Search Results
Search this site
391 results found with an empty search
- อัมพฤกษ์ อัมพาต...การป้องกันสำคัญกว่าการรอรักษา
สวัสดีครับลูกเพจที่รักทุกท่าน กลับมาพบกับเรื่องราวสุขภาพที่เข้าใจง่ายและนำไปใช้ดูแลตัวเองได้จริงกับ "หมอธี มีเรื่องเล่า" กันอีกครั้งนะครับ วันนี้หมอขอหยิบยกเรื่องของ "โรคหลอดเลือดสมอง" หรือที่หลายคนเรียกกันติดปากว่าโรค "อัมพฤกษ์ อัมพาต" (Stroke) มาพูดคุยกันครับ โรคนี้เป็นสิ่งที่หลายคนหวาดกลัว เพราะมักเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว ราวกับพายุที่พัดเข้ามาเปลี่ยนชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัวไปตลอดกาล เข้านอนตอนค่ำยังปกติดี แต่ตื่นเช้ามากลับขยับแขนขาไม่ได้ หรือจู่ ๆ ก็ล้มฟุบไปเสียอย่างนั้น เมื่อเกิดอาการแล้ว หลายท่านถึงจะรีบไปโรงพยาบาลเพื่อหาทางรักษา แต่ในทางการแพทย์ หมอยืนยันเลยครับว่า สำหรับโรคหลอดเลือดสมองนั้น "การป้องกันสำคัญและให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการรอให้เกิดโรคแล้วค่อยรักษา" อย่างเทียบกันไม่ได้เลยครับ ทำไมหมอถึงกล่าวเช่นนั้น? เรามาทำความเข้าใจกลไกและวิธีตั้งรับโรคนี้ไปพร้อม ๆ กันครับ 1. เมื่อเซลล์สมองตาย...ไม่อาจฟื้นคืนได้ 100% โรคหลอดเลือดสมอง เกิดจากการที่หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองเกิดการตีบตัน หรือแตก ทำให้เซลล์สมองขาดออกซิเจนและตายลงอย่างรวดเร็ว ในทางการแพทย์มีคำกล่าวว่า "เวลาคือสมอง" (Time is Brain) เพราะเซลล์สมองที่ตายไปแล้ว มักจะไม่สามารถฟื้นฟูให้กลับมาเป็นปกติได้ดังเดิม แม้ในปัจจุบันเราจะมีเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย ทั้งยาละลายลิ่มเลือด หรือการใช้เครื่องมือลากลิ่มเลือด แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักหลงเหลือความพิการหรือความบกพร่องทางร่างกาย การทุ่มเทความสนใจไปที่ "การป้องกันปฐมภูมิ" (Primary Prevention) เพื่อไม่ให้หลอดเลือดพังตั้งแต่แรก จึงเป็นกลยุทธ์ที่คุ้มค่าที่สุดครับ [1] 2. ตัดไฟแต่ต้นลม: ควบคุม 3 ฆาตกรเงียบ ทราบไหมครับว่า กว่า 80% ของโรคหลอดเลือดสมองสามารถป้องกันได้ หากเราสามารถควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก ซึ่งหมอมักเรียกว่า "กลุ่มโรคฆาตกรเงียบ" ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และภาวะไขมันในเลือดสูง โรคเหล่านี้ในระยะแรกมักไม่มีอาการ แต่จะค่อย ๆ ทำลายผนังหลอดเลือดให้เสื่อมและเปราะบางลง การตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อคัดกรองโรค และหากพบว่าป่วยก็ควรรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด จะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดอัมพฤกษ์อัมพาตได้อย่างมหาศาลครับ [2] 3. ปรับวิถีชีวิต: วัคซีนธรรมชาติป้องกันหลอดเลือดตีบแตก นอกจากการพึ่งพายาแล้ว เวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) คือหัวใจหลักของการป้องกันครับ - การกิน: ลดอาหารหวาน มัน และโดยเฉพาะ "ความเค็ม" (โซเดียม) ที่เป็นตัวการดันความดันโลหิตให้สูงขึ้น เน้นทานผักผลไม้ที่มีกากใยสูง - การขยับตัว: ออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้หลอดเลือด - การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง: การสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จัด เป็นตัวการทำลายหลอดเลือดโดยตรง การเลิกบุหรี่และงดแอลกอฮอล์คือการต่ออายุให้สมองได้อย่างแท้จริงครับ [1] 4. รู้จักหลัก "B.E.F.A.S.T" สังเกตให้ไว ไปให้ทัน แม้เราจะพยายามป้องกันอย่างดีแล้ว แต่การรู้จักสัญญาณเตือนก็เป็นส่วนหนึ่งของการตั้งรับครับ หากเกิดอาการ B - Balance: เดินเซ ทรงตัวไม่ได้ หรือเวียนศีรษะเฉียบพลัน E - Eyes: ตามัว มองเห็นภาพซ้อน หรือมองไม่เห็น F - Face: หน้าเบี้ยว มุมปากตก A - Arms: แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก S - Speech: พูดไม่ชัด นึกคำไม่ออก หรือฟังไม่เข้าใจ T - Time: ต้องรีบไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด หรือโทร 1669 ทันที ภายในเวลา 4.5 ชั่วโมง เพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาที่รวดเร็วและลดความสูญเสียให้มากที่สุดครับ [3] บทสรุปจากหมอธี อัมพฤกษ์ อัมพาต ไม่ใช่เรื่องของเวรกรรม หรือโรคที่เกิดขึ้นตามวัยเสมอไปครับ แต่ส่วนใหญ่เป็นผลลัพธ์จากการสะสมความเสื่อมของหลอดเลือดมาเป็นเวลานาน การที่เราหันมาใส่ใจเรื่องอาหารการกิน ออกกำลังกาย และควบคุมโรคประจำตัวตั้งแต่วันนี้ คือการสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุด อย่ารอให้ร่างกายส่งสัญญาณเตือนด้วยการทรุดลงไปเลยครับ เพราะในสมรภูมิของโรคหลอดเลือดสมอง "การป้องกันไว้ก่อน คือชัยชนะที่แท้จริง" ครับ ชวนลูกเพจคุย: ลูกเพจของหมอธี ได้ไปตรวจสุขภาพประจำปีเช็กค่าความดัน น้ำตาล และไขมันกันบ้างหรือยังครับ? ปีนี้ตัวเลขสวยงาม หรือมีค่าไหนที่แอบปริ่ม ๆ เกณฑ์กันบ้าง ลองคอมเมนต์มาปรึกษา หรือแชร์วิธีดูแลตัวเองเพื่อคุมตัวเลขเหล่านี้ให้อยู่หมัดกันได้เลยนะครับ หมอรออ่านและเป็นกำลังใจให้ทุกความตั้งใจครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิง - สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (2562). แนวทางเวชปฏิบัติโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันสำหรับแพทย์ (Clinical Practice Guidelines for Ischemic Stroke). - Arnett, D. K., Blumenthal, R. S., Albert, M. A., et al. (2019). 2019 ACC/AHA Guideline on the Primary Prevention of Cardiovascular Disease: A Report of the American College of Cardiology/American Heart Association Task Force on Clinical Practice Guidelines. Circulation, 140(11), e596-e646. - สมาคมโรคหลอดเลือดสมองไทย. (2563). คู่มือประชาชน: การป้องกันและดูแลรักษาโรคหลอดเลือดสมอง. #หมอธีมีเรื่องเล่า #อัมพฤกษ์อัมพาต #โรคหลอดเลือดสมอง #ป้องกันสโตรก #Stroke #BEFAST #ดูแลสุขภาพ #ตรวจสุขภาพประจำปี #ความดันโลหิตสูง #เวชศาสตร์วิถีชีวิต
