กายมั่นคง ใจตั้งมั่น... ทำความเข้าใจกลไกสมอง “การทรงตัวกับการฝึกสติไปพร้อมกัน”
- หมอธี มีเรื่องเล่า
- Apr 9
- 2 min read

สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน กลับมาพบกับ “หมอธี มีเรื่องเล่า” กันอีกครั้งนะครับ เวลาที่เราพูดถึง "การฝึกสติ" (Mindfulness) หลายท่านมักจะนึกถึงภาพของการนั่งสมาธิหลับตาอยู่ในห้องเงียบ ๆ ใช่ไหมครับ แต่ในชีวิตจริงที่เร่งรีบ การจะหาเวลานั่งนิ่ง ๆ เพื่อกำหนดลมหายใจอาจเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับใครหลายคน
แต่ท่านทราบหรือไม่ครับว่า ในทางวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยา (Neuroscience) ร่างกายและจิตใจของเราเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายเดียว เราสามารถฝึกสติและดูแลสุขภาพสมองไปพร้อมกับการขยับร่างกายได้ผ่านกิจกรรมที่เรียกว่า "การฝึกการทรงตัว" (Balance Training) ครับ วันนี้หมอจะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจกลไกอันน่าทึ่งนี้กันครับว่า การยืนกระต่ายขาเดียว โยคะ หรือรำไทเก๊ก มันเข้าไปช่วยฝึกจิตใจให้อยู่กับปัจจุบัน และเสริมสร้างสติได้อย่างไร
1. ตัดความฟุ้งซ่านด้วย "ระบบรับรู้ตำแหน่งข้อต่อ" (Proprioception)
เวลาที่เรามีความเครียด สมองของเรามักจะล่องลอยไปคิดถึงอดีตที่ผิดพลาด หรือกังวลกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง แต่เมื่อคุณลอง "ยืนขาเดียว" สมองจะถูกบังคับให้ดึงความสนใจทั้งหมดกลับมาที่การทรงตัวในปัจจุบันครับ!
ในทางสรีรวิทยา ร่างกายเรามีเซนเซอร์รับรู้ตำแหน่งที่เรียกว่า Proprioceptors อยู่ตามข้อต่อและกล้ามเนื้อ เมื่อเราอยู่ในท่าที่เสียสมดุล เซนเซอร์เหล่านี้จะส่งสัญญาณอย่างต่อเนื่องไปที่สมองส่วนควบคุมสมดุล (Cerebellum) และสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) เพื่อสั่งการไม่ให้เราล้ม กระบวนการนี้จะดึงทรัพยากรของสมองส่วนที่ใช้ทำงานและจดจ่อ (Executive Function) มาใช้อย่างเต็มกำลัง ทำให้สมองไม่มีพื้นที่เหลือไปคิดเรื่องเครียดหรือความฟุ้งซ่านอื่น ๆ การฝึกทรงตัวจึงเป็นเสมือนทางเลือกในการดึงสติกลับมาอยู่กับร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ (Rogge et al., 2017)
2. สมาธิเคลื่อนไหว (Moving Meditation) ลดฮอร์โมนความเครียด
กิจกรรมที่มีการฝึกสมดุลร่างกายอย่างช้า ๆ และมีสติ เช่น โยคะ (Yoga) หรือ ไทเก๊ก (Tai Chi) ถือเป็นการทำ "สมาธิขณะเคลื่อนไหว" ครับ การเคลื่อนไหวอย่างมีสติสอดประสานกับลมหายใจ จะไปกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic Nervous System) ซึ่งเป็นโหมดพักผ่อนของร่างกาย
งานวิจัยจากการรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบพบว่า การฝึกกายบริหารแบบมีสติ (Mind-body exercises) มีส่วนช่วยลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียด และช่วยบรรเทาความวิตกกังวลได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผู้ที่ฝึกเป็นประจำจึงมักจะมีอารมณ์ที่มั่นคง เยือกเย็น และรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีขึ้นครับ (Zou et al., 2018)
3. สร้างจุดเชื่อมต่อประสาทใหม่ ชะลอความเสื่อมของสมอง (Neuroplasticity)
การฝึกทรงตัวไม่ใช่แค่เรื่องของกล้ามเนื้อขาที่แข็งแรงนะครับ แต่มันคือ "การพัฒนาศักยภาพสมอง" การพยายามรักษาสมดุลในท่าทางใหม่ ๆ จะกระตุ้นให้สมองสร้างเครือข่ายเส้นประสาทใหม่ (Neuroplasticity) เพื่อเรียนรู้ทักษะ
