top of page

Search Results

Search this site

391 results found with an empty search

  • ทำความเข้าใจวิทยาศาสตร์จานอาหาร... ถอดรหัส “โรคเก๊าท์กับกลุ่มอาหารที่ควรระวังเป็นพิเศษ”

    สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน กลับมาพบกับ “หมอธี มีเรื่องเล่า” กันอีกครั้งนะครับ ในช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองและงานปาร์ตี้ แฟนเพจหลายท่านอาจเคยเห็นภาพคนใกล้ตัว (โดยเฉพาะคุณผู้ชาย) ที่จู่ ๆ ก็มีอาการปวดข้อบวมแดงอย่างรุนแรงแบบเฉียบพลัน โดยเฉพาะบริเวณ “ข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า” จนถึงขั้นใส่รองเท้าไม่ได้และเดินกะเผลกเลยทีเดียว หลายท่านมักจะบอกว่า “สงสัยเมื่อวานไปกินยอดฟักแม้ว หรือกินสัตว์ปีกเยอะไปหน่อย เก๊าท์เลยกำเริบ” ในมุมมองของอายุรแพทย์โรคข้อและรูมาติซั่ม “โรคเก๊าท์ (Gout)” ถือเป็นโรคข้ออักเสบที่สร้างความเจ็บปวดทรมานอย่างมากครับ โรคนี้มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับเรื่องของ “สรีรวิทยาการเผาผลาญ” และสิ่งที่เรารับประทานเข้าไปอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่แฟนเพจทราบไหมครับว่า ความรู้เรื่องอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับผู้ป่วยเก๊าท์ มีหลายอย่างที่ทางการแพทย์ได้อัปเดตใหม่ และพบว่าอาหารบางอย่างที่เราเคยกลัว กลับไม่ได้ส่งผลเสียอย่างที่คิด ในขณะที่อาหารบางชนิดที่เราดื่มกินกันทุกวัน กลับเป็นตัวการสำคัญที่เร่งให้โรคกำเริบ วันนี้หมอจะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจวิทยาศาสตร์โภชนาการกันครับว่า เราควรระวังอาหารกลุ่มไหนเป็นพิเศษ เพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดจากโรคเก๊าท์ครับ 1. สรีรวิทยาของโรคเก๊าท์: เมื่อผลึกเข็มทิ่มแทงข้อต่อ (Pathophysiology of Gout) ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจกลไกของโรคกันก่อนครับ โรคเก๊าท์เกิดจากร่างกายมีระดับ "กรดยูริก (Uric Acid)" ในเลือดสูงเกินเกณฑ์ (Hyperuricemia) กรดยูริกนี้เป็นของเสียที่เกิดจากการสลายตัวของสาร "พิวรีน (Purine)" ซึ่งพบได้ทั้งจากการที่เซลล์ในร่างกายสลายตัวตามธรรมชาติ และจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป เมื่อกรดยูริกในเลือดมีปริมาณมากจนไตขับทิ้งไม่ทัน มันจะไป “ตกตะกอน” เป็นผลึกรูปเข็มที่เรียกว่า Monosodium Urate (MSU) ไปเกาะตามข้อต่อต่าง ๆ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเข้าใจผิดคิดว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม จึงส่งเม็ดเลือดขาวมาโจมตี ทำให้เกิดการอักเสบ บวม แดง และปวดอย่างรุนแรงครับ (Dalbeth et al., 2016) 2. กลุ่มที่ต้องระวัง: เนื้อแดง เครื่องใน และ “น้ำต้มกระดูก” หากท่านเป็นผู้ที่มีกรดยูริกสูง หรือเคยมีอาการเก๊าท์กำเริบ นี่คือกลุ่มอาหารที่งานวิจัยทางการแพทย์เตือนว่าควรระมัดระวังอย่างยิ่งครับ: เนื้อแดงและเครื่องในสัตว์: ตับ ไต ไส้ เครื่องในสัตว์ และเนื้อแดง (เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู) รวมถึงสัตว์ปีกและอาหารทะเลบางชนิด (เช่น กุ้ง หอย ซาร์ดีน) เป็นกลุ่มอาหารที่มีสารพิวรีนสูงมาก การรับประทานปริมาณมากจะทำให้กรดยูริกเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (Choi et al., 2004) น้ำต้มกระดูกและซุปสกัด: สารพิวรีนในเนื้อสัตว์สามารถละลายออกมาอยู่ในน้ำซุปเมื่อต้มเคี่ยวเป็นเวลานาน การซดน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวเข้มข้น น้ำต้มโครงไก่ หรือน้ำซุปชาบูจนหมดชาม จึงเป็นการรับกรดยูริกเข้าสู่ร่างกายโดยตรงครับ 3. ศัตรูตัวฉกาจของไต: “เครื่องดื่มแอลกอฮอล์” แอลกอฮอล์มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นโรคเก๊าท์ครับ กลไกทางสรีรวิทยาคือ แอลกอฮอล์จะไป “ยับยั้ง” การทำงานของไต ทำให้ไตขับกรดยูริกทิ้งทางปัสสาวะได้น้อยลง และประการสำคัญคือ "เบียร์" นอกจากจะมีแอลกอฮอล์แล้ว ยังมีสารพิวรีนในตัวของมันเองสูงมาก (จากยีสต์ที่ใช้หมัก) การดื่มเบียร์จึงเป็นทั้งการเติมพิวรีนเข้าสู่ร่างกาย และปิดประตูระบายกรดยูริกทิ้งไปพร้อม ๆ กันครับ (Choi et al., 2004) 4. ภัยเงียบยุคใหม่: “น้ำตาลฟรุกโตส” (Fructose) ข้อนี้หลายคนคาดไม่ถึงครับ ในอดีตเราคิดว่าเก๊าท์มาจากโปรตีนเท่านั้น แต่งานวิจัยปัจจุบันพบว่า น้ำตาลฟรุกโตส (โดยเฉพาะน้ำเชื่อมข้าวโพด HFCS ที่ผสมในน้ำอัดลม น้ำหวาน ชานมไข่มุก) เป็นตัวกระตุ้นเก๊าท์ที่รุนแรง ในทางชีวเคมี เมื่อตับเผาผลาญน้ำตาลฟรุกโตสปริมาณมหาศาล มันจะกระตุ้นกระบวนการที่ทำให้ร่างกายสร้างกรดยูริกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นผลพลอยได้ (Choi et al., 2008) การดื่มน้ำอัดลมหรือน้ำผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง จึงมีความเสี่ยงทำให้เก๊าท์กำเริบได้ไม่แพ้การรับประทานเครื่องในสัตว์เลยครับ 5. ปรับความเข้าใจใหม่: “ผักยอดอ่อน” ทานได้และมีประโยชน์ ความเชื่อที่ว่า "เป็นเก๊าท์ห้ามกินยอดผัก ห้ามกินหน่อไม้ฝรั่ง ห้ามกินถั่ว" ปัจจุบันถูกหักล้างด้วยงานวิจัยทางการแพทย์แล้วครับ งานวิจัยทางระบาดวิทยาขนาดใหญ่พบว่า แม้ผักบางชนิดจะมีพิวรีนสูง แต่ "พิวรีนที่มาจากพืช (Plant-based Purines)" ไม่ได้ส่งผลทำให้กรดยูริกในเลือดสูงขึ้นจนเพิ่มความเสี่ยงให้โรคเก๊าท์กำเริบแต่อย่างใดครับ (Choi et al., 2004) ผู้ป่วยเก๊าท์จึงสามารถรับประทานพืชผักได้ตามปกติ แถมใยอาหารและวิตามินซีจากผักยังช่วยลดการอักเสบและส่งเสริมการขับกรดยูริกออกทางไตได้ด้วยครับ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเก๊าท์และกำลังรับประทานยาลดกรดยูริก (เช่น Allopurinol) ห้ามหยุดยา ห้ามปรับลดขนาดยาเอง และห้ามนำสมุนไพรต้มมารับประทานร่วมกับยาแผนปัจจุบันโดยเด็ดขาด (อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางตับและไต หรือกระตุ้นให้ข้ออักเสบรุนแรงขึ้น) หากท่านมีอาการปวดข้อเฉียบพลัน บวม แดง ร้อน จนไม่สามารถลงน้ำหนักได้ ห้ามบีบนวด ห้ามประคบร้อน และห้ามซื้อยาแก้ปวดชุดมารับประทานเอง โปรดไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรกรรมโรคข้อ (Rheumatologist) หรืออายุรแพทย์ ในสถานพยาบาล เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาเพื่อลดความเจ็บปวดอย่างปลอดภัยตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมครับ 🩺 บทสรุปจากหมอธี "โรคเก๊าท์" เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่สัมพันธ์กับ "พฤติกรรมการบริโภค" ของเราครับ กุญแจสำคัญในการรับมือคือการ "ควบคุมอาหารคู่กับการรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ" การจำกัดปริมาณเครื่องในสัตว์ ลดการซดน้ำซุป หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และน้ำหวาน ควบคู่ไปกับการดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอวันละ 2-3 ลิตร เพื่อช่วยให้ไตขับกรดยูริกออกได้ดีขึ้น คือยุทธวิธีทางเวชศาสตร์วิถีชีวิตที่จะช่วยให้เราสามารถอยู่ร่วมกับโรคนี้ได้อย่างราบรื่น ลดความเสี่ยงการกำเริบของอาการปวด และปกป้องข้อต่อของเราในระยะยาวครับ 💬 ชวนลูกเพจคุย อ่านมาถึงตรงนี้ แฟนเพจลองนึกถึงประสบการณ์ของตัวเอง หรือคนใกล้ตัวดูนะครับ... มีใครที่เคยเจอปัญหา "โรคเก๊าท์กำเริบ" จนต้องเดินกะเผลก หรือมีคนรู้จักที่ปวดข้อจนใส่รองเท้าไม่ได้ไปหลายวันบ้างไหมครับ? ตอนนั้นสังเกตตัวเองไหมครับว่า ก่อนปวด เราเผลอไปจัดหนักมื้ออาหารปาร์ตี้ หรือดื่มแอลกอฮอล์มาหรือเปล่า? แล้วหลังจากที่รู้ตัวว่าเป็นเก๊าท์ แฟนเพจมีความเชื่อเดิม ๆ ว่าต้องงดยอดผัก จนไม่กล้าทานผักกันไปเลยหรือเปล่าครับ? ลองคอมเมนต์มาแบ่งปันประสบการณ์ เล่าเป็นอุทาหรณ์ หรือแชร์ไอเดียเมนูอาหารที่ปลอดภัยสำหรับคนเป็นโรคเก๊าท์ ให้หมอและเพื่อน ๆ ในเพจได้อ่านเป็นแนวทางกันหน่อยนะครับ หมอรออ่านและพร้อมให้คำแนะนำเพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคนครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ: - Choi, H. K., Atkinson, K., Karlson, E. W., Willett, W., & Curhan, G. (2004). Purine-rich foods, dairy and protein intake, and the risk of gout in men. The New England Journal of Medicine, 350(11), 1093-1103. - Choi, H. K., & Curhan, G. (2008). Soft drinks, fructose consumption, and the risk of gout in men: prospective cohort study. BMJ, 336(7639), 309-312. - Dalbeth, N., Merriman, T. R., & Stamp, L. K. (2016). Gout. The Lancet, 388(10055), 2039-2052. #หมอธีมีเรื่องเล่า #โรคเก๊าท์ #กรดยูริกสูง #ปวดข้อเก๊าท์ #โภชนาการบำบัด #อาหารต้องห้ามโรคเก๊าท์ #พิวรีน #ฟรุกโตส #เบียร์กับเก๊าท์ #เวชศาสตร์วิถีชีวิต #โรคข้ออักเสบ #ดูแลสุขภาพองค์รวม

  • ภัยเงียบที่ไม่ต้องพึ่งแก้วเหล้า... ทำความเข้าใจวิทยาศาสตร์ “โรคตับแข็งที่ไม่ได้มาจากแอลกอฮอล์...พฤติกรรมคือต้นเหตุ?”

    สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน กลับมาพบกับ “หมอธี มีเรื่องเล่า” กันอีกครั้งนะครับ เวลาที่เราได้ยินคำว่า “โรคตับแข็ง (Cirrhosis)” หมอเชื่อว่าภาพจำแรกในความคิดของหลายคน คงเป็นภาพของผู้ที่มีพฤติกรรมดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักติดต่อกันเป็นเวลานานใช่ไหมครับ แต่แฟนเพจทราบไหมครับว่า ในห้องตรวจโรคระบบทางเดินอาหารและตับในปัจจุบัน เราพบผู้ป่วยที่ตรวจพบภาวะตับแข็ง โดยที่ผู้ป่วย "ไม่เคยดื่มแอลกอฮอล์เลย" เพิ่มจำนวนสูงขึ้นอย่างน่ากังวลครับ ผู้ป่วยหลายท่านมักจะถามหมอด้วยความสงสัยว่า "คุณหมอครับ ผมไม่เคยกินเหล้าเลยนะ ทำไมถึงเป็นตับแข็งได้ล่ะครับ?" ในทางเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) เรามีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครับว่า โรคตับไม่ได้เกิดจากน้ำสีอำพันเพียงอย่างเดียว แต่ภัยเงียบที่กำลังสร้างความเสียหายต่อตับของคนยุคนี้ คือ "พฤติกรรมบนจานอาหารและวิถีชีวิต" ของเรานั่นเองครับ วันนี้หมอจะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจกลไกของร่างกาย เพื่อรับมือกับเพชฌฆาตเงียบตัวนี้กันครับ 1. ไขมันพอกตับ: จุดเริ่มต้นของปัญหา (NAFLD) โรคตับแข็งที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ มีจุดเริ่มต้นมาจากภาวะที่เรียกว่า "ไขมันพอกตับชนิดไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (Non-Alcoholic Fatty Liver Disease - NAFLD)" ครับ กลไกนี้เกิดจากการที่เรามีพฤติกรรมรับประทาน "คาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล" มากเกินกว่าที่ร่างกายจะเผาผลาญเป็นพลังงานได้สมดุล (โดยเฉพาะน้ำตาลฟรุกโตสในน้ำหวานและเบเกอรี) ตับของเราซึ่งทำหน้าที่เหมือนโรงงานแปรรูป จะทำการแปลงน้ำตาลส่วนเกินเหล่านี้ให้กลายเป็น "ไขมันไตรกลีเซอไรด์" และนำไปสะสมไว้ในเซลล์ตับ (Stanhope et al., 2009) 2. ภาวะดื้ออินซูลิน สู่ตับอักเสบ (Insulin Resistance and NASH) ข้อมูลทางระบาดวิทยายืนยันว่า ผู้ที่อยู่ในกลุ่ม "อ้วนลงพุง (Central Obesity)" และผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 คือกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงครับ ไขมันสะสมในช่องท้อง (Visceral Fat) จะทำให้ร่างกายเกิดภาวะ "ดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance)" ซึ่งเป็นสวิตช์สำคัญที่เปิดประตูให้กรดไขมันอิสระ ไหลบ่าเข้าไปสะสมในตับอย่างต่อเนื่อง (Utzschneider & Kahn, 2006) เมื่อไขมันสะสมพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ มันจะเริ่มปล่อยสารก่อการอักเสบ (Inflammatory cytokines) ออกมา ทำให้ตับเข้าสู่ภาวะ "ตับอักเสบจากไขมัน (NASH - Non-Alcoholic Steatohepatitis)" ครับ 3. กระบวนการเกิดพังผืด (Fibrosis) สู่ตับแข็ง (Cirrhosis) เมื่อตับเกิดการอักเสบเรื้อรังจากไขมัน เซลล์ตับจะตายลง ร่างกายของเราซึ่งมีกลไกในการซ่อมแซมตัวเอง จะพยายามเข้าไปสมานแผลนั้น แต่การซ่อมแซมที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่านี้ จะทิ้งร่องรอยไว้ในรูปของ "พังผืด (Fibrosis)" คล้ายกับเวลาเรามีแผลเป็นที่ผิวหนังครับ เมื่อพังผืดถูกสร้างขึ้นมาแทนที่เนื้อตับปกติมากขึ้นเรื่อย ๆ ตับที่เคยนิ่มและยืดหยุ่น จะค่อย ๆ กลายสภาพเป็นก้อนแข็งกระด้าง (Cirrhosis) ทำให้เลือดไหลเวียนผ่านตับได้ยากขึ้น ตับจึงสูญเสียความสามารถในการกำจัดสารพิษและสร้างโปรตีน ซึ่งนี่คือปลายทางที่อันตรายและสามารถนำไปสู่ "โรคมะเร็งตับ" ได้ครับ แม้ว่าคุณจะไม่เคยแตะแอลกอฮอล์เลยก็ตาม (Farrell & Larter, 2006) ภาวะไขมันพอกตับในระยะแรกมัก ไม่มีอาการเตือนใด ๆ (Silent Disease) ครับ ผู้ป่วยมักจะทราบเมื่อไปเจาะเลือดดูค่าเอนไซม์ตับ (AST/ALT) หรือทำอัลตราซาวนด์ช่องท้อง (Ultrasound) หากท่านมีภาวะอ้วนลงพุง เป็นเบาหวาน หรือพบว่าค่าตับผิดปกติ ห้ามซื้อยาสมุนไพรต้ม ยาลูกกลอน หรืออาหารเสริมล้างตับที่ไม่ทราบแหล่งที่มามารับประทานเองโดยเด็ดขาด (เพราะตับที่กำลังอักเสบอยู่ อาจเกิดภาวะตับวายเฉียบพลันจากสิ่งเหล่านี้ได้) หากมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง อ่อนเพลียรุนแรง หรือท้องโตบวมน้ำ โปรดรีบเข้าพบแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรกรรมโรคระบบทางเดินอาหารและตับ ในสถานพยาบาล เพื่อรับการประเมิน ตรวจวินิจฉัย และรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมโดยเร็วครับ 🩺 บทสรุปจากหมอธี "โรคตับแข็งที่ไม่ได้มาจากแอลกอฮอล์" เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นว่า ร่างกายของเราซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่เราป้อนเข้าไปเสมอครับ ความหวานและแป้งที่เราบริโภคเกินความพอดีในวันนี้ คือก้อนไขมันที่ไปเบียดบังการทำงานของตับในวันหน้า ข่าวดีก็คือ หากเราตรวจพบภาวะไขมันพอกตับใน "ระยะเริ่มต้น" ภาวะนี้สามารถ "บรรเทาลงได้ (Reversible)" ครับ เพียงแค่เราลดน้ำหนักตัวลง 7-10% ด้วยการควบคุมปริมาณน้ำตาล คาร์โบไฮเดรต ควบคู่กับการออกกำลังกาย เซลล์ตับก็จะสามารถลดปริมาณไขมันสะสมและกลับมามีสุขภาพที่ดีได้อีกครั้ง (Vilar-Gomez et al., 2015) การดูแลพฤติกรรมบนโต๊ะอาหารในทุก ๆ วัน คือการดูแลการทำงานของตับของเราครับ 💬 ชวนลูกเพจคุย อ่านมาถึงตรงนี้ แฟนเพจลองทบทวนผลตรวจสุขภาพประจำปีครั้งล่าสุดของตัวเองดูนะครับ... มีใครที่เคยไปเจาะเลือดแล้วคุณหมอทักว่า "ค่าเอนไซม์ตับ (AST/ALT) เริ่มสูงกว่าปกตินิดหน่อยนะ" หรือไปทำอัลตราซาวนด์แล้วคุณหมอบอกว่าเริ่มมี "ไขมันเกาะตับ" บ้างไหมครับ? (ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก็เจอได้บ่อย ๆ เลยใช่ไหมครับ) แล้วหลังจากที่ทราบผล แฟนเพจมีวิธีปรับตัว ปรับพฤติกรรม หรือมีเทคนิคการลดของหวานและของทอดอย่างไรบ้าง เพื่อดึงค่าตับให้กลับมาปกติครับ? (เช่น หันมาเดินออกกำลังกาย หรือตัดใจเลิกชานมไข่มุก) ลองคอมเมนต์มาแบ่งปันประสบการณ์ แชร์ความรู้เรื่องการคุมอาหาร หรือส่งกำลังใจให้เพื่อน ๆ ในเพจที่กำลังพยายามดูแลสุขภาพตับกันหน่อยนะครับ หมอรออ่านและพร้อมให้คำปรึกษาเบื้องต้นกับทุกท่านครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ: - Farrell, G. C., & Larter, C. Z. (2006). Nonalcoholic fatty liver disease: from steatosis to cirrhosis. Hepatology, 43(S1), S99-S112. - Stanhope, K. L., Schwarz, J. M., Keim, N. L., Griffen, S. C., Bremer, A. A., Graham, J. L., ... & Havel, P. J. (2009). Consuming fructose-sweetened, not glucose-sweetened, beverages increases visceral adiposity and lipids and decreases insulin sensitivity in overweight/obese humans. The Journal of Clinical Investigation, 119(5), 1322-1334. - Utzschneider, K. M., & Kahn, S. E. (2006). Review: the role of insulin resistance in nonalcoholic fatty liver disease. The Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism, 91(12), 4753-4761. - Vilar-Gomez, E., Martinez-Perez, Y., Calzadilla-Bertot, L., Torres-Gonzalez, A., Gra-Oramas, B., Gonzalez-Fabian, L., ... & Adams, L. A. (2015). Weight loss through lifestyle modification significantly reduces features of nonalcoholic steatohepatitis. Gastroenterology, 149(2), 367-378. #หมอธีมีเรื่องเล่า #โรคตับแข็ง #ไขมันพอกตับ #NAFLD #NASH #ตับอักเสบ #ลดน้ำตาล #อ้วนลงพุง #เวชศาสตร์วิถีชีวิต #โรคNCDs #ดื้ออินซูลิน #ดูแลสุขภาพตับ #โภชนาการบำบัด #ดูแลสุขภาพองค์รวม

  • รู้ให้ทันวัยเก๋า: การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของผู้สูงอายุที่ลูกหลานควรรู้

    สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้มาพบกันอีกครั้งกับเพจ "หมอธี มีเรื่องเล่า" ในวัยที่เราเติบโตขึ้นและมีภาระหน้าที่มากมาย บางครั้งเราอาจลืมสังเกตว่าคุณพ่อ คุณแม่ หรือญาติผู้ใหญ่ในบ้านของเรากำลังค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป กาลเวลาไม่เพียงแต่เพิ่มตัวเลขของอายุ แต่ยังนำพาการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาหลายอย่างมาสู่ร่างกายของท่านด้วยครับ วันนี้หมอเลยอยากมาเล่าและสรุปข้อมูลทางการแพทย์ที่เข้าใจง่าย เพื่อให้ลูกหลานทุกคนได้เตรียมความพร้อมและเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของท่านเหล่านั้นมากขึ้นครับ 1. ส่วนประกอบของร่างกายและผิวหนังที่เปลี่ยนไป เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายของเราจะมีสัดส่วนของน้ำลดลง แต่มีสัดส่วนของไขมันเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่มวลกล้ามเนื้อและมวลกระดูกจะลดลงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ผิวหนังจะบางลง สูญเสียความยืดหยุ่น ต่อมไขมันและต่อมเหงื่อทำงานลดลง ทำให้ผู้สูงอายุมีผิวที่แห้ง เหี่ยวย่น คัน และเกิดรอยฟกช้ำหรือเลือดออกใต้ผิวหนังได้ง่ายแม้จะถูกกระทบกระแทกเพียงเบา ๆ 2. ระบบหัวใจและหลอดเลือดที่ต้องการการดูแล เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจของผู้สูงอายุจะมีจำนวนลดลงแต่ขนาดเซลล์จะใหญ่ขึ้น ผนังหัวใจหนาตัวขึ้น รวมถึงหลอดเลือดแดงทั่วร่างกายจะมีการหนาตัว ขาดความยืดหยุ่น และมีไขมันสะสม การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลให้กำลังสำรองของการทำงานของหัวใจลดลง ร่างกายจะตอบสนองต่อการออกแรงหรือการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้จำกัด ทำให้ท่านรู้สึกเหนื่อยง่ายขึ้นกว่าเดิม 3. ระบบทางเดินอาหารและการขับถ่าย หลายบ้านอาจพบว่าผู้สูงอายุทานอาหารได้น้อยลง หรือมีอาการสำลักบ่อย นั่นเป็นเพราะกล้ามเนื้อหลอดอาหารและหูรูดต่าง ๆ เริ่มอ่อนแรงลง การหลั่งกรดในกระเพาะอาหารและการบีบตัวของลำไส้ก็ลดลงเช่นกัน ทำให้ผู้สูงอายุย่อยอาหารได้ยากขึ้น อิ่มเร็ว ท้องอืดง่าย และมีโอกาสเกิดภาวะท้องผูกได้บ่อย 4. ประสาทสัมผัสและการรับรู้ (ตา หู จมูก ลิ้น) - การมองเห็น: เลนส์ตาจะหนาและแข็งขึ้น สูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้มองใกล้ไม่ชัด (สายตายาวตามวัย) การรับรู้ความลึกและการแยกสีลดลง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ - การได้ยิน: การได้ยินจะลดลง โดยมักจะเริ่มจากการไม่ได้ยินเสียงที่มีความถี่สูงก่อน - การรับรสและกลิ่น: ต่อมรับรสและการได้กลิ่นจะเสื่อมลง (โดยเฉพาะรสเค็มและเผ็ด) ในขณะที่การรับรสหวานยังคงปกติ ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าอาหารไม่อร่อย รสชาติเปลี่ยนไป และอาจทานอาหารรสจัดขึ้นโดยไม่รู้ตัว 5. ระบบประสาท สมอง และความจำ น้ำหนักของสมองในผู้สูงอายุจะลดลง เซลล์สมองบางส่วนเสื่อมสลาย และสารสื่อประสาทลดลง ส่งผลให้ความจำระยะสั้นถดถอย การคิด ตัดสินใจ และการประสานงานของกล้ามเนื้อช้าลง รวมถึงอาจมีปัญหาในการทำกิจกรรมหลายอย่างพร้อมกันได้น้อยลง 6. ระบบทางเดินปัสสาวะ หน่วยไตที่ทำหน้าที่กรองของเสียจะมีจำนวนลดลง เลือดไปเลี้ยงไตลดลง นอกจากนี้ความจุของกระเพาะปัสสาวะยังลดลงและมีความไวมากขึ้น ทำให้ผู้สูงอายุปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะลำบาก หรือมีปัสสาวะเล็ดราด ส่วนในผู้ชายมักพบปัญหาต่อมลูกหมากโตที่ทำให้ปัสสาวะไม่ค่อยพุ่ง 📌 บทสรุปจากหมอธี ความเสื่อมถอยทางร่างกายของผู้สูงอายุเป็นสัจธรรมและเป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ แต่สิ่งที่เราทำได้คือ "การทำความเข้าใจและการดูแลเชิงป้องกัน" การสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ของท่าน จะช่วยให้เราสามารถปรับสภาพแวดล้อมในบ้านให้ปลอดภัย จัดเตรียมโภชนาการที่เหมาะสม ส่งเสริมให้ท่านได้ออกกำลังกายขยับเขยื้อนร่างกาย และที่สำคัญที่สุดคือการมอบความรักและความเข้าใจ เพื่อให้ท่านมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุขในทุก ๆ วันครับ 💬 ชวนลูกเพจคุย ที่บ้านของคุณพ่อคุณแม่ หรือญาติผู้ใหญ่ มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายข้อไหนที่คุณลูกหลานสังเกตเห็นได้ชัดเจนที่สุดบ้างครับ? และแต่ละครอบครัวมีวิธีดูแลหรือปรับตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นอย่างไร มาคอมเมนต์แชร์ประสบการณ์และแลกเปลี่ยนความรู้กันได้เลยนะครับ ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ 1. กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข. (2565). คู่มือผู้ดำเนินการ การดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิง. บริษัท โรงพิมพ์วินัย 2509 จำกัด. 2. Halter, J. B., Ouslander, J. G., Studenski, S., High, K. P., Asthana, S., Supiano, M. A., & Ritchie, C. (2016). Hazzard's Geriatric Medicine and Gerontology (7th ed.). McGraw-Hill Education. 3. มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.). (2559). สถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ. 2558. บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน). #หมอธีมีเรื่องเล่า #ผู้สูงอายุ #ดูแลผู้สูงอายุ #สุขภาพวัยเก๋า #ครอบครัว #เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ #ความรู้สุขภาพ #LifestyleMedicine

  • อ่อนเพลีย หน้ามืด ไม่ใช่แค่เรื่องของวัย... “ภาวะโลหิตจางในวัยเกษียณ สาเหตุที่คาดไม่ถึง”

    สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน กลับมาพบกับ “หมอธี มีเรื่องเล่า” กันอีกครั้งนะครับ แฟนเพจเคยสังเกตคุณพ่อคุณแม่วัยเกษียณที่บ้านไหมครับว่า ทำไมช่วงนี้ท่านดูซูบซีด อ่อนเพลีย หน้ามืดบ่อย หรือเดินขึ้นบันไดแค่นิดเดียวก็บ่นว่าเหนื่อยหอบแล้ว? หลายครอบครัวมักจะคิดว่า "ก็คนแก่นี่นา เรี่ยวแรงลดลงก็เป็นเรื่องธรรมดา" หรือพอบางครั้งไปตรวจเลือดแล้วพบว่ามี "ภาวะโลหิตจาง (Anemia)" ลูกหลานก็มักจะด่วนสรุปไปเองว่าท่านทานอาหารน้อยจนขาดสารอาหาร แล้วรีบไปหาซื้อยาบำรุงเลือดหรือธาตุเหล็กมาให้ท่านทานกันยกใหญ่ ในมุมมองของอายุรแพทย์และแพทย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ (Geriatric Medicine) ภาวะเลือดจางในผู้สูงวัย ไม่ใช่แค่เรื่องของการ "ขาดธาตุเหล็ก" เสมอไปครับ ความจริงแล้วมันซ่อนกลไกที่ลึกซึ้งและ "สาเหตุที่คาดไม่ถึง" เอาไว้อีกมากมาย หากเรารักษาผิดจุด นอกจากเลือดจะไม่เข้มขึ้นแล้ว อาจเป็นการปล่อยให้รอยโรคอื่นลุกลามได้ครับ วันนี้หมอจะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจสรีรวิทยาของเม็ดเลือดแดง เพื่อค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ในวัยเก๋ากันครับ 1. “การอักเสบซ่อนเร้น” ตัวการขัดขวางการสร้างเลือด (Anemia of Chronic Disease) นี่คือสาเหตุของภาวะเลือดจางที่พบได้บ่อยอย่างยิ่งในผู้สูงอายุครับ! ผู้สูงอายุมักมีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคข้อเข่าเสื่อม โรคไตเรื้อรัง หรือโรคเบาหวาน โรคเหล่านี้จะกระตุ้นให้ร่างกายเกิด "ภาวะอักเสบเรื้อรังระดับเซลล์ (Systemic Inflammation)" กลไกที่น่าสนใจคือ ร่างกายจะหลั่งโปรตีนที่ชื่อว่า "เฮปซิดิน (Hepcidin)" ออกมาครับ โปรตีนตัวนี้จะไปทำการ "ล็อก" ธาตุเหล็กที่เก็บสะสมไว้ในตับ ไม่ให้ออกมาสู่กระแสเลือด (กลไกนี้ร่างกายทำไปเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคดึงธาตุเหล็กไปใช้) ผลก็คือ ร่างกายมีธาตุเหล็กสำรองอยู่เต็มโกดัง แต่ไขกระดูกไม่สามารถเบิกเอามาสร้างเลือดได้! ในกรณีนี้ หากท่านไปซื้อธาตุเหล็กมาให้ผู้สูงอายุทานเพิ่ม ลำไส้ก็จะไม่ดูดซึม และอาจทำให้เกิดการสะสมธาตุเหล็กเกินความจำเป็นครับ (Weiss & Goodnough, 2005) 2. สาเหตุที่ต้องระวังอย่างมาก: “เลือดออกซ่อนเร้นในลำไส้” (Occult Gastrointestinal Bleeding) ข้อนี้คือสิ่งที่แพทย์ต้องค้นหาให้พบครับ หากผู้สูงอายุมีภาวะเลือดจางแบบ "ขาดธาตุเหล็ก" (Iron Deficiency Anemia) จริง ๆ สาเหตุในวัยนี้มักไม่ได้มาจากการทานเนื้อสัตว์น้อย แต่มาจาก "การเสียเลือดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า" ครับ ผู้สูงอายุหลายท่านทานยาแก้ปวดกระดูกและข้อ (NSAIDs) หรือยาละลายลิ่มเลือด (เช่น Aspirin) เป็นประจำ ยาเหล่านี้อาจทำให้กระเพาะอาหารหรือลำไส้เป็นแผลและมีเลือดซึมออกทีละน้อยทุกวัน และที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งคือ เลือดที่ซึมออกมาอาจเกิดจาก "ก้อนเนื้องอกหรือโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colorectal Cancer)" ซึ่งเป็นสาเหตุร้ายแรงที่ทำให้เลือดจางโดยที่ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการปวดท้องนำมาก่อนเลยครับ การเจาะเลือดพบว่าเลือดจาง จึงเป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าที่ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้ทันท่วงทีครับ (Rockey, 1999) 3. กระเพาะอาหารที่เสื่อมถอย และการขาด "วิตามินบี 12" (Vitamin B12 Deficiency) เมื่อเราอายุมากขึ้น เซลล์เยื่อบุกระเพาะอาหารจะเริ่มฝ่อและผลิตกรดได้น้อยลง (Atrophic Gastritis) ซึ่งกรดกระเพาะอาหารมีความสำคัญอย่างมากในการแยก "วิตามินบี 12" ออกจากโปรตีนในเนื้อสัตว์ที่เราทานเข้าไป หากกระเพาะแยกวิตามินออกมาไม่ได้ ลำไส้ก็จะไม่สามารถดูดซึมวิตามินบี 12 ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดงที่สมบูรณ์ได้ครับ ผลคือผู้สูงอายุจะเกิดภาวะโลหิตจางชนิดเม็ดเลือดแดงโตผิดปกติ (Macrocytic Anemia) ซึ่งมักมาพร้อมกับอาการชาปลายมือปลายเท้า และมีภาวะหลงลืมร่วมด้วยครับ (Andrès et al., 2004) หากผู้สูงอายุมีอาการอ่อนเพลียรุนแรง หน้ามืดวูบบ่อย ตัวซีดเหลือง หายใจหอบเหนื่อยแม้ทำกิจกรรมเบา ๆ หรือสังเกตเห็น "อุจจาระมีสีดำคล้ำเหมือนยางมะตอย หรือมีเลือดปน" ห้ามด่วนสรุปว่าแก่วัย และ ห้ามซื้อยาบำรุงเลือดมารับประทานเองเด็ดขาด โปรดรีบพาท่านไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรกรรม หรือโลหิตวิทยา (Hematology) ในสถานพยาบาล เพื่อรับการเจาะเลือด ตรวจอุจจาระ และอาจพิจารณาส่องกล้องทางเดินอาหาร (Endoscopy) เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมอย่างถูกต้องและปลอดภัยครับ 🩺 บทสรุปจากหมอธี "ภาวะโลหิตจาง" ในวัยเกษียณ ไม่ใช่แค่เรื่องของการขาดสารอาหารที่แก้ได้ด้วยการทานวิตามินครับ แต่มันคือจดหมายเตือนจากร่างกายที่อาจกำลังบอกว่า มีบาดแผลซ่อนอยู่ในกระเพาะอาหาร หรือมีโรคเรื้อรังที่ทำให้การสร้างเลือดสะดุด การช่างสังเกตความเปลี่ยนแปลงของคุณพ่อคุณแม่ และการพาท่านไปตรวจสุขภาพเจาะเลือดเป็นประจำทุกปี คือการช่วยตรวจสอบความผิดปกติของร่างกาย เพื่อให้เราสามารถดูแลท่านได้อย่างตรงจุด และคืนความสดใสแข็งแรงให้กับท่านได้อีกครั้งครับ 💬 ชวนลูกเพจคุย อ่านมาถึงตรงนี้ แฟนเพจลองนึกถึงผลตรวจสุขภาพครั้งล่าสุดของคุณพ่อคุณแม่ (หรือของตัวเราเอง) ดูนะครับ... มีใครที่เคยเจาะเลือดแล้วคุณหมอทักว่า "เลือดจางนิดหน่อยนะ" บ้างไหมครับ? แล้วตอนนั้นคุณหมอได้ทำการสืบค้นหาสาเหตุอย่างไรต่อบ้างเอ่ย? บางท่านอาจจะได้รับยาบำรุงเลือด บางท่านอาจจะถูกส่งไปส่องกล้องกระเพาะอาหาร หรือมีแฟนเพจท่านไหนที่เคยเจอประสบการณ์ "เลือดออกในกระเพาะอาหารเพราะกินยาแก้ปวด" จนเลือดจางบ้างไหมครับ? ลองคอมเมนต์มาแบ่งปันประสบการณ์ เล่าเป็นอุทาหรณ์ หรือสอบถามข้อสงสัยเพิ่มเติม ให้หมอและเพื่อน ๆ ในเพจได้อ่านเป็นวิทยาทานกันหน่อยนะครับ หมอรออ่านและพร้อมให้คำแนะนำเบื้องต้นกับทุกท่านครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ: - Andrès, E., Loukili, N. H., Noel, E., Kaltenbach, G., Abdelgabar, M. B., Meynadier, J. M., ... & Blicklé, J. F. (2004). Vitamin B12 (cobalamin) deficiency in elderly patients. CMAJ, 171(3), 251-259. - Rockey, D. C. (1999). Occult gastrointestinal bleeding. New England Journal of Medicine, 341(1), 38-46. - Weiss, G., & Goodnough, L. T. (2005). Anemia of chronic disease. New England Journal of Medicine, 352(10), 1011-1023. #หมอธีมีเรื่องเล่า #ภาวะโลหิตจางในวัยเกษียณ #เลือดจางในผู้สูงอายุ #อ่อนเพลีย #ขาดธาตุเหล็ก #แผลในกระเพาะอาหาร #มะเร็งลำไส้ใหญ่ #โลหิตวิทยา #เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ #ดูแลผู้สูงอายุ #สังคมสูงวัย #ดูแลสุขภาพองค์รวม

  • เปลี่ยนลมหายใจที่ติดขัด เป็นความโปร่งโล่ง... “โรคถุงลมโป่งพองกับการเลิกบุหรี่ที่ให้ผลน่าชื่นใจ”

    สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน กลับมาพบกับ “หมอธี มีเรื่องเล่า” กันอีกครั้งนะครับ ในห้องตรวจอายุรกรรมโรคปอด ประโยคที่หมอมักจะได้ยินจากผู้ป่วยที่มีประวัติสูบบุหรี่มาอย่างยาวนาน คือ “หมอครับ ปอดผมเป็นโรคถุงลมโป่งพองไปแล้ว เลิกสูบบุหรี่ตอนนี้มันก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นหรอกครับ สูบต่อไปก็คงไม่ต่างกัน” ความรู้สึกสิ้นหวังแบบนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ครับ เพราะในทางการแพทย์ "โรคถุงลมโป่งพอง" (Emphysema) หรือที่เรารวมเรียกกันว่า โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) คือภาวะที่ถุงลมเล็ก ๆ ในปอดถูกสารจากควันบุหรี่ทำลายจนสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกหายใจเข้าได้ แต่หายใจออกไม่สุด หอบเหนื่อยแม้อยู่เฉย ๆ หรือทำกิจกรรมเพียงเล็กน้อย หลายคนเชื่อว่าเมื่อปอดได้รับความเสียหายไปแล้ว การเลิกบุหรี่ก็เปล่าประโยชน์ แต่ในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ความเชื่อนี้ "เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนครับ" วันนี้ หมอจะพาทุกท่านไปถอดรหัสกลไกของร่างกายและระบบทางเดินหายใจ เพื่อยืนยันด้วยงานวิจัยระดับโลกว่า การตัดสินใจดับบุหรี่มวนสุดท้าย แม้ในวันที่ปอดได้รับความเสียหายไปแล้ว จะให้ผลลัพธ์ที่ "น่าชื่นใจ" และเปลี่ยนคุณภาพชีวิตผู้ป่วยได้อย่างไรบ้างครับ 1. หยุดสารทำลายเซลล์ เบรกกระบวนการอักเสบ (Halt the Inflammation) เมื่อคุณยังคงสูบบุหรี่ ควันพิษจะกระตุ้นให้ร่างกายส่ง "เซลล์เม็ดเลือดขาว" เข้ามาบริเวณถุงลมปอดอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดภาวะอักเสบเรื้อรังระดับเซลล์ (Chronic Inflammation) ซึ่งกระบวนการอักเสบนี้เป็นตัวเร่งทำลายเนื้อเยื่อปอดให้เสื่อมสภาพเร็วขึ้น เมื่อคุณ "หยุดสูบ" กระบวนการอักเสบที่ถูกเร่งด้วยควันบุหรี่จะสงบลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าถุงลมปอดที่พังไปแล้วจะไม่สามารถสร้างใหม่ให้กลับมาสมบูรณ์เหมือนเดิมได้ แต่การเลิกบุหรี่คือการ "เบรกความเสื่อม" ป้องกันไม่ให้ถุงลมที่ยังเหลืออยู่ถูกทำลายไปมากกว่านี้ งานวิจัยพบว่า อัตราการเสื่อมถอยของสมรรถภาพปอด (Lung function decline) ในผู้ป่วยที่เลิกบุหรี่ จะปรับลดความเร็วลงมาเทียบเท่ากับความเสื่อมตามวัยของคนทั่วไป แตกต่างจากผู้ที่ยังสูบต่อ ซึ่งปอดจะเสื่อมเร็วกว่าหลายเท่าตัวครับ (Scanlon et al., 2000) 2. ฟื้นฟูการทำงานของ "ขนกวัด" ในหลอดลม (Ciliary Recovery) ภายในหลอดลมของเราจะมีขนเส้นเล็ก ๆ ที่เรียกว่า "ซีเลีย (Cilia)" ทำหน้าที่เหมือนไม้กวาด คอยปัดกวาดเสมหะและสิ่งแปลกปลอมออกไปจากปอด ควันบุหรี่จะเข้าไปลดการทำงานของขนกวัดเหล่านี้ให้เป็นอัมพาต ผู้ป่วยจึงมีเสมหะคั่งค้างและมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในปอดได้ง่าย ความน่ายินดีคือ ซีเลียเหล่านี้ สามารถฟื้นฟูการทำงานกลับมาได้ครับ! ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือนหลังเลิกบุหรี่ ขนกวัดเหล่านี้จะกลับมาทำหน้าที่ปัดกวาดเสมหะได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาการไอเรื้อรังจะลดลง และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะปอดอักเสบติดเชื้อเฉียบพลัน (COPD Exacerbation) ซึ่งเป็นสาเหตุประการสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยโรคนี้ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลครับ (Willemse et al., 2004) 3. เพิ่มระดับออกซิเจน ลดภาระการทำงานของหัวใจ (Cardiovascular Relief) โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ปอด แต่ยังทำให้ "หัวใจ" ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดไปรับออกซิเจน นอกจากนี้ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon Monoxide) จากควันบุหรี่ จะเข้าไปแย่งจับกับเม็ดเลือดแดง ทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายได้น้อยลง เมื่อคุณหยุดสูบบุหรี่ ระดับคาร์บอนมอนอกไซด์ในเลือดจะลดลงกลับสู่ระดับที่ปลอดภัย ออกซิเจนจะถูกส่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อและสมองได้ดีขึ้น ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสดชื่น อาการเหนื่อยหอบทุเลาลง และลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทางระบบหลอดเลือดและหัวใจในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้อย่างโดดเด่นครับ (Tashkin et al., 2011) ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือถุงลมโป่งพอง ห้ามหยุดใช้ยาพ่นขยายหลอดลม ห้ามหยุดยาสเตียรอยด์แบบพ่น และห้ามแอบนำยาสมุนไพรต้มมารับประทานร่วมกับยาประจำตัวโดยเด็ดขาด หากผู้ป่วยมีอาการกำเริบเฉียบพลัน ได้แก่ เหนื่อยหอบรุนแรงจนพูดไม่เป็นประโยค หายใจมีเสียงวี้ดดัง เสมหะเปลี่ยนสีและมีปริมาณมากขึ้น ปลายมือปลายเท้าหรือริมฝีปากเขียวคล้ำ หรือมีไข้สูง โปรดตั้งสติ ให้นั่งพักในท่าศีรษะสูง และรีบโทรสายด่วน 1669 เพื่อนำผู้ป่วยส่งสถานพยาบาล รับการประเมิน การให้ออกซิเจน และพ่นยาขยายหลอดลมตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมโดยด่วนครับ 🩺 บทสรุปจากหมอธี ความเข้าใจที่ว่าเลิกบุหรี่ไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรเมื่อปอดมีความเสียหายไปแล้ว เป็นความเชื่อที่คลาดเคลื่อนครับ ความจริงทางวิทยาศาสตร์ยืนยันแล้วว่า "ไม่มีคำว่าสายสำหรับการเริ่มต้นดูแลสุขภาพ" แม้ในวันที่ปอดจะไม่สมบูรณ์ แต่การตัดสินใจทิ้งบุหรี่มวนสุดท้าย คือการมอบโอกาสให้เนื้อปอดที่เหลืออยู่ได้ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ลดโอกาสการเกิดภาวะกำเริบที่ต้องเข้าโรงพยาบาล และมอบ "เวลา" ที่มีคุณค่า เพื่อให้อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับลูกหลานไปอีกยาวนานครับ 💬 ชวนลูกเพจคุย อ่านมาถึงตรงนี้ แฟนเพจลองนึกภาพคุณพ่อคุณแม่ หรือคนใกล้ตัวที่มีประวัติสูบบุหรี่มานานดูนะครับ... มีท่านใดที่เริ่มบ่นว่า "เดินขึ้นบันไดนิดเดียวก็เหนื่อยหอบแล้ว" หรือ "มีอาการไอเรื้อรัง เสมหะเยอะตอนเช้า" กันบ้างไหมครับ? แล้วมีครอบครัวไหนที่เคยจับมือผ่านช่วงเวลา "การเลิกบุหรี่" ของผู้ใหญ่ที่บ้านมาได้สำเร็จแล้วบ้าง? ตอนที่ตัดสินใจเลิก ท่านอาศัยการลดปริมาณลงเรื่อย ๆ หรือไปปรึกษาคลินิกเลิกบุหรี่ในสถานพยาบาลเพื่อรับการบำบัดครับ? ลองคอมเมนต์มาแบ่งปันความภาคภูมิใจ แชร์ทริกการให้กำลังใจคนเลิกบุหรี่ หรือเล่าถึงสุขภาพปอดที่เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น ให้หมอและเพื่อน ๆ ในเพจได้อ่านเป็นแรงบันดาลใจกันหน่อยนะครับ หมอรออ่านและพร้อมให้กำลังใจทุกความเข้มแข็งของทุกคนครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ: - Scanlon, P. D., Connett, J. E., Waller, L. A., Altose, M. D., Bailey, W. C., Buist, A. S., ... & Lung Health Study Research Group. (2000). Smoking cessation and lung function in mild-to-moderate chronic obstructive pulmonary disease: the Lung Health Study. American Journal of Respiratory and Critical Care Medicine, 161(2), 381-390. - Tashkin, D. P., Rennard, S., Taylor, P., Hilliard, T., Plunkett, J., & Lee, L. (2011). Lung function trajectory in patients with COPD based on smoking status. European Respiratory Journal, 38(suppl 55), p1864. - Willemse, B. W., Postma, D. S., Timens, W., & Ten Hacken, N. H. (2004). The impact of smoking cessation on respiratory symptoms, lung function, airway hyperresponsiveness and inflammation. European Respiratory Journal, 23(3), 464-476. #หมอธีมีเรื่องเล่า #โรคถุงลมโป่งพอง #โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง #COPD #เลิกบุหรี่ #ผลดีของการเลิกบุหรี่ #เวชศาสตร์วิถีชีวิต #โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง #สุขภาพปอด #ดูแลสุขภาพปอด #ดูแลผู้สูงอายุ #อาการเหนื่อยหอบ

  • สรีระบุรุษวัยเก๋า...“ต่อมลูกหมากโต เรื่องปกติของวัยชายหรือภาวะที่ต้องแก้ไข?”

    สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน กลับมาพบกับ “หมอธี มีเรื่องเล่า” กันอีกครั้งนะครับ วันนี้หมอขออนุญาตเปิดพื้นที่พูดคุยแบบแมน ๆ เพื่อทำความเข้าใจปัญหาสุขภาพของคุณสุภาพบุรุษวัยเก๋ากันบ้างครับ แฟนเพจหลายท่านที่อายุเริ่มก้าวเข้าสู่เลข 5 หรือเลข 6 มักจะมาบ่นให้หมอฟังในห้องตรวจว่า "คุณหมอครับ ช่วงนี้ทำไมผมปัสสาวะไม่ค่อยพุ่งเหมือนแต่ก่อน กว่าจะเบ่งออกก็รอนาน แถมกลางคืนก็ต้องสะดุ้งตื่นมาเข้าห้องน้ำ 3-4 รอบจนแทบไม่ได้นอนเลยครับ อาการแบบนี้มันเป็นเรื่องปกติของคนแก่ หรือผมกำลังเป็นโรคร้ายอะไรหรือเปล่าครับ?" อาการเหล่านี้คือสัญญาณเตือนที่คลาสสิกที่สุดของภาวะ "ต่อมลูกหมากโต (Benign Prostatic Hyperplasia หรือ BPH)" ครับ หลายคนมีความเชื่อที่ว่า อาการนี้คือสัจธรรมของลูกผู้ชายที่แก่ตัวลงก็ต้องเป็นทุกคน ไม่ต้องไปรักษาก็ได้ แต่ในมุมมองของศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ (Urologist) และเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ หากปล่อยภาวะนี้ทิ้งไว้เรื้อรัง อาจลุกลามบานปลายไปสร้างความเสียหายให้กับระบบไตได้เลยทีเดียวครับ วันนี้ หมอจะพาทุกท่านไปถอดรหัสวิทยาศาสตร์และกายวิภาคศาสตร์ เพื่อหาคำตอบกันว่า ต่อมลูกหมากโตคือเรื่องธรรมชาติ หรือเป็นภาวะที่เราต้องจัดการแก้ไขให้ถูกต้องตามหลักวิชาชีพครับ 1. กายวิภาคของทางผ่าน: ทำไม "โต" แล้วถึง "ตัน"? เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เราต้องมาทำความรู้จักที่ตั้งของ "ต่อมลูกหมาก" กันก่อนครับ อวัยวะชิ้นนี้มีเฉพาะในผู้ชาย ทำหน้าที่สร้างน้ำหล่อเลี้ยงอสุจิ มันมีขนาดประมาณลูกวอลนัท และ "ห่อหุ้มรอบท่อปัสสาวะส่วนต้น" เอาไว้ เหมือนเราเอามือกำสายยางฉีดน้ำไว้หลวม ๆ ครับ - ในทางสรีรวิทยา เมื่อผู้ชายอายุมากขึ้น ฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรน จะถูกเอนไซม์เปลี่ยนรูปไปเป็นฮอร์โมน "ไดไฮโดรเทสโทสเตอโรน (DHT)" ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้นี่แหละครับ ที่เป็นเหมือนปุ๋ยไปกระตุ้นให้เซลล์ต่อมลูกหมากเกิดการแบ่งตัวและขยายขนาดใหญ่ขึ้น (Hyperplasia) - การที่ต่อมลูกหมากโตขึ้นตามอายุ "ถือเป็นเรื่องปกติทางสรีรวิทยา" ครับ แต่มันจะกลายเป็น "ภาวะโรคที่ต้องแก้ไข" ก็ต่อเมื่อ ต่อมที่โตขึ้นนั้นไป "บีบรัดท่อปัสสาวะที่วิ่งผ่านตรงกลาง" ให้ตีบแคบลง (เหมือนเราบีบสายยางฉีดน้ำ) ทำให้ผู้ป่วยต้องใช้แรงเบ่งมากขึ้น สายปัสสาวะเล็กลง และรู้สึกว่าปัสสาวะไม่สุดครับ (Roehrborn, 2005) 2. เมื่อกระเพาะปัสสาวะสู้กลับ: สาเหตุของการตื่นกลางดึก เมื่อทางออกถูกบีบรัด กระเพาะปัสสาวะก็ต้องออกแรงบีบตัวให้หนักขึ้นเพื่อดันทิ้งน้ำปัสสาวะออกไปครับ ในทางชีวกลศาสตร์ การที่กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะทำงานหนักต่อเนื่อง จะทำให้ผนังกระเพาะปัสสาวะ "หนาตัวขึ้นและไวต่อความรู้สึก" - กลไกนี้ทำให้ความจุปัสสาวะลดลง และกระเพาะปัสสาวะจะบีบตัวเตือนทันทีแม้มีน้ำปัสสาวะเพียงเล็กน้อย ทำให้เกิดอาการ "ปัสสาวะบ่อย" โดยเฉพาะในเวลากลางคืน (Nocturia) บางรายอาจมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ (Urgency) ซึ่งอาการเหล่านี้บั่นทอนคุณภาพชีวิตและการนอนหลับอย่างรุนแรง และอาจนำไปสู่อุบัติเหตุพลัดตกหกล้มในห้องน้ำยามวิกาลได้ครับ (Chapple, 2004) 3. สัญญาณอันตราย: ภาวะแทรกซ้อนเมื่อปล่อยให้ "ตัน" นานเกินไป แม้ต่อมลูกหมากโต (BPH) จะไม่ใช่ก้อนเนื้อมะเร็ง แต่มัน "ไม่ใช่เรื่องปกติที่ปล่อยผ่านได้" ครับ หากปล่อยให้ท่อปัสสาวะอุดตันเรื้อรัง น้ำปัสสาวะที่ตกค้างในกระเพาะปัสสาวะจะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรค นำไปสู่กระเพาะปัสสาวะอักเสบ นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ หรือปัสสาวะเป็นเลือด และที่อันตรายที่สุดคือ ภาวะอุดตันจนปัสสาวะไม่ออกเลย (Acute Urinary Retention) ซึ่งจะทำให้น้ำปัสสาวะท้นกลับขึ้นไปตามท่อไต กดทับเนื้อไต และอาจทำให้เกิด "ภาวะไตวายเรื้อรัง" ได้เลยทีเดียวครับ (Kaplan, 2006) หากท่านหรือญาติผู้ใหญ่มีอาการปัสสาวะลำบาก ห้ามซื้อยาสมุนไพร ยาขับปัสสาวะ หรืออาหารเสริมที่อ้างสรรพคุณลดขนาดต่อมลูกหมากมารับประทานเองโดยเด็ดขาด (เพราะอาการปัสสาวะขัด อาจเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้ การมัวแต่ทานอาหารเสริมอาจทำให้เสียโอกาสในการรักษามะเร็งระยะเริ่มต้นจนลุกลาม) หากมีอาการ "ปัสสาวะไม่ออกเลย ปวดหน่วงท้องน้อยรุนแรง หรือปัสสาวะมีเลือดปน" โปรดรีบไปห้องฉุกเฉินในสถานพยาบาล เพื่อรับการสวนสายยางระบายปัสสาวะ และรับการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ทันทีครับ 🩺 บทสรุปจากหมอธี "การที่ต่อมลูกหมากโตขึ้น" เป็นของแถมตามธรรมชาติที่มาพร้อมกับตัวเลขอายุที่เพิ่มขึ้นของคุณผู้ชายครับ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า "ความทรมานจากอาการปัสสาวะขัด" จะเป็นสิ่งที่เราต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรม ในปัจจุบันวิวัฒนาการทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก มียาที่ทานแล้วช่วยคลายกล้ามเนื้อท่อปัสสาวะ หรือยาลดขนาดต่อมลูกหมาก รวมถึงการผ่าตัดส่องกล้องที่ไม่ต้องเปิดแผลใหญ่ อาการปัสสาวะขัดไม่ใช่เรื่องน่าอายครับ การเปิดใจและเดินเข้าไปพบแพทย์เฉพาะทางแต่เนิ่น ๆ คือการทวงคืนความสุขในการนอนหลับ คืนความมั่นใจ และปกป้องการทำงานของไตของเราให้อยู่คู่ร่างกายไปอีกยาวนานครับ 💬 ชวนลูกเพจคุย อ่านมาถึงตรงนี้ แฟนเพจลองสะท้อนถึงสุขภาพของคุณพ่อ คุณลุง หรือแม้แต่ตัวท่านเองที่กำลังอ่านอยู่ดูนะครับ... มีใครที่ช่วงนี้เริ่มบ่นว่า “ตื่นมาเข้าห้องน้ำกลางดึกบ่อยจัง” หรือ “ยืนเบ่งตั้งนานกว่าปัสสาวะจะออก” บ้างไหมครับ? หลายท่านอาจจะเขินอาย ไม่กล้าเล่าให้ลูกหลานฟัง ลูกหลานลองหาโอกาสชวนท่านคุยเรื่องนี้ดูนะครับ หรือมีครอบครัวไหนที่เคยพาคุณพ่อไปพบคุณหมอทางเดินปัสสาวะเพื่อรักษาภาวะนี้แล้วบ้างครับ? หลังทานยา หรือหลังได้รับการผ่าตัดส่องกล้องขูดต่อมลูกหมากแล้ว คุณภาพชีวิตและการนอนหลับดีขึ้นแค่ไหน ปัสสาวะคล่องขึ้นไหมเอ่ย? ลองคอมเมนต์มาแบ่งปันประสบการณ์ เล่าเป็นวิทยาทาน หรือแชร์เทคนิคการชักชวนผู้ใหญ่ให้กล้าไปพบแพทย์ ให้หมอและเพื่อน ๆ ในเพจได้อ่านเป็นแนวทางกันหน่อยนะครับ หมอรออ่านและพร้อมเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ: - Chapple, C. R. (2004). Pharmacological therapy of benign prostatic hyperplasia/lower urinary tract symptoms: an overview for the practising clinician. BJU international, 94(5), 738-744. - Kaplan, S. A. (2006). Update on the evaluation and management of benign prostatic hyperplasia. Reviews in Urology, 8(Suppl 4), S10. - McVary, K. T. (2006). BPH: epidemiology and comorbidities. The American Journal of Managed Care, 12(5 Suppl), S122-S128. - Roehrborn, C. G. (2005). Benign prostatic hyperplasia: an overview. Reviews in Urology, 7(Suppl 9), S3. #หมอธีมีเรื่องเล่า #ต่อมลูกหมากโต #BPH #ปัสสาวะบ่อยกลางคืน #ปัสสาวะขัด #ปัสสาวะไม่พุ่ง #สุขภาพผู้ชาย #วัยทองผู้ชาย #เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ #ศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ #มะเร็งต่อมลูกหมาก #ดูแลผู้สูงอายุ #สังคมสูงวัย #ดูแลสุขภาพองค์รวม