- โรคหัวใจกับการดูแลสุขภาพผ่านการเคลื่อนไหวที่เหมาะสม
สวัสดีครับลูกเพจที่รักทุกท่าน กลับมาพบกับเรื่องราวสุขภาพที่นำไปใช้ได้จริงกับ "หมอธี มีเรื่องเล่า" กันอีกครั้งนะครับ วันนี้หมอจะมาพูดคุยถึงเรื่องที่มักจะสร้างความสับสนและกังวลใจให้กับผู้ป่วยโรคหัวใจและญาติผู้ดูแล นั่นก็คือคำถามที่ว่า "เป็นโรคหัวใจ ห้ามออกกำลังกายจริงหรือ? แล้วถ้าต้องขยับตัว ต้องทำแค่ไหนถึงจะปลอดภัย?" ในอดีตเราอาจจะเคยได้ยินคำเตือนที่ว่า ผู้ป่วยโรคหัวใจควรนอนพักนิ่ง ๆ ห้ามขยับตัวเยอะ เพราะกลัวหัวใจจะทำงานหนักเกินไป แต่ในปัจจุบัน องค์ความรู้ทางการแพทย์ด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูหัวใจ (Cardiac Rehabilitation) ยืนยันตรงกันครับว่า "การเคลื่อนไหวร่างกายที่เหมาะสม" คือกิจกรรมบำบัดที่จะช่วยฟื้นฟูหัวใจให้กลับมาแข็งแรง ลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อน และลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ [1] เรามาทำความเข้าใจแนวทางการดูแลสุขภาพหัวใจผ่านการเคลื่อนไหวที่ปลอดภัยไปพร้อม ๆ กันครับ 1. เริ่มต้นด้วยการ "ประเมิน" ไม่ใช่การเดาสุ่ม ก่อนที่ผู้ป่วยโรคหัวใจจะเริ่มต้นออกกำลังกายหรือขยับร่างกายอย่างจริงจัง สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องได้รับการประเมินความพร้อมจากแพทย์เฉพาะทางก่อนเสมอครับ แพทย์จะพิจารณาจากประวัติการรักษา และอาจมีการทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test) เพื่อหา "ระดับความหนักที่ปลอดภัย" สำหรับแต่ละบุคคล โปรแกรมการฟื้นฟูที่ได้จึงเป็นโปรแกรมที่ออกแบบมาเฉพาะตัว (Personalized) ไม่หนักเกินไปจนเป็นอันตราย และไม่เบาเกินไปจนไม่ได้ผลครับ [2] 2. แอโรบิกแบบค่อยเป็นค่อยไป...มิตรแท้ของหัวใจ รูปแบบการออกกำลังกายที่แพทย์แนะนำมากที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ คือการออกกำลังกายแบบแอโรบิก (Aerobic Exercise) เช่น การเดินเร็ว การปั่นจักรยานอยู่กับที่ หรือการออกกำลังกายในน้ำ โดยแนะนำให้อยู่ในระดับ "ความหนักปานกลาง" (Moderate intensity) เคล็ดลับง่าย ๆ ในการประเมินความเหนื่อยด้วยตัวเองคือการใช้ "Talk Test" ครับ คือรู้สึกเหนื่อยขึ้น หายใจเร็วขึ้น แต่ยังพอสามารถพูดคุยเป็นประโยคได้ ไม่หอบจนหน้ามืด การเคลื่อนไหวในระดับนี้อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยกระตุ้นการทำงานของหลอดเลือดและลดภาระการทำงานของหัวใจในระยะยาวครับ [3] 3. กฎเหล็กที่ห้ามละเลย: วอร์มอัพและคูลดาวน์ กล้ามเนื้อหัวใจของผู้ป่วยต้องการเวลาในการปรับตัวครับ การอบอุ่นร่างกาย (Warm-up) ก่อนออกกำลังกาย 5-10 นาที จะช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวเตรียมพร้อมรับการสูบฉีดเลือด และเมื่อออกกำลังกายเสร็จ ต้องมีการคลายกล้ามเนื้อ (Cool-down) อีก 5-10 นาที เพื่อให้หัวใจค่อย ๆ ปรับอัตราการเต้นกลับสู่ภาวะปกติ การหยุดทำกิจกรรมแบบกะทันหันอาจทำให้เกิดภาวะเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่ทัน หรือหน้ามืดเป็นลมได้ครับ นอกจากนี้ หากมีอาการผิดปกติ เช่น เจ็บแน่นหน้าอก ใจสั่น หรือหอบเหนื่อยรุนแรง ต้องหยุดพักทันทีและรีบปรึกษาแพทย์นะครับ [2] บทสรุปจากหมอธี โรคหัวใจไม่ใช่ข้อห้ามในการออกกำลังกายครับ แต่เป็นโรคที่ต้องการ "การออกแบบการเคลื่อนไหว" อย่างพิถีพิถันและปลอดภัยโดยผู้เชี่ยวชาญ การลุกขึ้นมาขยับร่างกาย ไม่เพียงแต่ช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพทางกาย แต่ยังเป็นการฟื้นฟูความมั่นใจ ช่วยลดความเครียด และพาผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง หัวใจที่เคยป่วย หากได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง ก็สามารถกลับมาเต้นอย่างแข็งแรงได้ครับ ชวนลูกเพจคุย: มีลูกเพจท่านไหนหรือคนในครอบครัวที่กำลังดูแลฟื้นฟูสุขภาพหัวใจอยู่บ้างไหมครับ? ปกติแล้วชอบทำกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายแบบไหน ลองคอมเมนต์มาแบ่งปันเรื่องราวดี ๆ เพื่อเป็นวิทยาทานและกำลังใจให้กับเพื่อน ๆ ในเพจที่กำลังอยากเริ่มต้นดูแลตัวเองกันนะครับ หมอรออ่านอยู่ครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิง - Pelliccia, A., Sharma, S., Gati, S., et al. (2021). 2020 ESC Guidelines on sports cardiology and exercise in patients with cardiovascular disease. European Heart Journal, 42(1), 17-96. - สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์. (2563). แนวทางเวชปฏิบัติการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ (Cardiac Rehabilitation Guidelines). - Hansen, D., Abreu, A., Ambrosetti, M., et al. (2022). Exercise intensity assessment and prescription in cardiovascular rehabilitation and beyond: why and how: a position statement from the Secondary Prevention and Rehabilitation Section of the European Association of Preventive Cardiology. European Journal of Preventive Cardiology, 29(1), 230-245. #หมอธีมีเรื่องเล่า #โรคหัวใจ #ออกกำลังกายโรคหัวใจ #เวชศาสตร์ฟื้นฟูหัวใจ #CardiacRehab #ดูแลสุขภาพหัวใจ #ฟื้นฟูหัวใจ #ขยับร่างกายคือยารักษาโรค #เวชศาสตร์วิถีชีวิต
- เบาหวานคุมได้ แค่ทำความเข้าใจเรื่องอาหาร
