top of page

ทำไมหมอถึงอยากให้คุณ "เหนื่อย" บ้างทำไมหมอถึงอยากให้คุณ "เหนื่อย" บ้างในแต่ละวัน

  • หมอธี มีเรื่องเล่า
  • Feb 8
  • 2 min read

สวัสดีครับเพื่อนๆ แฟนเพจ "หมอธี มีเรื่องเล่า" ทุกท่าน

ในโลกยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีถูกสร้างมาเพื่อมอบ "ความสะดวกสบาย" สูงสุดให้กับมนุษย์ เรามีลิฟต์แทนบันได มีรถยนต์แทนการเดิน และมีรีโมทคอนโทรลที่ทำให้เราแทบไม่ต้องขยับตัว จนหลายคนมองว่าความเหนื่อย ความเหงื่อออก หรืออาการหอบหายใจแรง เป็นสภาวะที่ "ไม่พึงประสงค์" และควรหลีกเลี่ยง


แต่ในฐานะแพทย์ที่สนใจด้าน "การปรับพฤติกรรมสุขภาพ" (Health Behavior Modification) หมออยากจะชวนทุกคนเปลี่ยนมุมมองครับ ความจริงทางการแพทย์ที่น่าสนใจคือ ร่างกายมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้อยู่เฉยๆ และ "ความเหนื่อยที่เหมาะสม" คือกลไกสำคัญที่จะช่วยซ่อมแซมและยืดอายุเซลล์ของเราครับ


วันนี้หมอขอพาไปดูวิทยาศาสตร์เบื้องหลังว่า ทำไมการยอมให้หัวใจเต้นแรงและเหงื่อออกบ้างในแต่ละวัน ถึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับสุขภาพครับ


1. รู้จักกับ Hormesis: เมื่อความลำบากเล็กน้อย สร้างความแข็งแกร่ง

ในทางชีววิทยา มีกลไกหนึ่งที่เรียกว่า Hormesis หรือ Hormetic Stress ซึ่งหมายถึงสภาวะที่ร่างกายได้รับความเครียดในระดับต่ำๆ (เช่น การออกกำลังกาย การอดอาหารช่วงสั้นๆ หรือความร้อน/เย็น) เพื่อกระตุ้นให้เซลล์ตื่นตัวและปรับตัวให้แข็งแรงขึ้น

งานวิจัยในวารสาร Nature Reviews Neuroscience อธิบายว่า การออกกำลังกายจนรู้สึกเหนื่อย เป็นรูปแบบหนึ่งของความเครียดที่ดี (Good Stress) ที่ไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์ประสาทและการซ่อมแซม DNA ทำให้ร่างกายมีความทนทานต่อโรคและความเสื่อมมากขึ้น ในทางตรงกันข้าม การอยู่ใน "Comfort Zone" ตลอดเวลา อาจทำให้ระบบซ่อมแซมตัวเองของร่างกายทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ [1]


2. หัวใจที่ "ทำงานหนัก" คือหัวใจที่ "แข็งแรง"

หัวใจเป็นกล้ามเนื้อชนิดหนึ่งครับ และหลักการของกล้ามเนื้อคือ "Use it or Lose it" (ถ้าไม่ใช้ ก็จะฝ่อไป)

การปล่อยให้ตัวเองเหนื่อยจนหอบ (หายใจแรงขึ้น พูดได้ไม่ต่อเนื่อง) เป็นสัญญาณว่าเรากำลังฝึกความฟิตของปอดและหัวใจ หรือ Cardiorespiratory Fitness (CRF)

การศึกษาขนาดใหญ่ในวารสาร JAMA Network Open ซึ่งเก็บข้อมูลผู้ป่วยกว่า 120,000 คน พบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนว่า ผู้ที่มีระดับความฟิตของหัวใจปอดสูง (จากการออกกำลังกายสม่ำเสมอ) มีอัตราการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุต่ำกว่าผู้ที่มีความฟิตต่ำอย่างมีนัยสำคัญ หรือพูดง่ายๆ ว่า การยอมเหนื่อยในวันนี้ ช่วยลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วยในวันหน้าได้ครับ [2]


3. สมองโปร่ง เพราะร่างกายเหนื่อย (BDNF Effect)

เคยสังเกตไหมครับว่า หลังออกกำลังกายเสร็จใหม่ๆ แม้ตัวจะเหนื่อย แต่สมองกลับรู้สึกแจ่มใส?