  • ปวดท้องหลังมื้ออร่อย... โรคกระเพาะหรือสัญญาณเตือน “นิ่วในถุงน้ำดี อาการเจ็บท้องที่ต้องระวัง”

    สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน กลับมาพบกับ “หมอธี มีเรื่องเล่า” กันอีกครั้งนะครับ แฟนเพจเคยมีประสบการณ์แบบนี้ไหมครับ... ไปทานบุฟเฟต์ ปิ้งย่าง หรืออาหารมื้อใหญ่ที่อุดมไปด้วยของมันของทอด พอกลับมาถึงบ้านตอนดึก ๆ กลับมีอาการปวดจุกแน่นบริเวณใต้ชายโครงขวาหรือลิ้นปี่ ทรมานจนนอนไม่หลับ กินยาแก้โรคกระเพาะหรือยาลดกรดไปแล้วก็ไม่ดีขึ้น หลายคนมักจะทึกทักเอาเองว่า "สงสัยอาหารไม่ย่อย หรือเป็นโรคกระเพาะกำเริบ" แต่ในทางอายุรกรรมระบบทางเดินอาหาร อาการปวดจุกหลังมื้ออาหารมัน ๆ ที่รุนแรงและปวดร้าวไปถึงหลัง อาจเป็นเสียงไซเรนเตือนภัยจากอวัยวะเล็ก ๆ ที่เรียกว่า "ถุงน้ำดี" ครับ โรค "นิ่วในถุงน้ำดี" (Gallstones) ถือเป็นภัยเงียบที่พบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะในวัยทำงานและวัยผู้สูงอายุ วันนี้หมอจะพาทุกท่านไปถอดรหัสวิทยาศาสตร์การแพทย์ เจาะลึกกลไกของร่างกาย เพื่อแยกให้ออกว่า อาการปวดแบบไหนคือโรคกระเพาะ และปวดแบบไหนที่ต้องระวังนิ่วในถุงน้ำดีครับ 1. สรีรวิทยาของถุงน้ำดี: เมื่อ "น้ำยาล้างจาน" ตกตะกอน (Pathophysiology of Gallstones) ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักอวัยวะนี้กันก่อนครับ "ถุงน้ำดี (Gallbladder)" เป็นถุงเล็ก ๆ ใต้ตับ ทำหน้าที่กักเก็บ "น้ำดี (Bile)" ที่ตับสร้างขึ้น น้ำดีมีหน้าที่เปรียบเสมือน "น้ำยาล้างจาน" ที่คอยตีไขมันในอาหารที่เรากินเข้าไปให้แตกตัว เพื่อให้ลำไส้ย่อยและดูดซึมได้ แต่ในทางชีวเคมี น้ำดีประกอบไปด้วยน้ำ คอเลสเตอรอล และเกลือน้ำดี เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายมีระดับคอเลสเตอรอลในน้ำดีสูงเกินไป (มักเกิดจากการทานไขมันอิ่มตัวสูง หรือภาวะน้ำหนักเกิน) น้ำดีจะเสียสมดุลและเริ่มเกิดการ "ตกตะกอน" จับตัวกันเป็นผลึกแข็ง คล้ายกับก้อนกรวดหรือก้อนหินเล็ก ๆ ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า "นิ่วคอเลสเตอรอล (Cholesterol gallstones)" ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดครับ (Portincasa et al., 2006) 2. อาการปวดหลอกที่คล้ายโรคกระเพาะ (Biliary Colic & Referred Pain) นิ่วในถุงน้ำดีส่วนใหญ่มักซ่อนตัวเงียบ ๆ ไม่แสดงอาการครับ แต่ปัญหาจะเกิดเมื่อเรากินอาหารที่มี "ไขมันสูง" กระเพาะจะส่งสัญญาณให้ถุงน้ำดี "บีบตัว" อย่างแรงเพื่อรีดน้ำดีออกมาช่วยย่อยไขมัน จังหวะที่ถุงน้ำดีบีบตัวนี่แหละครับ ก้อนนิ่วอาจจะกลิ้งไปอุดตันที่บริเวณท่อ หรือคอถุงน้ำดี ทำให้ความดันในถุงน้ำดีพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อาการปวดจากนิ่วอุดตัน (Biliary Colic) จะมีลักษณะเฉพาะตัว คือ ปวดบิดเกร็งรุนแรงบริเวณ "ใต้ชายโครงขวา หรือ ลิ้นปี่" มักปวดนาน 1-5 ชั่วโมง และในทางระบบประสาทวิทยากายวิภาค (Neuroanatomy) เส้นประสาทบริเวณนี้มีการเชื่อมโยงกับเส้นประสาทบริเวณไหล่ ผู้ป่วยจึงมักมีอาการ "ปวดร้าวทะลุไปถึงหลัง หรือปวดร้าวขึ้นไปที่สะบักขวา" ร่วมด้วย ซึ่งเป็นจุดสังเกตสำคัญที่ต่างจากโรคกระเพาะอาหารทั่วไปครับ (Stinton & Shaffer, 2012) 3. สัญญาณธงแดง: เมื่อการอุดตันกลายเป็นการอักเสบ (Acute Cholecystitis) หากก้อนนิ่วกลิ้งกลับลงไปในถุง อาการปวดก็จะหายไปเองครับ แต่ถ้านิ่วอุดตันค้างอยู่นานเกินไป น้ำดีที่ขังอยู่จะทำปฏิกิริยากระตุ้นให้ผนังถุงน้ำดีเกิดการอักเสบ บวมแดง และอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน กลายเป็น "ถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน" ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินครับ สัญญาณธงแดง (Red Flags) ที่บ่งบอกว่านี่ไม่ใช่อาการปวดธรรมดาแล้ว ได้แก่: - ปวดท้องรุนแรงต่อเนื่องยาวนานเกิน 6 ชั่วโมง - มีไข้สูง หนาวสั่น - มีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง (ดีซ่าน) ปัสสาวะสีเข้ม หรืออุจจาระสีซีด ซึ่งบ่งบอกว่านิ่วอาจหลุดไปอุดตันท่อน้ำดีหลัก หรือตับอ่อนอักเสบ หากมีอาการเหล่านี้ ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันทีครับ (Gallaher & Charles, 2022) หากท่านมีอาการปวดท้องสงสัยนิ่วในถุงน้ำดี ห้ามซื้อยาสมุนไพรขับนิ่วมากินเองโดยเด็ดขาด โปรดเข้าพบแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรม หรืออายุรกรรมระบบทางเดินอาหาร ในสถานพยาบาล เพื่อรับการตรวจอัลตราซาวนด์ (Ultrasound) วินิจฉัย และรับการรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมที่ถูกต้องครับ 🩺 บทสรุปจากหมอธี "นิ่วในถุงน้ำดี" เป็นโรคที่สัมพันธ์กับเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) ของเราโดยตรงครับ การป้องกันไม่ให้น้ำดีตกตะกอน คือการรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง ลดการบริโภคไขมันอิ่มตัวและแป้งขัดสี ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (การลดน้ำหนักฮวบฮาบจากการอดอาหาร ก็กระตุ้นให้เกิดนิ่วได้เช่นกันนะครับ ต้องค่อยเป็นค่อยไป) หากวันใดที่ร่างกายส่งสัญญาณปวดร้าวที่ใต้ชายโครงขวาหลังมื้ออาหาร อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าเป็นโรคกระเพาะ แต่ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กให้แน่ใจ การรู้ทันและรักษาอย่างถูกวิธี จะช่วยให้เรากลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีและทานอาหารได้อย่างมีความสุขครับ 💬 ชวนลูกเพจคุย อ่านมาถึงตรงนี้ แฟนเพจลองทบทวนอาการปวดท้องของตัวเอง หรือของคนในครอบครัวดูนะครับ... มีใครเคยมีอาการปวดจุกแน่นที่ใต้ชายโครงขวา หรือปวดร้าวไปที่สะบักหลัง หลังจากไปทานบุฟเฟต์หมูกระทะ ชาบู หรืออาหารมัน ๆ มื้อใหญ่กันบ้างไหมครับ? แล้วตอนนั้นจัดการกับอาการอย่างไรครับ ทานยาลดกรดแล้วหายไหมเอ่ย? หรือมีแฟนเพจท่านใดที่มีประสบการณ์ตรง เคยตรวจเจอนิ่วในถุงน้ำดี หรือเคยเข้ารับการผ่าตัดผ่านกล้องมาแล้วบ้างครับ? หลังผ่าตัดแล้วชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไร การทานอาหารต้องระวังอะไรเป็นพิเศษไหมครับ? (หลายคนบอกว่าหลังผ่าตัด พอทานของมันแล้วจะถ่ายเหลวง่ายขึ้น) ลองคอมเมนต์มาแบ่งปันประสบการณ์ เล่าเป็นอุทาหรณ์ หรือสอบถามข้อสงสัยเพิ่มเติม ให้หมอและเพื่อน ๆ ในเพจได้อ่านเป็นวิทยาทานกันหน่อยนะครับ หมอรออ่านและพร้อมให้ความรู้ที่ถูกต้องกับทุกท่านครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ: - Gallaher, J. R., & Charles, A. (2022). Acute Cholecystitis: A Review. JAMA, 327(9), 965-975. - Portincasa, P., Moschetta, A., & Palasciano, G. (2006). Cholesterol gallstone disease. The Lancet, 368(9531), 230-239. - Stinton, L. M., & Shaffer, E. A. (2012). Epidemiology of gallbladder disease: cholelithiasis and cancer. Gut and Liver, 6(2), 172-187. #หมอธีมีเรื่องเล่า #นิ่วในถุงน้ำดี #อาการนิ่วในถุงน้ำดี #ปวดท้องขวาบน #Gallstones #ถุงน้ำดีอักเสบ #เวชศาสตร์วิถีชีวิต #โรคระบบทางเดินอาหาร #ศัลยกรรมส่องกล้อง #รู้เท่าทันโฆษณา #ปวดร้าวไปสะบัก #ดูแลสุขภาพองค์รวม

  • สกัดภัยร้ายที่ซ่อนตัว... “วัณโรคในผู้สูงวัย...ป้องกันได้ถ้าดูแลภูมิคุ้มกันให้ดี”

    สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน กลับมาพบกับ “หมอธี มีเรื่องเล่า” กันอีกครั้งนะครับ เวลาเราพูดถึงโรคยอดฮิตของผู้สูงอายุ เรามักจะนึกถึงโรคเบาหวาน ความดัน หรือโรคหัวใจใช่ไหมครับ แต่มีอีกหนึ่งภัยเงียบที่ร้ายกาจและมักซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบเชียบในร่างกายของผู้สูงวัยไทย นั่นคือ “วัณโรค (Tuberculosis หรือ TB)” ครับ หลายคนอาจจะคิดว่า วัณโรคเป็นโรคโบราณที่หายไปจากประเทศไทยแล้ว หรือถ้าใครไอเป็นเลือดถึงจะเป็นวัณโรค แต่ในความเป็นจริง ผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ในบ้านเรากว่าครึ่ง คือ “กลุ่มผู้สูงอายุ” ครับ! และที่น่าเป็นห่วงคือ อาการของวัณโรคในผู้สูงวัย มักจะไม่แสดงออกมาชัดเจนเหมือนคนหนุ่มสาว บางท่านอาจจะแค่เบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรือมีไข้อ่อน ๆ ซึ่งทำให้ลูกหลานชะล่าใจและพามาพบแพทย์ช้ากว่าที่ควรจะเป็น ทำไมเชื้อแบคทีเรียตัวนี้ถึงชอบมาเล่นงานผู้สูงอายุ? และเราจะสร้างเกราะป้องกันได้อย่างไร? วันนี้หมอจะพาทุกท่านไปถอดรหัสวิทยาศาสตร์ระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อทำความเข้าใจและเตรียมรับมือกับภัยเงียบนี้ด้วยเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) ครับ 1. สรีรวิทยาของวัณโรค: เชื้อหลับใหลที่รอวัน “ตื่น” (Latent TB Infection) - วัณโรคไม่ได้ติดกันง่ายเหมือนไข้หวัดครับ แต่เกิดจากแบคทีเรีย Mycobacterium tuberculosis ที่ลอยอยู่ในอากาศเมื่อผู้ป่วยไอหรือจาม ความน่ากลัวของเชื้อตัวนี้คือ เมื่อเราสูดดมเข้าไปในวัยหนุ่มสาว ร่างกายที่มีระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงจะส่ง "เม็ดเลือดขาว (Macrophages)" ไปล้อมจับเชื้อไว้ และขังมันให้อยู่ในสถานะ “หลับใหล (Latent TB)” ซึ่งผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการใด ๆ และไม่แพร่เชื้อให้ใครครับ - แต่ปัญหาจะเกิดเมื่อเราก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ หรือเมื่อมีโรคประจำตัวเรื้อรัง (เช่น เบาหวาน โรคไต หรือกินยากดภูมิ) ในทางสรีรวิทยา ภาวะนี้เรียกว่า “ภูมิคุ้มกันเสื่อมถอยตามวัย (Immunosenescence)” กองทหารเม็ดเลือดขาวที่เคยแข็งแรงจะเริ่มอ่อนล้า ทำให้เชื้อวัณโรคที่หลับใหลอยู่ในปอดมานานนับสิบปี สบโอกาส “ตื่นขึ้นมากำเริบ (Reactivation)” และแบ่งตัวทำลายเนื้อปอด นี่จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้วัณโรคมักมาแสดงอาการเอาตอนแก่ครับ (Rajagopalan, 2001) 2. วัคซีนธรรมชาติ: โปรตีนและวิตามินดี เสริมทัพภูมิคุ้มกัน เมื่อภูมิคุ้มกันคือตัวแปรสำคัญ เราจึงต้อง “ดูแลภูมิคุ้มกันให้ดี” ตั้งแต่วันนี้ครับ ในทางโภชนาการคลินิก การสร้างความแข็งแกร่งให้เม็ดเลือดขาวต้องอาศัยสารอาหารที่ถูกต้อง: - โปรตีนคุณภาพดี: ผู้สูงอายุที่ทานน้อยมักมีภาวะทุพโภชนาการ (Malnutrition) ซึ่งโปรตีนคือวัตถุดิบหลักในการสร้างภูมิต้านทาน การเสริมโปรตีนที่ย่อยง่าย เช่น ปลา ไข่ขาว หรือเต้าหู้ ในทุกมื้ออาหาร จะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกจู่โจมโดยเชื้อโรคครับ - วิตามินดี (Vitamin D): งานวิจัยจากวารสาร Science ค้นพบความเชื่อมโยงที่น่าทึ่งว่า วิตามินดีมีบทบาทสำคัญในการสั่งการให้เม็ดเลือดขาวสร้างโปรตีนต้านจุลชีพ (Antimicrobial peptides) เพื่อทำลายเชื้อวัณโรค การพาผู้สูงอายุออกไปรับแสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้า จึงเป็นวิธีเพิ่มวิตามินดีตามธรรมชาติที่ช่วยเสริมเกราะป้องกันปอดได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ (Liu et al., 2006) 3. เบาหวาน: เพื่อนซี้ที่เปิดประตูให้วัณโรค (Diabetes-TB Comorbidity) ถ้าผู้สูงอายุที่บ้านเป็นโรคเบาหวาน ลูกหลานต้องระวังวัณโรคเป็น 2 เท่าครับ! ในทางการแพทย์ โรคเบาหวานและวัณโรคเป็นโรคที่ส่งเสริมกันและกัน (Synergistic diseases) - ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง จะไปทำให้กระบวนการกลืนกินเชื้อโรคของเม็ดเลือดขาวทำงานผิดปกติ เชื้อวัณโรคจึงเจริญเติบโตได้ง่ายขึ้น งานวิจัยเชิงระบาดวิทยายืนยันว่า ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นวัณโรคมากกว่าคนปกติถึง 3 เท่า (Jeon & Murray, 2008) การคุมระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน จึงเป็นหนึ่งในวิธีป้องกันวัณโรคที่สำคัญที่สุดในผู้สูงวัยครับ หากผู้สูงอายุมีอาการ ไอเรื้อรังติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์ ไอมีเลือดปน มีไข้ต่ำ ๆ ในช่วงบ่ายหรือเย็น เหงื่อออกมากตอนกลางคืน เบื่ออาหาร และน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ห้ามซื้อยาแก้ไอหรือยาปฏิชีวนะมารับประทานเองโดยเด็ดขาด โปรดสวมหน้ากากอนามัยให้ผู้ป่วย และรีบพาท่านไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรกรรมโรคปอด หรืออายุรแพทย์ ในสถานพยาบาล เพื่อรับการถ่ายภาพรังสีทรวงอก (X-ray) ตรวจเสมหะหาเชื้อ (AFB) และรับการรักษาด้วยยาต้านวัณโรคตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมอย่างต่อเนื่อง (ปกติใช้เวลา 6 เดือนขึ้นไป) โดยเคร่งครัดครับ 🩺 บทสรุปจากหมอธี "วัณโรค" อาจฟังดูน่ากลัว แต่เป็นโรคที่รักษาได้ หากพบเร็วและทานยาอย่างมีวินัยครับ สำหรับผู้สูงวัย การป้องกันที่ดีที่สุดไม่ใช่การกักขังท่านไว้แต่ในบ้าน แต่คือการดูแล "ต้นทุนทางร่างกาย" ให้แข็งแรงอยู่เสมอ การทานโปรตีนให้เพียงพอ การพาไปรับแสงแดดอ่อน ๆ การควบคุมโรคประจำตัว และที่สำคัญคือ "การช่างสังเกต" ของลูกหลาน หากเห็นท่านไอผิดปกติ น้ำหนักลด หรือมีไข้ต่ำ ๆ อย่านิ่งนอนใจ การรีบพาไปคัดกรองแต่เนิ่น ๆ คือการปกป้องลมหายใจของคนที่เรารักและคนในครอบครัวได้อย่างยั่งยืนที่สุดครับ 💬 ชวนลูกเพจคุย อ่านมาถึงตรงนี้ แฟนเพจลองสังเกตอาการของคุณพ่อคุณแม่ หรือญาติผู้ใหญ่ที่บ้านดูนะครับ... มีท่านใดที่มีอาการ "ไอเรื้อรัง" เกิน 2 สัปดาห์ หรือน้ำหนักตัวลดลงแบบผิดสังเกตในช่วงนี้บ้างไหมครับ? (อย่าชะล่าใจว่าเป็นแค่ภูมิแพ้หรือไอคนแก่นะครับ) แล้วครอบครัวของลูกเพจ มี "เทคนิคการดูแลภูมิคุ้มกัน" ให้ผู้ใหญ่ที่บ้านอย่างไรบ้างครับ? บางบ้านอาจจะเน้นทำเมนูปลาทอดหรือแกงจืดเต้าหู้เพื่อให้ท่านได้โปรตีน หรือบางบ้านชอบพาคุณปู่คุณย่าไปเดินแกว่งแขนรับแสงแดดเช้ากันเป็นประจำ ลองคอมเมนต์มาแบ่งปันความรู้ แชร์ไอเดียอาหารสุขภาพ หรือเล่าประสบการณ์การดูแลสุขภาพปอดของคนในครอบครัว ให้หมอและเพื่อน ๆ ในเพจได้อ่านเพื่อนำไปดัดแปลงทำตามกันหน่อยนะครับ หมอรออ่านและพร้อมส่งกำลังใจให้คนดูแลผู้ป่วยทุกครอบครัวครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ: - Jeon, C. Y., & Murray, M. B. (2008). Diabetes mellitus increases the risk of active tuberculosis: a systematic review of 13 observational studies. PLoS Medicine, 5(3), e152. - Liu, P. T., Stenger, S., Li, H., Wenzel, L., Tan, B. H., Krutzik, S. R., ... & Modlin, R. L. (2006). Toll-like receptor triggering of a vitamin D-mediated human antimicrobial response. Science, 311(5768), 1770-1773. - Rajagopalan, S. (2001). Tuberculosis and aging: a global health problem. Clinical Infectious Diseases, 33(7), 1034-1039. #หมอธีมีเรื่องเล่า #วัณโรคในผู้สูงวัย #วัณโรคปอด #Tuberculosis #ไอเรื้อรัง #วัณโรคแฝง #วิตามินดี #โปรตีน #เบาหวานกับวัณโรค #เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ #ภูมิคุ้มกันเสื่อม #เวชศาสตร์วิถีชีวิต #ดูแลผู้สูงอายุ #ดูแลสุขภาพองค์รวม

  • ทำความเข้าใจสรีรวิทยา... “ทำความรู้จักกับภาวะหัวใจล้มเหลวในวัยชรา”

    สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน กลับมาพบกับ “หมอธี มีเรื่องเล่า” กันอีกครั้งนะครับ แฟนเพจเคยสังเกตคุณพ่อคุณแม่วัยเก๋าที่บ้านไหมครับว่า ช่วงหลัง ๆ มานี้ ท่านมีอาการเปลี่ยนแปลงไป เช่น เดินไปหน้าปากซอยก็เหนื่อยหอบ บ่นว่าอึดอัดเวลานอนราบจนต้องเอาหมอนมาหนุนหลังให้สูงขึ้น หรือบางทีก็มีอาการขาบวมในช่วงเย็น ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ? หลายท่านอาจจะคิดว่า "ก็อายุมากแล้ว แก่ตัวลงก็เหนื่อยง่าย ขาบวมแบบนี้แหละ เป็นเรื่องธรรมดา" ในมุมมองของแพทย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ (Geriatric Medicine) และอายุรแพทย์โรคหัวใจ อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่เรื่องปกติของความชราเสมอไปครับ แต่อาจเป็นเสียงเตือนจากร่างกายว่ากำลังเผชิญกับ “ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure)” อยู่ คำว่า "ล้มเหลว" ฟังดูน่าตกใจใช่ไหมครับ? หลายคนอาจจะนึกภาพว่าหัวใจหยุดเต้นไปเลย แต่ในทางการแพทย์ ความหมายของมันค่อยเป็นค่อยไปมากกว่านั้น วันนี้หมอจะพาทุกท่านไปถอดรหัสกลไกทางสรีรวิทยาของหัวใจ เพื่อทำความเข้าใจภาวะนี้อย่างถูกต้อง และเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างเหมาะสมครับ 1. หัวใจล้มเหลว ไม่ใช่หัวใจหยุดเต้น (The Failing Pump) เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน หมอขอเปรียบเทียบ "หัวใจ" ของเราเป็น "ปั๊มน้ำ" ประจำบ้านครับ หน้าที่ของมันคือการสูบฉีดเลือด (น้ำ) นำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เมื่อก้าวเข้าสู่วัยชรา หรือผู้ป่วยมีโรคประจำตัวเรื้อรัง (เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือเคยมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดมาก่อน) ผนังกล้ามเนื้อหัวใจจะเกิดความเปลี่ยนแปลงครับ บางรายกล้ามเนื้อหัวใจอาจ “อ่อนแรง” บีบตัวได้ลดลง (HFrEF) หรือบางรายกล้ามเนื้อหัวใจ “หนาและแข็งกระด้าง” ทำให้คลายตัวรับเลือดได้ลดลง (HFpEF) เมื่อปั๊มน้ำทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เลือดที่สูบฉีดออกไปจึงไม่พอเลี้ยงร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยรู้สึก "เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย (Fatigue)" แม้ทำกิจกรรมเพียงเล็กน้อยครับ (Ponikowski et al., 2016) 2. ภาวะน้ำคั่งที่ปอดและขา: สัญญาณเตือนเมื่อปั๊มน้ำระบายไม่ทัน (Congestion) เมื่อหัวใจบีบเลือดออกไปได้น้อยลง สิ่งที่ตามมาคือ "เลือดคั่งค้าง" อยู่ในระบบครับ หากเลือดคั่งค้างย้อนกลับไปที่ "ปอด" น้ำในหลอดเลือดจะซึมออกมาอยู่ในถุงลมปอด ทำให้เกิด "ภาวะน้ำคั่งในปอด (Pulmonary Edema)" ผู้ป่วยจะมีอาการหายใจลำบาก หอบเหนื่อย โดยเฉพาะเวลา "นอนราบ (Orthopnea)" ทำให้ต้องลุกขึ้นมานั่งหอบกลางดึก หรือต้องใช้หมอนหนุนสูงหลายใบถึงจะนอนหลับได้ หากเลือดคั่งค้างย้อนกลับไปที่ระบบเส้นเลือดดำทั่วร่างกาย น้ำจะถูกดันให้ออกมาคั่งอยู่ตามเนื้อเยื่อส่วนล่างตามแรงโน้มถ่วง ทำให้เกิดอาการ "ขาบวม ข้อเท้าบวม (Peripheral Edema)" กดแล้วบุ๋มลงไปอย่างชัดเจน หรืออาจมีน้ำคั่งในช่องท้อง ทำให้รู้สึกแน่นท้อง อึดอัด ทานอาหารได้น้อยลงครับ (Yancy et al., 2013) 3. เวชศาสตร์วิถีชีวิต: แนวทางดูแลเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระหัวใจ ภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นโรคเรื้อรัง แต่เราสามารถช่วยชะลอความรุนแรงและดูแลให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้ด้วยเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) ครับ - การจำกัดโซเดียม (น้ำปลา/ซีอิ๊ว/ผงชูรส): โซเดียมจะดึงน้ำไว้ในร่างกาย ยิ่งมีน้ำสะสม ปั๊มน้ำยิ่งต้องทำงานหนัก การควบคุมอาหารรสเค็มจึงเป็นกฎสำคัญของผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวครับ - การชั่งน้ำหนักทุกวัน: ผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวควรชั่งน้ำหนักทุกเช้า หากน้ำหนักขึ้นอย่างรวดเร็ว (เช่น เกิน 1-2 กิโลกรัมในเวลา 2-3 วัน) อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังเริ่มมี "น้ำคั่ง" ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อปรับยาครับ (Lainscak et al., 2011) ผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว ห้ามหยุดยา ห้ามลดหรือเพิ่มขนาดยา (เช่น ยาขับปัสสาวะ) เอง และห้ามแอบซื้อยาสมุนไพรมาต้มรับประทานร่วมกับยาแผนปัจจุบันเด็ดขาด (อาจทำให้เกลือแร่ในเลือดผิดปกติจนหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง) หากผู้ป่วยมีอาการหอบเหนื่อยรุนแรงขณะพัก หายใจมีเสียงวี้ด ไอมีเสมหะสีชมพูฟอง หน้ามืด หรือนอนราบไม่ได้เลย โปรดตั้งสติ ให้ผู้ป่วยนั่งพิงในท่าศีรษะสูง และ รีบโทรสายด่วน 1669 เพื่อนำผู้ป่วยส่งห้องฉุกเฉินสถานพยาบาล รับการประเมินและรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมโดยเร็วครับ 🩺 บทสรุปจากหมอธี "ภาวะหัวใจล้มเหลว" ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างจะจบสิ้น หรือหัวใจจะหยุดทำงานอย่างกะทันหันครับ แต่มันคือสัญญาณที่บ่งบอกว่า "ปั๊มน้ำของเราเริ่มเหนื่อยแล้ว ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ" หากเราช่างสังเกตอาการผิดปกติแต่เนิ่น ๆ (เช่น ขาบวม นอนราบไม่ได้ เหนื่อยง่าย) แล้วรีบพาไปพบแพทย์เพื่อรับยาประคับประคอง ร่วมกับการคุมอาหารรสเค็มอย่างเคร่งครัด ผู้ป่วยก็สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีเรี่ยวแรง และอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับครอบครัวไปได้อีกยาวนานครับ 💬 ชวนลูกเพจคุย อ่านมาถึงตรงนี้ แฟนเพจลองนึกถึงอาการของคุณพ่อคุณแม่ หรือญาติผู้ใหญ่ที่บ้านดูนะครับ... มีท่านใดที่ช่วงนี้บ่นว่า "เวลานอนราบแล้วอึดอัด หายใจไม่ออก ต้องเอาหมอนมาหนุนให้สูง ๆ ถึงจะหลับลง" บ้างไหมครับ? หรือมีใครเคยมีประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวที่บ้านบ้างครับ ความท้าทายในการดูแลท่านคืออะไรเอ่ย (เช่น การคุมไม่ให้ท่านทานของเค็ม หรือการจำกัดปริมาณน้ำดื่ม) ลองคอมเมนต์มาแบ่งปันประสบการณ์ เล่าวิธีรับมือ หรือให้กำลังใจเพื่อน ๆ ในเพจที่กำลังดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจกันหน่อยนะครับ หมอรออ่านและพร้อมชื่นชมทุกคนที่เป็นทีมพยาบาลส่วนตัวให้กับคนที่รักครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ: - Lainscak, M., Blue, L., Clark, A. L., Dickstein, K., Ekman, I., Stromberg, A., ... & Ponikowski, P. (2011). Self-care management of heart failure: practical recommendations from the Patient Care Committee of the Heart Failure Association of the European Society of Cardiology. European Journal of Heart Failure, 13(2), 115-126. - Ponikowski, P., Voors, A. A., Anker, S. D., Bueno, H., Cleland, J. G., Coats, A. J., ... & ESC Scientific Document Group. (2016). 2016 ESC Guidelines for the diagnosis and treatment of acute and chronic heart failure. European Heart Journal, 37(27), 2129-2200. - Yancy, C. W., Jessup, M., Bozkurt, B., Butler, J., Casey, D. E., Drazner, M. H., ... & Wilkoff, C. E. (2013). 2013 ACCF/AHA guideline for the management of heart failure. Circulation, 128(16), e240-e327. #หมอธีมีเรื่องเล่า #ภาวะหัวใจล้มเหลว #HeartFailure #น้ำท่วมปอด #ผู้สูงอายุเหนื่อยง่าย #ขาบวม #โรคหัวใจ #เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ #ดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจ #ลดความเค็ม #เวชศาสตร์วิถีชีวิต #โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง #NCDs #ดูแลสุขภาพองค์รวม