สวัสดีครับลูกเพจที่รักทุกท่าน กลับมาพบกับเรื่องราวสุขภาพดี ๆ กับ "หมอธี มีเรื่องเล่า" (Dr.Tee) กันอีกครั้งนะครับ วันนี้หมออยากหยิบยกเรื่องใกล้ตัวที่หลายคนในคลับสุขภาพของเรามักจะกังวลและเข้ามาปรึกษาหมออยู่บ่อย ๆ นั่นคือเรื่องของ "โรคเบาหวาน" ครับ เวลาที่ได้รับคำวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน หลายท่านมักจะรู้สึกท้อแท้และคิดว่าชีวิตนี้คงหมดสิทธิกินของอร่อยแล้ว ต้องทนกินแต่อาหารจืดชืดแน่ ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วทางการแพทย์และเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) เราพบว่า โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคที่สามารถควบคุมให้สงบลงได้ครับ กุญแจดอกสำคัญไม่ได้อยู่ที่การ "อด" แต่อยู่ที่การ "ทำความเข้าใจ" และ "จัดสัดส่วน" อาหารให้ถูกต้องต่างหากครับ ลองมาดูกันว่าเราจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไรได้บ้าง 1. รู้จักเลือกชนิดของคาร์โบไฮเดรต (คาร์บดี vs คาร์บขัดสี) หลายคนคิดว่าการคุมเบาหวานคือการตัดแป้งและน้ำตาลออกไปให้หมดร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งนั่นเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและอาจทำให้ร่างกายขาดพลังงานจนเกิดผลเสียได้ครับ สิ่งสำคัญคือการเลือกรับประทานอาหารที่มี "ดัชนีน้ำตาลต่ำถึงปานกลาง" (Low to Medium Glycemic Index) เช่น การเปลี่ยนจากข้าวขาวมาเป็นข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ หรือธัญพืชไม่ขัดสี อาหารเหล่านี้จะถูกย่อยอย่างช้า ๆ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดค่อย ๆ เพิ่มขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่พุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว ช่วยให้ตับอ่อนไม่ต้องทำงานหนักในการผลิตอินซูลินครับ [1] 2. จัดสัดส่วนมื้ออาหารตามเป้าหมายสุขภาพ (สูตร 2:1:1) นี่คือเทคนิคที่หมอมักจะแนะนำเสมอครับ การกะปริมาณด้วยสายตาหรือที่เรียกว่า "Plate Method" เป็นวิธีที่ทำตามได้ง่ายและยั่งยืน โดยเราจะแบ่งจานอาหารออกเป็น 4 ส่วน: ผัก 2 ส่วน (ครึ่งจาน): เน้นผักใบเขียว หลากสี เพื่อรับวิตามินและใยอาหาร คาร์โบไฮเดรต 1 ส่วน (หนึ่งในสี่ของจาน): ข้าวกล้อง ธัญพืช หรือพืชหัว โปรตีนคุณภาพดี 1 ส่วน (หนึ่งในสี่ของจาน): เนื้อปลา อกไก่ เต้าหู้ หรือไข่ การจัดสัดส่วนแบบนี้ในทุก ๆ มื้อ จะช่วยจำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรตและให้พลังงานแคลอรี่ที่เหมาะสมกับเป้าหมายสุขภาพของเราได้อย่างแม่นยำ โดยที่เรายังรู้สึกอิ่มท้องและได้รับสารอาหารครบถ้วนครับ [2] 3. ใช้ "ใยอาหาร" เป็นเกราะชะลอการดูดซึมน้ำตาล ใยอาหาร (Fiber) โดยเฉพาะชนิดที่ละลายน้ำได้ (Soluble fiber) ซึ่งพบมากในถั่ว แอปเปิล ข้าวโอ๊ต และผักใบเขียวต่าง ๆ มีคุณสมบัติพิเศษเมื่อโดนน้ำจะกลายสภาพเป็นเจลหนืดเคลือบกระเพาะอาหารและลำไส้ เจลนี้เองครับที่เป็นเสมือนเกราะป้องกัน คอยชะลอกระบวนการย่อยและการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด งานวิจัยทางคลินิกยืนยันชัดเจนว่า การบริโภคใยอาหารอย่างเพียงพอ สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ในผู้ป่วยเบาหวานได้อย่างมีนัยสำคัญ [3] บทสรุปจากหมอธี การอยู่ร่วมกับโรคเบาหวานอย่างมีความสุข ไม่ใช่การกักขังตัวเองไว้กับกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดจนเกินไปครับ แต่คือการเรียนรู้ที่จะเป็น "ผู้จัดการโภชนาการ" ของตัวเอง การเลือกรับประทานอาหารคลีนหรือการจัดสัดส่วนอาหารให้ตรงตามเป้าหมายสุขภาพ ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ แต่ยังช่วยลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมหาศาล สุขภาพที่ดีสร้างได้จากทุกมื้ออาหารที่เราเลือกตักเข้าปากครับ ชวนลูกเพจคุย: วันนี้ลูกเพจของหมอธีมีเมนูอาหารสุขภาพอะไรในดวงใจ ที่ทานแล้วรู้สึกว่าอร่อยแถมยังดีต่อระดับน้ำตาลในเลือดบ้างครับ? หรือใครมีทริคส่วนตัวในการจัดจานอาหารแบบ 2:1:1 ให้ไม่น่าเบื่อ ลองคอมเมนต์มาแชร์ไอเดียกันในกลุ่มของเราได้เลยนะครับ หมอและเพื่อน ๆ รอจดสูตรเด็ดอยู่ครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิง - สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. (2566). แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน 2566. - กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2563). คู่มือการจัดเมนูอาหารสุขภาพ: ลดหวาน มัน เค็ม เติมเต็มด้วยผักผลไม้ (สูตร 2:1:1). - Reynolds, A., Mann, J., Cummings, J., Winter, N., Mete, E., & Te Morenga, L. (2019). Carbohydrate quality and human health: a series of systematic reviews and meta-analyses. The Lancet, 393(10170), 434-445. #หมอธีมีเรื่องเล่า #เบาหวานคุมได้ #โภชนาการบำบัด #จัดสัดส่วนอาหาร #เป้าหมายสุขภาพ #สูตร211 #ลดน้ำตาลในเลือด #สุขภาพดีเริ่มต้นที่การกิน #เวชศาสตร์วิถีชีวิต
- ไขมันในเลือดสูง? ปรับนิสัยการกินช่วยลดการใช้ยาได้
สวัสดีครับลูกเพจที่รักทุกท่าน กลับมาพบกับความรู้สุขภาพที่นำไปใช้ได้จริงกับ "หมอธี มีเรื่องเล่า" (Dr.Tee) กันอีกครั้งนะครับ วันนี้หมอจะมาเจาะลึกถึงปัญหาสุขภาพยอดฮิตที่เวลาเราไปตรวจสุขภาพประจำปีทีไร ค่าตัวนี้มักจะชอบเด้งเกินเกณฑ์มาตรฐานขึ้นมาทักทายเราอยู่เสมอ นั่นก็คือ "ภาวะไขมันในเลือดสูง" ครับ หลายท่านเมื่อเห็นค่าไขมันสูงปรี๊ด สิ่งแรกที่กังวลคือ "ต้องกินยาไปตลอดชีวิตเลยไหม?" ในฐานะแพทย์ หมอต้องขออธิบายว่า ยาลดไขมันมีบทบาทสำคัญและจำเป็นมากในผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจครับ แต่ในขณะเดียวกัน รากฐานที่สำคัญที่สุดของการรักษา ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถควบคุมโรคและอาจทำให้แพทย์พิจารณาลดขนาดยาลงได้ในอนาคต ก็คือ "การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน" ตามหลักโภชนาการบำบัดนั่นเองครับ เรามาดูกันว่าหลักการง่าย ๆ ที่ทำได้ทุกวันมีอะไรบ้าง 1. เลือกคบ "ไขมันดี" ตีตัวออกห่าง "ไขมันเลว" ไขมันไม่ใช่ผู้ร้ายเสมอไปครับ ร่างกายเรายังต้องการไขมันเพื่อดูดซึมวิตามินและสร้างฮอร์โมน แต่กุญแจสำคัญคือ "ชนิด" ของไขมันที่เราเลือกกิน การลดปริมาณไขมันอิ่มตัว (Saturated fats) ที่พบมากในเนื้อสัตว์ติดมัน หนังสัตว์ กะทิ และหลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ (Trans fats) ในเบเกอรี่หรือครีมเทียม จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL-C) ได้โดยตรง ในขณะเดียวกัน การหันมาบริโภคไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated fats) เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว อะโวคาโด และปลาทะเลที่อุดมด้วยโอเมก้า 3 จะช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL-C) ซึ่งทำหน้าที่เหมือนพนักงานทำความสะอาด คอยเก็บกวาดคอเลสเตอรอลส่วนเกินออกจากหลอดเลือดของเราครับ [1] 2. เพิ่มพลัง "ใยอาหาร" ตัวช่วยดักจับไขมัน เวลาที่เราจัดจานอาหารแบบเน้นสุขภาพ การมีผักอย่างน้อยครึ่งจานไม่ได้มีดีแค่วิตามินนะครับ แต่เส้นใยอาหาร หรือ ไฟเบอร์ (Fiber) โดยเฉพาะชนิดละลายน้ำได้ (Soluble fiber) ที่พบมากใน ข้าวโอ๊ต ถั่วลันเตา แอปเปิล และผลไม้ตระกูลส้ม จะทำหน้าที่คล้ายฟองน้ำที่ดูดซับน้ำและกลายเป็นเจลหนืดในทางเดินอาหาร เจลนี้จะเข้าไปขัดขวางการดูดซึมคอเลสเตอรอลจากอาหารเข้าสู่กระแสเลือด และช่วยขับออกทางระบบขับถ่าย งานวิจัยระบุว่าการบริโภคใยอาหารชนิดละลายน้ำวันละ 5-10 กรัม สามารถช่วยลดระดับ LDL-C ได้อย่างมีนัยสำคัญครับ [2] 3. ระวัง "น้ำตาลแฝง" ตัวการร้ายทำไตรกลีเซอไรด์พุ่ง หลายคนงดของมันของทอดแทบตาย แต่ค่าไขมันก็ยังไม่ลง! นั่นเป็นเพราะเรามักลืมไปว่า "น้ำตาลและแป้งขัดขาว" ก็เป็นตัวการสำคัญครับ เมื่อเรารับประทานคาร์โบไฮเดรตหรือน้ำตาลที่ดูดซึมเร็วในปริมาณที่มากเกินกว่าร่างกายจะใช้หมด ตับจะทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินเหล่านั้นให้กลายเป็นไขมันที่เรียกว่า "ไตรกลีเซอไรด์" (Triglycerides) แล้วปล่อยเข้าสู่กระแสเลือด การลดเครื่องดื่มรสหวาน ขนมหวาน และเปลี่ยนมาบริโภคคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้องหรือธัญพืชไม่ขัดสี จึงเป็นหัวใจสำคัญในการคุมระดับไตรกลีเซอไรด์ครับ [3] บทสรุปจากหมอธี ภาวะไขมันในเลือดสูง ไม่ใช่เรื่องที่ต้องตื่นตระหนก แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าที่ร่างกายส่งมาบอกให้เราหันกลับมาดูแลตัวเองครับ การปรับนิสัยการกิน โดยเลือกกินไขมันให้ถูกชนิด เพิ่มใยอาหาร และลดน้ำตาลแฝง เป็น "ยาขนานเอก" ทางธรรมชาติที่ไม่มีผลข้างเคียง แม้ในช่วงแรกอาจจะต้องใช้ความตั้งใจและการปรับตัวสักนิด แต่เมื่อร่างกายเริ่มชินและผลเลือดเริ่มดีขึ้น ความพยายามทั้งหมดจะคุ้มค่าอย่างแน่นอนครับ ทั้งนี้ การปรับลดหรือหยุดยาใด ๆ ต้องอยู่ภายใต้การดูแลและดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษาเสมอ ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาดนะครับ ชวนลูกเพจคุย: เวลาที่ลูกเพจของหมอธีไปเดินตลาดหรือซุปเปอร์มาร์เก็ต มีเมนูอาหารหรือวัตถุดิบอะไรบ้างครับที่มักจะซื้อติดบ้านไว้เพื่อช่วยดูแลเรื่องไขมันในเลือด? หรือใครมีเมนูสุขภาพอร่อย ๆ ที่ทำจาก "ไขมันดี" มาแชร์เป็นไอเดียให้เพื่อน ๆ ในคลับสุขภาพของเราบ้าง คอมเมนต์บอกหมอกันได้เลยนะครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิง - คณะทำงานจัดทำแนวทางเวชปฏิบัติการใช้ยารักษาภาวะไขมันในเลือดผิดปกติเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ. (2559). แนวทางเวชปฏิบัติการใช้ยารักษาภาวะไขมันในเลือดผิดปกติเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ พ.ศ. 2559. สมาคมโรคหลอดเลือดแดงแห่งประเทศไทย. - Mach, F., Baigent, C., Catapano, A. L., et al. (2020). 2019 ESC/EAS Guidelines for the management of dyslipidaemias: lipid modification to reduce cardiovascular risk. European Heart Journal, 41(1), 111-188. - Stanhope, K. L. (2016). Sugar consumption, metabolic disease and obesity: The state of the controversy. Critical Reviews in Clinical Laboratory Sciences, 53(1), 52-67. #หมอธีมีเรื่องเล่า #ไขมันในเลือดสูง #โภชนาการบำบัด #ลดคอเลสเตอรอล #ลดไตรกลีเซอไรด์ #อาหารลดไขมัน #ไขมันดี #เวชศาสตร์วิถีชีวิต #สุขภาพดีเริ่มต้นที่การกิน #LifestyleMedicine
- ลดเค็ม ลดโรค...ทางเลือกที่น่าพึงพอใจสำหรับผู้สูงวัย
สวัสดีครับลูกเพจที่รักทุกท่าน กลับมาพบกับเรื่องราวสุขภาพดี ๆ กับหมอธี (Dr.Tee) เจ้าเก่ากันอีกครั้งนะครับ วันนี้เราจะมาคุยกันถึงเรื่องใกล้ปากใกล้ท้อง โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีผู้สูงอายุอยู่ด้วย หลายท่านน่าจะเคยสังเกตเห็นว่า คุณพ่อคุณแม่หรือคุณปู่คุณย่าของเรา มักจะบ่นว่า "อาหารจืดไป" หรือ "กินข้าวไม่ค่อยอร่อย" จนต้องเหยาะน้ำปลาหรือซีอิ๊วเพิ่มอยู่เสมอ สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น ในทางการแพทย์อธิบายได้ว่า เมื่ออายุมากขึ้น ต่อมรับรสบนลิ้นจะทำงานได้ลดลง โดยเฉพาะรสเค็มและรสหวาน ทำให้ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงที่จะบริโภคโซเดียมเกินความจำเป็นโดยไม่รู้ตัวครับ ซึ่งโซเดียมที่มากเกินไปนี่เองที่เป็นตัวการสำคัญของปัญหาสุขภาพมากมาย วันนี้หมอจึงอยากมาเล่าถึงอันตรายของความเค็ม และวิธีการปรับจานอาหารให้เป็น "ทางเลือกที่น่าพึงพอใจ" ทำให้อาหารยังอร่อยถูกปาก แต่ดีต่อสุขภาพของผู้สูงวัยครับ ทำไมวัยเก๋าถึงต้องระวังความเค็มเป็นพิเศษ? เมื่อร่างกายเข้าสู่วัยสูงอายุ อวัยวะต่าง ๆ จะมีการเสื่อมถอยตามธรรมชาติ โดยเฉพาะ "ไต" ซึ่งทำหน้าที่หลักในการขับโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกาย เมื่อประสิทธิภาพของไตลดลง