเพิ่ม NEAT (Non-Exercise Activity Thermogenesis) ที่ช่วยเผาผลาญแคลอรีได้ตลอดวัน 2. งานบ้านคือกิจกรรมระดับปานกลางได้: หากเรากวาดบ้าน ถูบ้าน หรือขัดห้องน้ำอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมเหล่านี้ให้ประโยชน์ต่อหัวใจและหลอดเลือดเทียบเท่ากับการออกกำลังกายเบาๆ ถึงปานกลาง (3.0–5.9 METs) 3. ป้องกันโรคเรื้อรัง: การเปลี่ยนเวลาที่นั่งเล่นมือถือบนโซฟา มาเป็นการปัดกวาดเช็ดถู ช่วยลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยงโรคอ้วนลงพุง เบาหวาน และความดันโลหิตสูง อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หวังว่าลูกเพจจะมองไม้กวาดและไม้ถูพื้นด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปนะครับ เปลี่ยนความคิดนิดเดียว งานบ้านที่น่าเบื่อก็กลายเป็นคลาสออกกำลังกายส่วนตัวได้เลย ว่าแต่... งานบ้านชิ้นไหนที่ลูกเพจทำทีไรแล้วรู้สึกเหนื่อย เหงื่อตกเหมือนได้ไปวิ่งออกกำลังกายที่สุดครับ? พิมพ์คอมเมนต์มาเล่าให้หมอและเพื่อนๆ ในเพจฟังกันหน่อยนะครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิง [1] von Loeffelholz, C., & Birkenfeld, A. L. (2022). Non-Exercise Activity Thermogenesis in Human Energy Homeostasis. In K. R. Feingold (Eds.) et. al., Endotext. MDText.com, Inc. [2] Gunn, S. M., Brooks, A. G., Withers, R. T., Gore, C. J., Owen, N., Bauman, A. E., & Cormack, J. R. (2004). Measurement and prediction of METs during household activities in 35- to 45-year-old females. European journal of applied physiology, 91(5-6), 638–648. [3] Moradell, A., Casajús, J. A., & Gómez-Bruton, A. (2019). Domain and intensity of physical activity are associated with metabolic syndrome: A population-based study. International Journal of Environmental Research and Public Health, 16(14), 2533. #หมอธีมีเรื่องเล่า #งานบ้านคือการออกกำลังกาย #สุขภาพดีเริ่มต้นที่บ้าน #NEAT #ลดน้ำหนักแบบไม่เครียด #ความรู้สุขภาพ #ออกกำลังกายที่บ้าน