งานวิจัยจาก Harvard Medical School ที่ศึกษาในกลุ่มผู้สูงอายุพบว่า การฝึกไทเก๊กและการทรงตัวอย่างสม่ำเสมอ ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงจากการหกล้มเท่านั้น แต่ยังช่วยพัฒนาการทำงานของสมองด้านความจำ (Memory) และความยืดหยุ่นทางความคิด (Cognitive Flexibility) การฝึกสมดุลทางกายจึงส่งผลดีต่อสมรรถภาพทางสมองอย่างมากครับ (Wayne et al., 2014)
นอกจากนี้ หากท่านมีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน (Vertigo) รุนแรง เดินเซ ทรงตัวไม่ได้จนล้มบ่อยครั้ง หรือมีอาการชาครึ่งซีก ห้ามพยายามรักษาด้วยตนเอง หรือซื้ออาหารเสริมมารับประทานเองเด็ดขาด เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของโรคทางระบบประสาท หรือความผิดปกติในหูชั้นใน โปรดเข้าพบแพทย์เฉพาะทาง (เช่น โสตศอนาสิกแพทย์ หรืออายุรแพทย์ระบบประสาท) เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมครับ
🩺 บทสรุปจากหมอธี
"กายที่มั่นคง คือรากฐานของใจที่ตั้งมั่น" ครับ การฝึกสติไม่จำเป็นต้องนั่งหลับตาเสมอไป เพียงแค่คุณลองใช้เวลา 2-3 นาทีในแต่ละวัน เช่น ตอนแปรงฟันตอนเช้า ลองยืนด้วยขาข้างเดียว กำหนดลมหายใจเข้าออกช้า ๆ และจดจ่ออยู่กับการรักษาสมดุลของร่างกาย เพียงเท่านี้คุณก็ได้กระตุ้นการทำงานของสมองส่วนหน้า ได้ลดทอนความเครียด และได้ฝึกสติให้อยู่กับปัจจุบันขณะแล้วครับ เป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวคุณเองครับ
💬 ชวนลูกเพจคุย
อ่านมาถึงตรงนี้ แฟนเพจของหมอลองทำ "ชาเลนจ์เล็ก ๆ" ด้วยกันดูไหมครับ? คืนนี้ตอนแปรงฟัน ลองเปลี่ยนมายืนกระต่ายขาเดียวดูสัก 1 นาทีครับ แล้วมาสังเกตกันว่า ระหว่างที่พยายามทรงตัวไม่ให้ล้ม สมองของเรายังสามารถคิดฟุ้งซ่านเรื่องงาน หรือเรื่องเครียด ๆ ได้อยู่ไหม?
หรือมีแฟนเพจท่านไหนที่เป็นสาย โยคะ ไทเก๊ก หรือพิลาทิส (Pilates) ที่ต้องใช้การทรงตัวบ่อย ๆ บ้างครับ ตั้งแต่เริ่มฝึกมา สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของสมาธิ หรืออารมณ์ของตัวเองในชีวิตประจำวันอย่างไรบ้าง? ลองคอมเมนต์มาแบ่งปันประสบการณ์ แลกเปลี่ยนความรู้กันได้เลยนะครับ หมอรออ่านและพร้อมชื่นชมทุกคนที่ดูแลตัวเองครับ!
ด้วยความปรารถนาดี
หมอธี มีเรื่องเล่า
หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์
เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ:
- Rogge, A. K., Röder, B., Zech, A., Nagel, V., Hollander, K., Braumann, K. M., & Hötting, K. (2017). Balance training improves memory and spatial cognition in healthy adults. Scientific Reports, 7(1), 5661.
- Wayne, P. M., Walsh, J. N., Taylor-Piliae, R. E., Wells, R. E., Papp, K. V., Donovan, N. J., & Yeh, G. Y. (2014). Effect of tai chi on cognitive performance in older adults: systematic review and meta-analysis. Journal of the American Geriatrics Society, 62(1), 25-39.
- Zou, L., Sasaki, J. E., Wang, H., Xiao, Z., Fang, Q., & Zhang, M. (2018). A systematic review and meta-analysis of baduanjin qigong for health benefits: randomized controlled trials. Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine, 2018.



Comments