โซเดียมก็จะคั่งค้างอยู่ในกระแสเลือดได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ร่างกายกักเก็บน้ำไว้มากกว่าปกติ ทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงและมีอาการบวมตามร่างกายครับ [1] ผลกระทบเมื่อความดันโลหิตพุ่งสูง การบริโภคโซเดียมในปริมาณสูงอย่างต่อเนื่อง มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) แรงดันเลือดที่สูงจะทำให้ผนังหลอดเลือดแข็งและหนาตัวขึ้น ขัดขวางการไหลเวียนของเลือด นำไปสู่ภาวะหัวใจทำงานหนักและเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวในผู้สูงอายุได้ในระยะยาว [2] เคล็ดลับปรับรสชาติ ลดเค็ม แต่ยังอร่อยถูกใจ การหักดิบลดความเค็มลงทันทีอาจทำให้ผู้สูงอายุปฏิเสธอาหารและเกิดภาวะขาดสารอาหารได้ครับ หมอมีแนวทางค่อยเป็นค่อยไป ที่ได้รับการยอมรับว่าช่วยคงความอร่อยไว้ได้ ดังนี้ครับ: ใช้สมุนไพรและเครื่องเทศชูรส: การใช้ความหอมจากสมุนไพร เช่น ตะไคร้ ใบมะกรูด กระเทียม พริกไทย หรือรากผักชี จะช่วยหลอกต่อมรับรสให้รู้สึกว่าอาหารมีรสชาติเข้มข้นขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพาความเค็ม [3] เพิ่มรสเปรี้ยวหรือเผ็ดอ่อน ๆ: รสเปรี้ยวจากมะนาว มะขามเปียก หรือความเผ็ดเล็กน้อย จะช่วยกระตุ้นความอยากอาหารและทำให้ประสาทสัมผัสบนลิ้นตื่นตัว ช่วยชดเชยรสเค็มที่หายไปได้เป็นอย่างดี [1] หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป: ลดการทานเนื้อสัตว์แปรรูป (เช่น ไส้กรอก หมูยอ กุนเชียง) และอาหารหมักดอง เนื่องจากมีปริมาณโซเดียมแฝงอยู่สูงมาก ควรเน้นใช้วัตถุดิบสดใหม่ในการปรุงอาหารแทน [2] บทสรุปจากหมอธี การดูแลเรื่องโภชนาการสำหรับผู้สูงวัย เป็นศิลปะที่ต้องใช้ทั้งความเข้าใจและความใส่ใจครับ การ "ลดเค็ม" ไม่ได้หมายความว่าเราต้องทนกินอาหารที่จืดชืดไร้รสชาติ แต่คือการเรียนรู้ที่จะดึงเอาความอร่อยตามธรรมชาติของวัตถุดิบและสมุนไพรออกมาใช้ การค่อย ๆ ปรับลดเครื่องปรุงรสลงทีละน้อย จะช่วยให้ต่อมรับรสของผู้สูงอายุค่อย ๆ ปรับตัวตามได้ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูงและโรคไตแล้ว ยังเป็นการมอบของขวัญทางสุขภาพที่มีค่าที่สุด เพื่อให้ท่านอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของลูกหลานไปได้อีกยาวนานครับ ชวนลูกเพจคุย: ที่บ้านของลูกเพจมีเมนูประจำครอบครัวเมนูไหนบ้างไหมครับ ที่ปรับสูตรลดความเค็มลงแล้วคุณพ่อคุณแม่ยังชมว่าอร่อย? หรือใครมีเคล็ดลับการใช้สมุนไพรชูรสชาติเด็ด ๆ ลองคอมเมนต์มาแบ่งปันสูตรกันได้เลยนะครับ หมอรอจดสูตรไปใช้บ้างครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิง [1] สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย. (2562). แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูง ในเวชปฏิบัติทั่วไป พ.ศ. 2562. [2] กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2564). โภชนาการสำหรับผู้สูงอายุ: กินอย่างไรให้ห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs). สำนักโภชนาการ. [3] Aaron, K. J., & Sanders, P. W. (2013). Role of dietary salt and potassium intake in cardiovascular health and disease: a review of the evidence. Mayo Clinic Proceedings, 88(9), 987-995. #หมอธีมีเรื่องเล่า #ลดเค็มลดโรค #ดูแลผู้สูงอายุ #สุขภาพดีวัยเก๋า #อาหารผู้สูงอายุ #โรคความดันโลหิตสูง #ลดโซเดียม #โภชนาการผู้สูงวัย
- คุมความดันโลหิตให้คงที่ด้วยวิถีธรรมชาติ
สวัสดีครับลูกเพจที่รักทุกท่าน กลับมาพบกับเรื่องราวสุขภาพดี ๆ สไตล์ "หมอธี มีเรื่องเล่า" กันอีกครั้งนะครับ วันนี้หมออยากมาชวนคุยเรื่องโรคยอดฮิตที่หลายคนอาจจะกำลังเผชิญอยู่ หรืออาจจะมีคุณพ่อคุณแม่ที่บ้านกำลังเป็นอยู่ นั่นก็คือ "โรคความดันโลหิตสูง" ครับ ทางการแพทย์เรามักเรียกโรคนี้ว่าเป็น "ฆาตกรเงียบ" เพราะในระยะแรกมักจะไม่มีอาการแสดงใด ๆ เตือนเราเลย แต่แอบไปสร้างความเสียหายให้กับหลอดเลือดทั่วร่างกายอย่างช้า ๆ หลายท่านเมื่อทราบว่าตัวเองมีความดันโลหิตสูงก็มักจะกังวลเรื่องการทานยาต่อเนื่อง แต่จริงๆ แล้ว ในทางเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือ "วิถีธรรมชาติ" ถือเป็นหัวใจสำคัญและเป็นรากฐานแรกที่แพทย์แนะนำให้ปฏิบัติควบคู่ไปกับการรักษาเสมอครับ ลองมาดูกันครับว่า วิถีธรรมชาติที่ช่วยควบคุมความดันโลหิตให้คงที่มีอะไรบ้าง 1. ปรับสมดุลจานอาหารด้วยหลัก DASH Diet และ 2:1:1 โภชนาการคือยารักษาโรคที่ใกล้ตัวที่สุดครับ แนวทางการรับประทานอาหารที่ได้รับการยอมรับและมีงานวิจัยรองรับชัดเจนว่าช่วยลดความดันโลหิตได้ คือแนวทางที่เรียกว่า DASH Diet (Dietary Approaches to Stop Hypertension) โดยเน้นการลดปริมาณโซเดียม (ความเค็ม) ในอาหาร และเพิ่มแร่ธาตุโพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม ซึ่งมีส่วนช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว โดยเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกับหลักการจัดจานสุขภาพแบบ 2:1:1 (ผัก 2 ส่วน : ข้าว 1 ส่วน : เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ 1 ส่วน) การเน้นผักผลไม้และธัญพืชขัดสีน้อย จะช่วยปรับสมดุลแร่ธาตุในกระแสเลือดและควบคุมความดันได้อย่างมีประสิทธิภาพ [1] 2. ขยับร่างกายเป็นประจำ ช่วยหลอดเลือดผ่อนคลาย การออกกำลังกายแบบแอโรบิก (Aerobic exercise) อย่างสม่ำเสมอ เช่น การเดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ จะช่วยให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้ดีขึ้น และกระตุ้นให้เซลล์บุผนังหลอดเลือดหลั่งสารไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide) ซึ่งทำหน้าที่ขยายหลอดเลือด ส่งผลให้แรงดันภายในหลอดเลือดลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ [2] 3. จัดการความเครียดและฟื้นฟูด้วยการนอน การพักผ่อนไม่เพียงพอและการสะสมความเครียดเรื้อรัง จะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) และอะดรีนาลีน (Adrenaline) ซึ่งจะทำให้หัวใจเต้นเร็วและหลอดเลือดหดตัว การฝึกสุขอนามัยการนอนหลับที่ดี (Sleep Hygiene) ให้ได้วันละ 7-8 ชั่วโมง ควบคู่กับการฝึกสมาธิหรือทำกิจกรรมผ่อนคลายความเครียด จึงเป็นกลไกทางสรีรวิทยาที่สำคัญมากในการรักษาความดันโลหิตให้มีเสถียรภาพตลอดวัน [3] บทสรุปจากหมอธี การควบคุมความดันโลหิตด้วยวิถีธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องมหัศจรรย์หรือสูตรลับอะไรครับ แต่เป็นเรื่องของความสม่ำเสมอในการดูแลตัวเองตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต ทั้งเรื่องอาหาร การเคลื่อนไหวร่างกาย และการจัดการความเครียด สำหรับผู้ที่เริ่มมีความดันโลหิตสูงเล็กน้อย การปรับพฤติกรรมอาจช่วยให้ความดันกลับมาปกติได้ แต่สำหรับท่านที่รับประทานยาอยู่แล้ว การดูแลตัวเองด้วยวิถีธรรมชาติจะช่วยให้คุมความดันได้นิ่งขึ้น และอาจเป็นโอกาสให้แพทย์พิจารณาลดขนาดยาลงได้ในอนาคตครับ ที่สำคัญคือไม่ควรหยุดยาหรือปรับยาเองโดยเด็ดขาดนะครับ ชวนลูกเพจคุย: ลูกเพจของหมอมีใครที่เคยได้รับคำเตือนเรื่องความดันโลหิตจากคุณหมอบ้างไหมครับ? แล้วปกติใช้วิธีไหนในการดูแลตัวเอง หรือมีเมนูอาหารลดความเค็มเมนูไหนที่ชอบทำทานเองที่บ้าน ลองคอมเมนต์มาแชร์สูตรสุขภาพให้หมอและเพื่อนๆ ในเพจฟังกันได้เลยนะครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิง - สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย. (2562). แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูง ในเวชปฏิบัติทั่วไป พ.ศ. 2562. - Naci, H., Salcher-Konrad, M., Dias, S., Blum, M. R., Sahoo, S. A., Nunan, D., & Ioannidis, J. P. A. (2018). How does exercise treatment compare with antihypertensive medications? A network meta-analysis of 391 randomised controlled trials assessing exercise and medication effects on systolic blood pressure. British Journal of Sports Medicine, 53(14), 859-869. - กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2563). คู่มือเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) สำหรับบุคลากรทางการแพทย์. #หมอธีมีเรื่องเล่า #คุมความดันด้วยวิถีธรรมชาติ #เวชศาสตร์วิถีชีวิต #โรคความดันโลหิตสูง #DASHDiet #ดูแลสุขภาพ #ลดเค็มลดโรค #LifestyleMedicine #สุขภาพดีเริ่มต้นที่ตัวเรา
- เริ่มต้นปรับนิสัยวันนี้...เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในวันหน้า
สวัสดีครับลูกเพจที่รักทุกท่าน กลับมาพบกับเรื่องราวสุขภาพดี ๆ กับ "หมอธี มีเรื่องเล่า" กันอีกครั้งนะครับ พออายุของเราก้าวผ่านตัวเลขแต่ละช่วงวัย โดยเฉพาะเมื่อแตะเลข 3 หรือก้าวเข้าสู่เลข 4 แบบเต็มตัว หลายคนคงเริ่มสังเกตเห็นว่า ร่างกายของเราไม่ได้ฟื้นตัวเร็ว หรือทนทานต่อการอดนอนและการกินของอร่อยตามใจปากได้เหมือนตอนวัยรุ่นอีกต่อไป อาการปวดเมื่อย อ่อนเพลีย หรือผลตรวจสุขภาพประจำปีที่เริ่มมีค่าบางอย่างปริ่มเกณฑ์มาตรฐาน ล้วนเป็นสัญญาณเตือนที่ร่างกายส่งถึงเราครับ วันนี้หมอเลยอยากมาชวนทุกคนพูดคุยถึงเรื่องการดูแลสุขภาพในระยะยาว ซึ่งหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การโหมออกกำลังกายหนัก ๆ หรือการอดอาหารแบบหักดิบเพียงชั่วข้ามคืน แต่อยู่ที่ "การปรับนิสัย" ในชีวิตประจำวันครับ 1. วิทยาศาสตร์ของการสร้างนิสัยใหม่ ไม่ได้จบแค่ 21 วัน หลายท่านอาจจะเคยได้ยินทฤษฎีที่ว่า การสร้างนิสัยใหม่ต้องใช้เวลา 21 วัน แต่ในทางการแพทย์และจิตวิทยาพฤติกรรม งานวิจัยที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางพบว่า ในความเป็นจริงแล้ว ระยะเวลาที่สมองจะสร้างวงจรประสาทใหม่จนพฤติกรรมนั้นกลายเป็นความเคยชินแบบอัตโนมัติ (Automaticity) จะใช้เวลาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 66 วัน หรือราว ๆ 2 เดือนเศษ [1] ดังนั้น หากลูกเพจเพิ่งเริ่มปรับเปลี่ยนตัวเองแล้วรู้สึกฝืนหรือท้อในช่วงสัปดาห์แรก ๆ หมอขอให้เข้าใจว่าเป็นกระบวนการปกติของร่างกายครับ ขอเพียงแค่ทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ นิสัยใหม่นั้นจะอยู่กับเราไปตลอด 2. พลังของการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต ในแนวทางของเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) เราให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนสิ่งเล็ก ๆ ที่ทำได้จริงอย่างยั่งยืนครับ เช่น การปรับเรื่องโภชนาการด้วยการจัดจานอาหารสุขภาพแบบ 2:1:1 (ผัก 2 ส่วน คาร์โบไฮเดรต 1 ส่วน โปรตีน 1 ส่วน) ควบคู่ไปกับการฝึกสุขอนามัยการนอนหลับ (Sleep hygiene) ให้ได้คุณภาพ การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเหล่านี้ เมื่อสะสมเป็นประจำ จะส่งผลอย่างมหาศาลต่อระบบการเผาผลาญ (Metabolic health) ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ได้อย่างมีนัยสำคัญ [2] [3] 3. ความสม่ำเสมอ สำคัญกว่าความสมบูรณ์แบบ สุขภาพที่ดีไม่ใช่การทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ 100% ตลอดเวลาครับ การหลุดไปกินของหวานบ้าง หรือมีวันที่ขี้เกียจออกกำลังกายบ้าง ไม่ได้แปลว่าเราล้มเหลว สิ่งสำคัญคือเมื่อหลุดแล้ว เราสามารถดึงตัวเองกลับมาสู่นิสัยที่ดีต่อสุขภาพได้เร็วแค่ไหนต่างหากครับ บทสรุปจากหมอธี สุขภาพของเราในอีก 5 ปี หรือ 10 ปีข้างหน้า คือผลลัพธ์ของการตัดสินใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ในวันนี้ครับ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำหวาน การเลือกเดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์ หรือการเข้านอนให้เร็วขึ้นอีกนิด การ "เริ่มต้นปรับนิสัยวันนี้" อาจจะยังไม่เห็นผลลัพธ์ของรูปร่างหรือสุขภาพที่เปลี่ยนไปในทันที