นั่นเป็นเพราะเมื่อหัวใจเต้นแรงจากการขยับตัว ร่างกายจะหลั่งโปรตีนชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า BDNF (Brain-Derived Neurotrophic Factor)

ศาสตราจารย์ Carl Cotman จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เปรียบเปรยว่า BDNF คือ "ปุ๋ยบำรุงสมอง" (Miracle-Gro for the brain) ซึ่งช่วยในการสร้างเซลล์สมองใหม่ พัฒนาความจำ และป้องกันความเสื่อมของระบบประสาท การที่เรา "เหนื่อย" จึงเปรียบเสมือนการส่งเสบียงไปเลี้ยงสมองนั่นเองครับ [3]


4. เหนื่อยแค่ไหนถึงจะดี? (The Talk Test)

หมอไม่ได้หมายความว่าต้องเหนื่อยจนหน้ามืดหรือเป็นลมนะครับ ความเหนื่อยที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ (สำหรับคนทั่วไป) คือระดับ Moderate to Vigorous Physical Activity (MVPA)

• สังเกตง่ายๆ: ให้รู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วขึ้น เหงื่อซึม และ "ร้องเพลงไม่ได้ แต่ยังพูดประโยคสั้นๆ ได้" (Talk Test)

• แค่วันละ 20-30 นาที หรือสะสมให้ได้ 150 นาทีต่อสัปดาห์ ก็เพียงพอที่จะกระตุ้นกลไกการซ่อมแซมร่างกายตามที่หมอเล่ามาแล้วครับ [4]


บทสรุปจากหมอธี (Dr.Tee’s Takeaways)

เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพชัดเจน หมอขอสรุป 3 ข้อสั้นๆ ครับ:

1. อย่ากลัวเหนื่อย: ความเหนื่อยจากการขยับตัว คือการบำรุงเซลล์ที่เงินซื้อไม่ได้

2. ความสบายคือกับดัก: ร่างกายที่ไม่ได้ใช้งาน จะเสื่อมถอยเร็วกว่าร่างกายที่ใช้งานสม่ำเสมอ

3. สะสมความเหนื่อย: ไม่ต้องทำทีเดียวจบ เดินเร็วขึ้น ขึ้นบันได หรือทำงานบ้านให้กระฉับกระเฉง นับเป็นกำไรสะสมสุขภาพได้ทั้งหมด


วันนี้คุณ "เหนื่อย" หรือยังครับ? ถ้ายัง... หมอชวนให้วางมือถือ แล้วลุกขยับตัวสักนิด ให้หัวใจได้เต้นแรงสักหน่อย ใครไปทำอะไรให้ตัวเองเหนื่อยมาบ้าง ลองคอมเมนต์บอกหมอหน่อยนะครับ หมอจะตามไปกดไลก์เป็นกำลังใจให้ครับ ^^


ด้วยความปรารถนาดี

หมอธี มีเรื่องเล่า


หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์


เอกสารอ้างอิง (References)

1. Mattson, M. P. (2008). Hormesis defined. Ageing Research Reviews, 7(1), 1-7.

2. Mandsager, K., Harb, S., Cremer, P., et al. (2018). Association of Cardiorespiratory Fitness With Long-term Mortality Among Adults Undergoing Exercise Treadmill Testing. JAMA Network Open, 1(6), e183605.

3. Cotman, C. W., & Berchtold, N. C. (2002). Exercise: a behavioral intervention to enhance brain health and plasticity. Trends in Neurosciences, 25(6), 295-301.

4. World Health Organization. (2020). WHO guidelines on physical activity and sedentary behaviour. Geneva: World Health Organization.


#หมอธีมีเรื่องเล่า #การปรับพฤติกรรมสุขภาพ #Hormesis #หัวใจแข็งแรง #BDNF #ออกกำลังกาย #สุขภาพดีเริ่มที่การขยับ #TalkTest

Comments


bottom of page