  • สัญญาณอันตรายที่ไม่ได้มีแค่เจ็บหน้าอก... ถอดรหัส “สัญญาณเตือนโรคหัวใจที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม”

    สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน กลับมาพบกับ “หมอธี มีเรื่องเล่า” กันอีกครั้งนะครับ วันก่อนตอนหมอออกไปเดินออกกำลังกายรับลมเย็น ๆ ยามเช้าแถวริมน้ำแม่กลอง หมอสังเกตเห็นผู้ใหญ่หลายท่านมาเดินออกกำลังกายกันอย่างคึกคัก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมากในมุมของเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) ครับ แต่อีกมุมหนึ่ง หมอก็แอบเป็นห่วงไม่ได้ เพราะมีบางท่านที่เดิน ๆ อยู่แล้วต้องนั่งพักบ่อย เอามือกุมหน้าอก หรือบ่นว่าจุกเสียดคล้ายจะเป็นลม เวลาพูดถึง "โรคหัวใจกำเริบ" ภาพจำในละครที่เรามักเห็นคือ ตัวละครจะเอามือกุมหน้าอกด้านซ้ายแน่น ล้มลงไปกองกับพื้นใช่ไหมครับ? แต่ในโลกความเป็นจริง อาการของโรคหัวใจขาดเลือดไม่ได้แสดงออกแบบนั้นเสมอไปครับ มีผู้ป่วยจำนวนมากที่สูญเสียโอกาสในการรักษาอย่างทันท่วงที เพียงเพราะ "ตีความอาการผิด" ไปคิดว่าเป็นโรคอื่นที่ไม่อันตราย วันนี้ หมอจะพาทุกท่านไปถอดรหัสสัญญาณเตือนเล็ก ๆ จากร่างกาย ที่อาจเป็นเสียงกระซิบเตือนภัยจาก "หัวใจ" ที่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามกันครับ 1. อาการจุกแน่นลิ้นปี่ ที่ไม่ใช่ "กรดไหลย้อน" หรือ "โรคกระเพาะ" นี่คืออาการหลอกลวงระดับคลาสสิกที่ทำให้หลายคนไปโรงพยาบาลไม่ทันครับ! บางครั้งผู้ป่วยจะมีอาการจุกแน่น แสบร้อนบริเวณลิ้นปี่ คลื่นไส้ อาเจียน หรือเรอไม่ออก ซึ่งดูคล้ายกับอาการอาหารเป็นพิษหรือกรดไหลย้อนมาก ๆ ในทางการแพทย์ อาการนี้มักพบในภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันบริเวณผนังด้านล่าง (Inferior wall Myocardial Infarction) ซึ่งเส้นประสาทรับความรู้สึกบริเวณนั้นอยู่ใกล้กับกระเพาะอาหาร สมองจึงแปลผลความเจ็บปวดผิดพลาดครับ (O'Gara et al., 2013) จุดสังเกตคือ หากจุกแน่นร่วมกับเหงื่อแตกพลั่ก หน้าซีด หรือเป็นหลังออกแรง ให้สงสัยหัวใจไว้ก่อนเสมอครับ 2. ปวดร้าวไปที่กราม คอ หรือแขนซ้าย (Referred Pain) สมองของเรามีวงจรรับความรู้สึกที่ค่อนข้างซับซ้อนครับ เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจขาดออกซิเจน มันจะส่งสัญญาณความเจ็บปวดผ่านไขสันหลัง ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวกับเส้นประสาทที่รับความรู้สึกจากแขนซ้าย กราม คอ หรือแม้แต่สะบักหลัง ทำให้ผู้ป่วยหลายรายไปพบทันตแพทย์เพราะคิดว่าปวดฟัน หรือไปนวดเพราะคิดว่าปวดเมื่อยไหล่ ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ต้นตอของความเจ็บปวดมาจากหัวใจที่กำลังวิกฤต (Canto et al., 2000) 3. เหนื่อยล้าผิดปกติ หายใจไม่อิ่ม แม้ทำกิจกรรมปกติ (Unexplained Fatigue & Dyspnea) ข้อนี้มักพบได้บ่อยในกลุ่ม "ผู้หญิง" และ "ผู้สูงอายุ" ครับ อาการอาจไม่ได้มาในรูปแบบของการเจ็บหน้าอกเลย แต่จะมาในรูปของความเหนื่อยล้าที่อธิบายไม่ได้ (Unexplained fatigue) เช่น แค่เดินไปหน้าปากซอย อาบน้ำ หรือกวาดบ้าน ก็รู้สึกเหนื่อยหอบ หายใจไม่อิ่ม เหมือนไปวิ่งมาราธอนมา หรือบางคนตื่นนอนมาก็รู้สึกหมดแรง ทั้งที่นอนพักผ่อนอย่างเต็มที่แล้ว อาการเหล่านี้คือสัญญาณบ่งบอกว่าหัวใจเริ่มสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่เพียงพอครับ (McSweeney et al., 2003) หากท่านหรือคนใกล้ชิดมีอาการจุกแน่นหน้าอก ร้าวไปกรามหรือแขน เหงื่อแตก หน้าซีด หายใจหอบเหนื่อย ห้ามฝืนนอนพักอยู่บ้าน ห้ามรอให้ไข้ลด ห้ามประวิงเวลาไปกวาดบ้าน หรือห้ามทดลองกินยาสมุนไพร/ยาแก้โรคกระเพาะเพื่อรอดูอาการเด็ดขาด ให้ท่านตั้งสติ ให้นั่งพักนิ่ง ๆ และ รีบโทรสายด่วน 1669 ทันที เพื่อเรียกรถพยาบาลฉุกเฉินมารับ การเดินทางไปโรงพยาบาลด้วยรถพยาบาลมีอุปกรณ์กู้ชีพพร้อมกว่าการขับรถไปเองครับ ทุกนาทีที่ผ่านไปคือกล้ามเนื้อหัวใจที่ตายลง (Time is Muscle) การถึงมือแพทย์ให้เร็วที่สุดคือหนทางรอดชีวิตที่ดีที่สุดครับ 🩺 บทสรุปจากหมอธี "หัวใจ" ทำงานหนักเพื่อเราตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่เคยมีวันหยุดครับ บางครั้งเมื่อเขาเริ่มเหนื่อยล้า เขาอาจไม่ได้ตะโกนบอกเราดัง ๆ แต่อาจจะกระซิบเตือนผ่านอาการปวดเมื่อยแปลก ๆ ความเหนื่อยล้าที่อธิบายไม่ได้ หรืออาการจุกเสียดที่ดูเหมือนไม่มีอะไร การหมั่นสังเกตร่างกายตัวเอง การตรวจสุขภาพประจำปี และการดูแลตัวเองด้วยหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต (ทานอาหารที่มีประโยชน์ เคลื่อนไหวร่างกายสม่ำเสมอ และจัดการความเครียด) คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด อย่ารอให้หัวใจต้องหยุดเต้น แล้วค่อยหันมาดูแลเขาเลยนะครับ 💬 ชวนลูกเพจคุย อ่านมาถึงตรงนี้ แฟนเพจเคยมีประสบการณ์ตรง หรือมีคนรู้จักที่เคยมีอาการปวดร้าวไปที่กราม แขน หรือจุกลิ้นปี่ แล้วมารู้ทีหลังว่าเป็นโรคหัวใจไหมครับ? ตอนนั้นคิดว่าเป็นโรคอะไรกันบ้าง แล้วจัดการกับสถานการณ์นั้นอย่างไร? หรือใครที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพหัวใจ การปรับพฤติกรรมการกิน แวะมาพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันได้ที่ใต้คอมเมนต์นี้เลย หรือจะเข้าไปตั้งกระทู้คุยกันแบบเจาะลึกในกลุ่ม "คลับคนรักสุขภาพและสมดุลชีวิต by หมอธี เรื่องเล่า" ก็ได้เช่นกันครับ หมอรออ่านและพร้อมให้คำแนะนำเบื้องต้นเพื่อเป็นแนวทางให้กับทุกท่านอยู่เสมอนะครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า (นพ.ธีรภัทร์ แสงวณิช ว.41031) หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ: - Canto, J. G., Shlipak, M. G., Rogers, W. J., Malmgren, J. A., Frederick, P. D., Lambrew, C. T., ... & Kiefe, C. I. (2000). Prevalence, clinical characteristics, and mortality among patients with myocardial infarction presenting without chest pain. JAMA, 283(24), 3223-3229. - McSweeney, J. C., Cody, M., O'sullivan, P., Elberson, K., Moser, D. K., & Garvin, B. J. (2003). Women's early warning symptoms of acute myocardial infarction. Circulation, 108(21), 2619-2623. - O'Gara, P. T., Kushner, F. G., Ascheim, D. D., Casey, D. E., Chung, M. K., de Lemos, J. A., ... & Zhao, D. X. (2013). 2013 ACCF/AHA guideline for the management of ST-elevation myocardial infarction: a report of the American College of Cardiology Foundation/American Heart Association Task Force on Practice Guidelines. Journal of the American College of Cardiology, 61(4), e78-e140. #หมอธีมีเรื่องเล่า #สัญญาณเตือนโรคหัวใจ #โรคหัวใจกำเริบ #เจ็บหน้าอก #จุกแน่นลิ้นปี่ #เวชศาสตร์วิถีชีวิต #ดูแลสุขภาพหัวใจ #โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง #สุขภาพผู้สูงอายุ #สายด่วน1669 #ป้องกันโรคหัวใจ #คลับคนรักสุขภาพ