แต่หมอเชื่อมั่นว่า "การเปลี่ยนแปลงในวันหน้า" จะเกิดขึ้นและร่างกายของคุณในอนาคต จะต้องขอบคุณตัวคุณในวันนี้ที่เริ่มต้นลงมือทำครับ ชวนลูกเพจคุย: วันนี้ลูกเพจของหมอธี ตั้งใจจะเริ่มต้นปรับเปลี่ยนนิสัยเล็ก ๆ เรื่องไหนเป็นเรื่องแรกครับ? จะเป็นเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย หรือการนอนหลับ ลองคอมเมนต์มาตั้งเป้าหมายร่วมกัน และแชร์ให้หมอกับเพื่อน ๆ ในเพจฟังได้เลยนะครับ หมอรออ่านและเป็นกำลังใจให้ทุกคนก้าวข้าม 66 วันนี้ไปด้วยกันครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิง - Lally, P., van Jaarsveld, C. H., Potts, H. W., & Wardle, J. (2010). How are habits formed: Modelling habit formation in the real world. European Journal of Social Psychology, 40(6), 998-1009. - Lianov, L., & Johnson, M. (2010). Lifestyle medicine: a brief review of its guiding principles. American Journal of Preventive Medicine, 38(1), 71-74. - กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2563). คู่มือส่งเสริมสุขภาพวัยทำงาน (Healthy Working Adults). สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย. #หมอธีมีเรื่องเล่า #เวชศาสตร์วิถีชีวิต #ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม #LifestyleMedicine #ดูแลสุขภาพวัยทำงาน #สร้างนิสัยใหม่ #สุขภาพดีเริ่มต้นที่ตัวเรา #เริ่มวันนี้ดีที่สุด
- วางแผนล่วงหน้า เพื่อวัยเกษียณที่พึ่งพาตัวเองได้
สวัสดีครับลูกเพจที่รักทุกท่าน กลับมาพบกับ "หมอธี มีเรื่องเล่า" กันอีกเช่นเคยนะครับ ช่วงนี้หลายคนที่อยู่ในวัย 30 ปลาย ๆ หรือก้าวเข้าสู่วัย 40 กว่า ๆ แบบหมอ คงเริ่มมองเห็นภาพอนาคตของตัวเองและเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งหนึ่งในเป้าหมายยอดฮิตของคนวัยนี้ก็คือ "การเกษียณอายุ" ใช่ไหมครับ แต่การเกษียณที่จะทำให้เรามีความสุขได้อย่างแท้จริงนั้น ไม่ได้มีแค่การเตรียมพร้อมเรื่อง "เงินทอง" เท่านั้นนะครับ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการเตรียม "สุขภาพ" ให้พร้อม เพื่อก้าวสู่วัยเกษียณที่เรายังคงแข็งแรง มีอิสระ และ "พึ่งพาตัวเองได้" อย่างเต็มภาคภูมิครับ วันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังว่า ในมุมมองทางการแพทย์ เราควรเตรียมตัวอย่างไรบ้าง 1. สะสมต้นทุนกล้ามเนื้อ ป้องกันความเปราะบาง เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อตามธรรมชาติ (Sarcopenia) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้สูงอายุอ่อนแอ ล้มง่าย และสูญเสียความสามารถในการช่วยเหลือตัวเอง ดังนั้น การสะสมต้นทุนทางร่างกายด้วยการรับประทานอาหารที่มีโปรตีนคุณภาพดีให้เพียงพอ ควบคู่กับการออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน (Resistance training) ตั้งแต่วัยทำงาน จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อและมวลกระดูก ป้องกันภาวะพึ่งพิงในวัยชราได้อย่างมีประสิทธิภาพ [1] 2. ปรับพฤติกรรมวันนี้ ชะลอความเสื่อมของสมอง การดูแลตัวเองตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) มีผลโดยตรงต่อสุขภาพสมองครับ ไม่ว่าจะเป็นการนอนหลับพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ การจัดการความเครียดอย่างถูกวิธี และการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงอย่างการสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์จัด ข้อมูลทางวิชาการระบุชัดเจนว่า การควบคุมปัจจัยเสี่ยงด้านวิถีชีวิตเหล่านี้ สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะสมองเสื่อม (Dementia) หรือโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุได้ ซึ่งจะช่วยให้เรายังคงมีความคิดและความจำที่เฉียบคมเมื่ออายุมากขึ้น [2] 3. สร้างสายใยทางสังคม วัคซีนใจวัยเกษียณ มิติทางจิตใจและสังคมก็ทิ้งไม่ได้ครับ การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัว การมีกลุ่มเพื่อน หรือการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมอย่างสม่ำเสมอ เป็นเสมือนเกราะป้องกันปัญหาสุขภาพจิตและภาวะซึมเศร้าในวัยเกษียณ งานวิจัยพบว่าผู้ที่มีความผูกพันทางสังคม (Social connection) ที่แข็งแรง จะมีคุณภาพชีวิตโดยรวมที่ดีกว่า มีความเครียดน้อยกว่า และส่งผลให้มีอายุขัยที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพครับ [3] บทสรุปจากหมอธี การวางแผนเกษียณล่วงหน้า ไม่ใช่เรื่องของคนแก่ แต่คือเรื่องของ "พวกเราทุกคน" ในวันนี้ครับ ร่างกายของเราเปรียบเสมือนบัญชีเงินฝาก ถ้าเราหมั่นฝากสุขภาพที่ดี ทั้งเรื่องโภชนาการ การออกกำลังกาย การนอนหลับ และการดูแลจิตใจตั้งแต่วันนี้ ในวันที่เราเกษียณ เราก็จะมี "ดอกเบี้ยสุขภาพ" ก้อนโตให้ถอนออกมาใช้ชีวิตตามที่ฝันไว้ เดินทางไปในที่ที่อยากไป และพึ่งพาตัวเองได้อย่างมีความสุขครับ ชวนลูกเพจคุย: ลูกเพจของหมอวาดภาพชีวิตหลังเกษียณของตัวเองไว้อย่างไรบ้างครับ? แล้ววันนี้มีใครเริ่มปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ หรือมีเป้าหมายสุขภาพอะไรที่กำลังตั้งใจทำให้สำเร็จเพื่อเตรียมพร้อมสู่วัยเกษียณบ้าง ลองคอมเมนต์มาแชร์ไอเดียและเป้าหมายกันได้เลยนะครับ หมอรออ่านและเป็นกำลังใจให้ทุกคนเสมอครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิง - มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย. (2565). สถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ. 2564. สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล. - Livingston, G., Huntley, J., Sommerlad, A., et al. (2020). Dementia prevention, intervention, and care: 2020 report of the Lancet Commission. The Lancet, 396(10248), 413-446. - กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. (2563). แนวทางการดูแลส่งเสริมสุขภาพจิตผู้สูงอายุ สำหรับบุคลากรสาธารณสุขและผู้ดูแล. #หมอธีมีเรื่องเล่า #วางแผนเกษียณ #เกษียณสุขใจ #พึ่งพาตัวเองได้ #สุขภาพดีวัยเกษียณ #เวชศาสตร์วิถีชีวิต #ดูแลตัวเองวัย40 #LifestyleMedicine