  • เดินรอบบ้านอย่างไร ให้ได้สุขภาพ

    สวัสดีครับเพื่อนๆ แฟนเพจ "หมอธี มีเรื่องเล่า" ทุกท่าน เวลาที่เราพูดถึงการ "เดินเพื่อสุขภาพ" หลายคนมักจะนึกถึงภาพการใส่รองเท้าผ้าใบออกไปเดินในสวนสาธารณะ หรือการเดินบนลู่วิ่งในฟิตเนสใช่ไหมครับ? พอถึงวันที่ฝนตก อากาศร้อนจัด หรือมีฝุ่น PM 2.5 หนาแน่น แผนการดูแลตัวเองก็มักจะต้องถูกพับเก็บไป แต่ในมุมมองของ "การปรับพฤติกรรมสุขภาพ" (Health Behavior Modification) หมออยากชวนทุกคนมาเปลี่ยนความคิดครับ เพราะจริงๆ แล้ว พื้นที่ที่ปลอดภัยและใกล้ตัวที่สุดอย่าง "บริเวณบ้านของเราเอง" ก็สามารถใช้เป็นสถานที่ส่งเสริมสุขภาพที่ยอดเยี่ยมได้ หากเราเข้าใจหลักการทำงานของร่างกายครับ วันนี้หมอธีขอหยิบยกข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาเล่าให้ฟังครับว่า การขยับตัวและ "เดินรอบบ้าน" มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร และเราจะเดินอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุดครับ 1. พลังของการขยับตัวระหว่างวัน (NEAT) ในทางการแพทย์มีคำศัพท์คำหนึ่งคือ NEAT (Non-Exercise Activity Thermogenesis) ซึ่งหมายถึงพลังงานที่เราใช้ไปกับกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่ไม่ใช่การออกกำลังกายอย่างเป็นทางการ เช่น การเดินไปเข้าห้องน้ำ การกวาดบ้าน หรือการเดินรดน้ำต้นไม้ งานวิจัยจาก Mayo Clinic พบว่า การเพิ่มกิจกรรมแบบ NEAT ในแต่ละวัน มีส่วนช่วยเพิ่มอัตราการใช้พลังงานของร่างกาย และมีแนวโน้มช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดีกว่าการนั่งเฉยๆ ตลอดทั้งวันแล้วไปออกกำลังกายหนักๆ เพียงแค่ช่วงเวลาเดียว [1] การเดินวนไปมาในบ้าน จึงเป็นการสะสมการใช้พลังงานชั้นดีที่เรามักมองข้ามครับ 2. การตัดวงจร "พฤติกรรมเนือยนิ่ง" (Breaking Sedentary Time) พฤติกรรมการนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือดูทีวีติดต่อกันหลายชั่วโมง (Sedentary Behavior) เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อระบบหลอดเลือดและการจัดการน้ำตาลของร่างกาย การศึกษาในวารสาร Diabetes Care ได้ให้คำแนะนำที่น่าสนใจว่า การลุกขึ้นมาเดินเบาๆ (Light-intensity walking) ภายในบริเวณบ้านหรือที่ทำงาน เพียง 2 นาที ในทุกๆ 20-30 นาที มีส่วนช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและอินซูลินได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับการนั่งติดต่อกันยาวๆ [2] การเดินไปหยิบน้ำ หรือเดินไปเปิดหน้าต่างรับลม จึงเปรียบเสมือนการรีเซ็ตระบบการเผาผลาญของร่างกายครับ 3. จำนวนก้าวสะสม สำคัญไม่แพ้ความเร็ว หลายคนกังวลว่าพื้นที่ในบ้านแคบ เดินได้ไม่กี่ก้าวก็สุดทางแล้ว จะได้ประโยชน์หรือ? งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารอย่าง The Lancet Public Health ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากผู้คนนับหมื่นราย ยืนยันว่า การสะสมจำนวนก้าวเดินในแต่ละวัน แม้จะเป็นการเดินระยะสั้นๆ ในกิจวัตรประจำวัน ก็มีส่วนช่วยส่งเสริมสุขภาพและลดความเสี่ยงด้านสุขภาพโดยรวมได้ โดยไม่จำเป็นต้องเดินรวดเดียวจบ [3] ดังนั้น การเดินขึ้นลงบันได หรือเดินจากห้องนอนไปห้องครัว หากทำบ่อยๆ ก็สามารถสะสมเป็นยอดก้าวเดินที่ดีต่อสุขภาพหัวใจได้ครับ เทคนิคเดินรอบบ้านสไตล์หมอธี เพื่อให้การอยู่บ้านไม่เป็นอุปสรรคต่อความแข็งแรง หมอมีเทคนิคง่ายๆ มาแนะนำครับ: • กฎการคุยโทรศัพท์: ทุกครั้งที่มีสายเข้า หรือต้องคุยโทรศัพท์ ให้ลุกขึ้นยืนแล้วเดินวนไปมารอบห้องแทนการนั่งคุย • ใช้ช่วงเวลาโฆษณาให้เป็นประโยชน์: เวลานั่งดูทีวี พอถึงช่วงโฆษณา ให้ลุกขึ้นเดินไปมารอบๆ โซฟา หรือเดินไปดื่มน้ำ • แบ่งสัดส่วนงานบ้าน: แทนที่จะหยิบของทุกอย่างในรอบเดียว ลองแบ่งเดินหยิบทีละชิ้น เพื่อเพิ่มโอกาสให้ขาได้ก้าวเดินมากขึ้นครับ บทสรุปจากหมอธี (Dr.Tee’s Takeaways) 1. ทุกย่างก้าวมีความหมาย: ไม่ว่าจะเดินในสวนหรือเดินในบ้าน ร่างกายก็นับเป็นการขยับตัวที่ส่งเสริมสุขภาพได้เช่นกัน 2. ลุกให้บ่อย: การตัดวงจรการนั่งนานๆ ด้วยการเดินรอบบ้านครั้งละ 2-3 นาที มีส่วนช่วยเรื่องระบบเผาผลาญและระดับน้ำตาล 3. สะสมยอด: ไม่ต้องกังวลเรื่องพื้นที่จำกัด ให้เน้นความถี่ในการลุกเดินแทนความเร็วหรือระยะทาง เพื่อนๆ แฟนเพจคนไหนมีเทคนิคส่วนตัวในการ "แอบเพิ่มก้าวเดิน" เวลาอยู่บ้าน หรือเวลาทำงานแบบ Work From Home กันบ้างไหมครับ? ลองคอมเมนต์แชร์ไอเดียให้หมอและเพื่อนๆ ท่านอื่นนำไปปรับใช้กันหน่อยนะครับ ^^ ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิง (References) 1. Levine, J. A. (2002). Non-exercise activity thermogenesis (NEAT). Best Practice & Research Clinical Endocrinology & Metabolism, 16(4), 679-702. 2. Dunstan, D. W., Kingwell, B. A., Larsen, R., et al. (2012). Breaking up prolonged sitting reduces postprandial glucose and insulin responses. Diabetes Care, 35(5), 976-983. 3. Paluch, A. E., Bajpai, S., Bassett, D. R., et al. (2022). Daily steps and all-cause mortality: a meta-analysis of 15 international cohorts. The Lancet Public Health, 7(3), e219-e228. #หมอธีมีเรื่องเล่า #การปรับพฤติกรรมสุขภาพ #เดินรอบบ้าน #สุขภาพดีที่บ้าน #สะสมก้าวเดิน #ขยับกายดีต่อใจ #ดูแลสุขภาพเชิงรุก #NEAT

bottom of page