  • มะเร็งในผู้สูงอายุ: การคัดกรองที่ช่วยลดความกังวลใจ

    สวัสดีครับลูกเพจที่รักทุกท่าน กลับมาพบกับเรื่องราวสุขภาพที่เข้าใจง่ายและนำไปใช้ดูแลตัวเองรวมถึงคนที่คุณรักได้จริงกับ "หมอธี มีเรื่องเล่า" กันอีกครั้งนะครับ เวลาที่หมอออกตรวจสุขภาพประจำปีให้กับคนไข้ในวัย 60 ปีขึ้นไป หรือเวลาที่ลูกหลานพาคุณพ่อคุณแม่มาพบหมอ คำถามหนึ่งที่หมอมักจะสัมผัสได้ถึงความกังวลใจที่ซ่อนอยู่เสมอคือ "คุณหมอครับ อายุเท่านี้แล้ว มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งไหมครับ?" ความกลัวโรคมะเร็งในวัยสูงอายุเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ครับ ผู้สูงอายุหลายท่านเลือกที่จะ "ไม่ตรวจเพราะกลัวเจอ" หรือคิดว่าปล่อยไปตามธรรมชาติ แต่ในทางการแพทย์ยุคปัจจุบัน หมออยากชวนปรับมุมมองใหม่ครับว่า การตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง (Cancer Screening) ไม่ใช่การไปค้นหาความโชคร้าย แต่คือ "การสร้างความอุ่นใจ" และเป็นการตั้งรับอย่างรู้เท่าทันครับ วันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังว่าทำไมการคัดกรองจึงสำคัญ และช่วยลดความกังวลใจได้อย่างไรบ้างครับ 1. ทำไมอายุมากขึ้น ถึงเสี่ยงมะเร็งมากขึ้น? ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกลไกตามธรรมชาติก่อนครับ เซลล์ในร่างกายของเรามีการแบ่งตัวอยู่ตลอดเวลา เมื่อเราอายุมากขึ้น เซลล์เหล่านี้ผ่านการแบ่งตัวมานับครั้งไม่ถ้วน โอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดในระดับพันธุกรรม (DNA) ก็จะสูงขึ้นตามกาลเวลา ประกอบกับระบบภูมิคุ้มกันที่เคยทำหน้าที่เป็นเสมือนตำรวจคอยจับเซลล์ผิดปกติ ก็อาจจะทำงานได้ถดถอยลงตามวัย (Immunosenescence) ปัจจัยเหล่านี้จึงทำให้ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งบางชนิดมากกว่าวัยหนุ่มสาว สถิติจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติระบุว่า อุบัติการณ์ของโรคมะเร็งส่วนใหญ่มักพบสูงขึ้นอย่างชัดเจนในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปครับ [1] 2. "รู้เร็ว รักษาได้" พลังของการตรวจคัดกรอง ธรรมชาติของโรคมะเร็งในระยะเริ่มต้นมักจะ "ไม่มีอาการ" ใด ๆ แสดงออกมาเลยครับ กว่าคนไข้จะมีอาการ เช่น คลำเจอก้อน น้ำหนักลด หรือมีเลือดออก มะเร็งก็อาจจะอยู่ในระยะที่ลุกลามแล้ว ซึ่งการรักษาจะซับซ้อนขึ้น เป้าหมายของการตรวจคัดกรอง คือการใช้เครื่องมือทางการแพทย์ค้นหาความผิดปกติตั้งแต่ระยะก่อนเป็นมะเร็ง หรือระยะเริ่มต้นที่เซลล์ผิดปกติยังมีขนาดเล็กมาก ในระยะนี้มะเร็งยังไม่ลุกลาม โอกาสในการควบคุมโรคและรักษาให้หายขาดนั้นมีสูง บางชนิดสามารถรักษาได้ด้วยการตัดก้อนเนื้อหรือติ่งเนื้อออกผ่านการส่องกล้องโดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ ซึ่งส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างมากครับ [2] 3. การตรวจคัดกรองที่แนะนำสำหรับวัยเก๋า องค์กรทางการแพทย์ได้มีคำแนะนำในการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งที่พบบ่อย ซึ่งมีหลักฐานทางวิชาการว่าช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้ ตัวอย่างเช่น: - มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง: แนะนำให้ตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ (FIT Test) เป็นประจำทุกปี หรือการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) ทุก ๆ 5-10 ปี ในผู้ที่มีอายุ 50-75 ปี ซึ่งวิธีนี้สามารถพบติ่งเนื้อที่สงสัยและตัดออกได้ทันทีก่อนที่ติ่งเนื้อนั้นจะกลายเป็นมะเร็งครับ [2] - มะเร็งเต้านม: สำหรับคุณผู้หญิง การถ่ายภาพรังสีเต้านม (Mammogram) ควบคู่กับการอัลตราซาวนด์ ถือเป็นมาตรฐานที่ช่วยค้นหาหินปูนผิดปกติหรือก้อนเนื้อขนาดเล็กที่คลำไม่พบได้ แนะนำในสตรีอายุ 50-74 ปี [3] - มะเร็งปากมดลูก: แม้จะอายุมากขึ้น แต่หากยังไม่เคยตัดมดลูกออก และผลการตรวจในอดีตไม่ครบถ้วน ก็ยังแนะนำให้ตรวจคัดกรองตามความเหมาะสมครับ [1] 4. คัดกรองอย่างเหมาะสม ด้วยหลักการ "ตัดสินใจร่วมกัน" สิ่งสำคัญในทางเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ (Geriatric Medicine) คือ แพทย์จะไม่พิจารณาการตรวจคัดกรองจาก "ตัวเลขอายุ" เพียงอย่างเดียวครับ แต่จะประเมินจาก "ความแข็งแรงโดยรวม" (Overall health) และอายุขัยที่คาดการณ์ (Life expectancy) หากผู้สูงอายุมีสุขภาพแข็งแรงดี การคัดกรองจะเกิดประโยชน์สูงสุด แต่หากมีภาวะเปราะบาง หรือมีโรคประจำตัวรุนแรงหลายโรค การคัดกรองควรใช้วิธี "ตัดสินใจร่วมกัน" (Shared Decision Making) ระหว่างแพทย์ ผู้ป่วย และครอบครัว เพื่อร่วมกันเลือกแนวทางที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงการตรวจหรือการรักษาที่อาจสร้างความเครียด เจ็บปวด และกระทบต่อคุณภาพชีวิตโดยไม่จำเป็นครับ [3] บทสรุปจากหมอธี มะเร็งไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ "ความไม่รู้" และการปล่อยให้โรคดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ ครับ การพาผู้สูงอายุในครอบครัวไปรับการตรวจคัดกรองมะเร็งตามช่วงวัยที่เหมาะสม ไม่ใช่การพยายามหาเรื่องให้เครียด แต่คือการมอบ "ของขวัญแห่งความอุ่นใจ" หากผลตรวจปกติเราก็จะได้ความสบายใจ แต่หากพบความผิดปกติในระยะเริ่มต้น เราก็จะสามารถวางแผนการรักษาได้อย่างมีสติและทันท่วงที เพื่อให้ท่านสามารถใช้ชีวิตในวัยเกษียณได้อย่างมีความสุขและไร้กังวลครับ ชวนลูกเพจคุย: ปีนี้ลูกเพจของหมอธีพาคุณพ่อคุณแม่ หรือตัวท่านเองไปตรวจสุขภาพประจำปีและคัดกรองโรคมะเร็งกันหรือยังครับ? มีใครเคยมีประสบการณ์เจอติ่งเนื้อเล็ก ๆ แล้วคุณหมอจัดการให้ทันเวลาบ้างไหมครับ? หรือใครมีเทคนิคชวนคุณพ่อคุณแม่ไปหาหมอแบบเนียน ๆ ลองคอมเมนต์มาแบ่งปันประสบการณ์เพื่อเป็นวิทยาทานให้เพื่อน ๆ ในเพจกันได้เลยนะครับ หมอรออ่านอยู่ครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า (นพ.ธีรภัทร์ แสงวณิช ว.41031) หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่การโฆษณา โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิง - กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (2561). แผนการป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งแห่งชาติ (National Cancer Control Programme) พ.ศ. 2561-2565. - สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (2563). แนวทางการตรวจคัดกรอง วินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง. - McClester Brown, M., Adams, C. A., & Halpert, K. D. (2025). Cancer Screening in Older Adults. American Family Physician, 112(6), 629-637. #หมอธีมีเรื่องเล่า #มะเร็งในผู้สูงอายุ #คัดกรองมะเร็ง #รู้เร็วรักษาได้ #ดูแลผู้สูงอายุ #สุขภาพดีวัยเกษียณ #ตรวจสุขภาพประจำปี #มะเร็งลำไส้ใหญ่ #เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ #สุขภาพผู้สูงวัย

  • ไตเสื่อมตามวัย หรือนิสัยเราเองที่ทำร้ายไต?

    สวัสดีครับลูกเพจที่รักทุกท่าน กลับมาพบกับเรื่องราวสุขภาพที่นำไปปรับใช้ได้จริงกับ "หมอธี มีเรื่องเล่า" กันอีกครั้งนะครับ เวลาที่หมอออกตรวจผู้ป่วย หรือมีโอกาสพูดคุยกับลูกเพจ หลายท่านมักจะมีความกังวลเมื่อเห็นผลตรวจสุขภาพประจำปี แล้วพบว่า "ค่าการทำงานของไต (eGFR) ลดลง" คำถามยอดฮิตที่หมอมักจะได้รับคือ "คุณหมอครับ ไตผมเสื่อมเพราะอายุที่มากขึ้น หรือว่าเป็นเพราะพฤติกรรมการกินของผมกันแน่?" เป็นคำถามที่ดีมากครับ! วันนี้หมอเลยอยากจะมาชวนทุกคนไขข้อข้องใจเรื่องนี้กัน ว่าความเสื่อมของไตนั้น เป็นเรื่องของ "ตัวเลขกาลเวลา" หรือ "ตัวการพฤติกรรม" เพื่อที่เราจะได้รู้เท่าทันและปกป้องไตของเราได้อย่างถูกต้องครับ 1. ความจริงที่ต้องยอมรับ: ไตมีการ "เสื่อมตามวัย" จริง ๆ ในทางการแพทย์ ร่างกายของเราก็เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ครับ เมื่อใช้งานมานานย่อมมีการสึกหรอตามกาลเวลา (Aging process) สำหรับไตนั้น เมื่อเราอายุย่างเข้าสู่วัย 40 ปีขึ้นไป การทำงานของไตหรืออัตราการกรองของเสีย (Glomerular Filtration Rate หรือ GFR) จะเริ่มลดลงตามธรรมชาติ โดยมีรายงานการศึกษาพบว่า ค่าการทำงานของไตจะค่อย ๆ ลดลงเฉลี่ยประมาณ 0.8-1.0 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อปีในผู้ที่สุขภาพแข็งแรงครับ [1] ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงไตจะลดลง และหน่วยกรองไตก็จะค่อย ๆ ลดประสิทธิภาพลง ซึ่งภาวะนี้ถือเป็นความเสื่อมตามวัยที่เกิดขึ้นกับทุกคน และมักจะไม่รุนแรงจนนำไปสู่ภาวะไตวายหากไม่มีโรคร่วมครับ 2. ตัวการเร่งความเสื่อม: "พฤติกรรม" ที่ทำร้ายไต แม้ไตจะเสื่อมตามวัย แต่สิ่งที่ทำให้หลายคนโชคร้ายต้องกลายเป็น "ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง" (Chronic Kidney Disease) จนอาจต้องไปถึงขั้นฟอกไตนั้น มักไม่ได้มาจากอายุเพียงอย่างเดียวครับ แต่มาจาก "พฤติกรรม" ของเราเองที่เปรียบเสมือนการเหยียบคันเร่งให้ไตเสื่อมไวขึ้น งานวิจัยทางการแพทย์ระบุตรงกันว่า ปัจจัยเสี่ยงหลักที่ทำลายไต คือ - โรคฆาตกรเงียบ: โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ (ซึ่งก็มักมีจุดเริ่มต้นจากพฤติกรรมการกินเช่นกัน) แรงดันเลือดที่สูงและน้ำตาลที่ล้นกระแสเลือด จะเข้าไปทำลายเส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ ในไตให้เกิดการอักเสบ ตีบ และแข็งตัว [2] - พฤติกรรมติดเค็ม: การบริโภคโซเดียมเกินความจำเป็น (เช่น อาหารรสจัด อาหารแปรรูป อาหารกึ่งสำเร็จรูป) ทำให้ไตต้องทำงานหนักอย่างมากในการขับเกลือส่วนเกินออก และส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นทำลายไตทางอ้อม - การซื้อยากินเอง: โดยเฉพาะยาแก้ปวดต้านการอักเสบกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) หรือยาสมุนไพรที่ไม่ได้มาตรฐาน สารเคมีเหล่านี้สามารถส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงไตลดลง และเป็นพิษต่อเซลล์ไตโดยตรง [3] 3. เวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine): เบรกความเสื่อม ยืดอายุไต เราไม่สามารถหยุดอายุได้ แต่เราสามารถ "ชะลอ" ความเสื่อมของไตได้ครับ ด้วยหลักการง่าย ๆ ดังนี้ครับ - ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ: หากไม่มีโรคประจำตัวที่แพทย์สั่งจำกัดน้ำ การดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ จะช่วยให้ไตขับของเสียได้ดีขึ้น - ปรับจานอาหาร ลดโซเดียม: เน้นการทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ลดการใช้เครื่องปรุงรส หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป และทานผักผลไม้ให้มากขึ้น (หากยังไม่เป็นโรคไตระยะรุนแรง) การทานอาหารที่มีคุณภาพดีตามหลักโภชนาการ ช่วยลดความเสี่ยงและชะลอการเสื่อมของโรคไตเรื้อรังได้อย่างมีนัยสำคัญ [2] - คุมน้ำหนักและออกกำลังกาย: ช่วยลดภาระของหลอดเลือดและช่วยให้ควบคุมความดันโลหิตและระดับน้ำตาลได้ดีขึ้นครับ บทสรุปจากหมอธี ค่าการทำงานของไตที่ลดลงเมื่อเราอายุมากขึ้น เป็นกระบวนการตามธรรมชาติที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ 100% ครับ แต่ "ความเร็ว" ในการเสื่อมจนกลายเป็นโรคไตเรื้อรังนั้น อยู่ที่พฤติกรรมและการใช้ชีวิตของเราเป็นหลัก ไตเสื่อมตามวัยไม่น่ากลัวเท่า "ไตพังเพราะนิสัย" ครับ การใส่ใจเรื่องโภชนาการ ลดหวาน มัน เค็ม ไม่ซื้อยามารับประทานเอง และไปตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ คือของขวัญที่ดีที่สุดที่เราจะมอบให้ไตทั้งสองข้าง เพื่อให้เขาอยู่ช่วยกรองของเสียให้ร่างกายเราไปตลอดชีวิตครับ ชวนลูกเพจคุย: ลูกเพจของหมอธีมีใครที่ผลตรวจสุขภาพปีล่าสุด ค่าไต (eGFR) สวยงามเป็นที่น่าพอใจบ้างไหมครับ? หรือใครที่เคยมีพฤติกรรมชอบทานรสจัด แล้วตอนนี้ปรับเปลี่ยนตัวเองได้แล้ว ลองคอมเมนต์มาแชร์ความภูมิใจ หรือบอกเคล็ดลับการลดเค็มให้หมอและเพื่อน ๆ ในเพจฟังกันได้เลยนะครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิง - O’Sullivan, E. D., Hughes, J., & Ferenbach, D. A. (2017). Renal aging: causes and consequences. Journal of the American Society of Nephrology, 28(2), 407-420. - สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย. (2565). คำแนะนำสำหรับการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังก่อนการบำบัดทดแทนไต พ.ศ. 2565. - ลออ ชมพักตร์ และคณะ. (2562). ภาวะไตวายเฉียบพลันจากการใช้ยา (Drug-induced acute kidney injury). วารสารเภสัชกรรมคลินิก, 25(1), 1-12. #หมอธีมีเรื่องเล่า #โรคไตเรื้อรัง #ไตเสื่อมตามวัย #ค่าไตeGFR #ลดเค็มลดโรค #ดูแลสุขภาพไต #เวชศาสตร์วิถีชีวิต #โภชนาการบำบัด #LifestyleMedicine #สุขภาพดีสร้างได้

bottom of page