- พลังของการเคี้ยว...ฟันดี สุขภาพกายดีตาม
สวัสดีครับลูกเพจที่รักทุกท่าน กลับมาพบกับเรื่องราวสุขภาพดี ๆ กับ "หมอธี มีเรื่องเล่า" กันอีกครั้งนะครับ วันนี้หมออยากมาชวนคุยเรื่องใกล้ตัวที่พวกเราทำกันอยู่ทุกวัน วันละหลาย ๆ ครั้ง แต่หลายคนอาจจะเผลอมองข้ามความสำคัญไป นั่นก็คือเรื่องของ "การเคี้ยวอาหาร" ครับ เวลาที่เราพูดถึงการดูแลสุขภาพ รูปร่าง หรือโภชนาการ เรามักจะไปโฟกัสกันที่ว่า "กินอะไรดี" หรือ "กินปริมาณเท่าไหร่" แต่ในทางการแพทย์และเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) "วิธีการกิน" โดยเฉพาะ "การเคี้ยว" ก็มีความสำคัญไม่แพ้กันเลยครับ สุขภาพช่องปากและฟันที่แข็งแรง ไม่ได้มอบแค่รอยยิ้มที่สวยงาม แต่ยังเป็นประตูด่านแรกที่ส่งผลต่อสุขภาพกายของเราในหลากหลายมิติอย่างไม่น่าเชื่อ ลองมาดูกันครับว่า พลังของการเคี้ยวส่งผลต่อร่างกายของเราอย่างไรบ้าง 1. จุดเริ่มต้นของระบบย่อยอาหารที่สมบูรณ์ การย่อยอาหารไม่ได้เริ่มต้นที่กระเพาะอาหารนะครับ แต่เริ่มต้นตั้งแต่ในช่องปากของเราเลย การเคี้ยวอาหารให้ละเอียดเป็นการบดอาหารให้มีขนาดเล็กลง ช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวให้อาหารได้สัมผัสกับเอนไซม์อะไมเลส (Amylase) ในน้ำลายได้อย่างทั่วถึง เมื่ออาหารคลุกเคล้ากับน้ำลายได้ดี กระเพาะอาหารและลำไส้ก็จะทำงานเบาลง ช่วยลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย และที่สำคัญคือทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ไปใช้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้อย่างมีประสิทธิภาพ [1] 2. ตัวช่วยควบคุมน้ำหนักที่หลายคนลืมคิดถึง การเคี้ยวอาหารช้า ๆ และเคี้ยวให้ละเอียด มีความสัมพันธ์โดยตรงกับฮอร์โมนความอิ่มครับ เมื่อเราเคี้ยวและใช้เวลากับมื้ออาหารนานขึ้น ร่างกายจะมีเวลาส่งสัญญาณไปที่สมองเพื่อหลั่งฮอร์โมนที่ควบคุมความหิวและความอิ่ม (เช่น GLP-1 และ PYY) ซึ่งกระบวนการนี้มักใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที การเคี้ยวช้า ๆ จึงช่วยให้เรารู้สึกอิ่มพอดีและหยุดกินได้ทันก่อนที่จะรับพลังงานส่วนเกินเข้าสู่ร่างกาย จึงเป็นกลไกธรรมชาติที่ช่วยควบคุมน้ำหนักได้เป็นอย่างดี [2] 3. กระตุ้นการไหลเวียนเลือด กระตุ้นสมอง ข้อนี้หลายคนอาจจะยังไม่ทราบครับว่า การเคลื่อนไหวของกรามและกล้ามเนื้อบดเคี้ยว จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง โดยเฉพาะบริเวณฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และความจำ มีงานวิจัยทางทันตแพทยศาสตร์และประสาทวิทยาจำนวนมากที่ชี้ให้เห็นว่า ผู้สูงอายุที่มีสุขภาพฟันที่ดีและสามารถเคี้ยวอาหารได้ตามปกติ จะมีความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม (Dementia) หรือโรคอัลไซเมอร์ต่ำกว่าผู้ที่สูญเสียฟันและมีปัญหาในการบดเคี้ยว [3] บทสรุปจากหมอธี สุขภาพองค์รวมที่ดี ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากพื้นฐานการใช้ชีวิตประจำวันของเราครับ "การเคี้ยว" คือฟันเฟืองชิ้นเล็ก ๆ แต่มีความสำคัญมหาศาลต่อทั้งระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาท และระบบเผาผลาญ ดังนั้น การดูแลรักษาสุขภาพช่องปาก แปรงฟันให้สะอาด ใช้ไหมขัดฟัน และพบทันตแพทย์เพื่อตรวจเช็กสภาพฟันเป็นประจำ จึงเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพกายที่คุ้มค่าที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะเมื่อเรามี "ฟันที่ดี" เราก็จะสามารถ "เคี้ยวได้ดี" และผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ "สุขภาพกายที่ดี" ในระยะยาวนั่นเองครับ ชวนลูกเพจคุย: อ่านจบแล้ว ลองสำรวจตัวเองกันหน่อยครับว่า ปกติลูกเพจของหมอธีเคี้ยวข้าวกันประมาณกี่คำก่อนกลืนครับ? หรือใครมีเคล็ดลับการฝึกตัวเองให้เคี้ยวอาหารได้ช้าลงและละเอียดขึ้น ลองคอมเมนต์มาแบ่งปันประสบการณ์กันได้เลยนะครับ หมอรออ่านอยู่ครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิง - พรเพ็ญ สิริสัตยะวงศ์. (2562). สรีรวิทยาระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal Physiology). คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. - Miquel-Kergoat, S., Azais-Braesco, V., Burton-Freeman, B., & Hetherington, M. M. (2015). Effects of chewing on appetite, food intake and gut hormones: A systematic review and meta-analysis. Physiology & Behavior, 151, 88-96. - Weijenberg, R. A., Scherder, E. J., & Lobbezoo, F. (2011). Mastication for the mind-the relationship between mastication and cognition in ageing and dementia. Neuroscience & Biobehavioral Reviews, 35(3), 483-497. #หมอธีมีเรื่องเล่า #พลังของการเคี้ยว #สุขภาพช่องปาก #เคี้ยวอาหารให้ละเอียด #สุขภาพดีเริ่มต้นที่การกิน #LifestyleMedicine #ดูแลฟันป้องกันสมองเสื่อม #เวชศาสตร์วิถีชีวิต
- ปรับบ้านให้เป็นมิตร ลดความกังวลเรื่องอุบัติเหตุ
สวัสดีครับคุณผู้อ่านทุกท่าน พบกับเรื่องราวสุขภาพดี ๆ กับหมอธีอีกครั้งนะครับ วันนี้หมออยากมาชวนคุยเรื่องใกล้ตัวที่หลายคนอาจมองข้าม นั่นคือเรื่องของ "บ้าน" ครับ บ้านควรจะเป็นสถานที่ที่เราอยู่แล้วรู้สึกอุ่นใจและปลอดภัยที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้ว สถิติทางการแพทย์กลับพบว่าบ้านเป็นหนึ่งในสถานที่ที่เกิดอุบัติเหตุพลัดตกหกล้มได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะในวัยผู้สูงอายุ การหกล้มเพียงหนึ่งครั้ง ไม่ได้ส่งผลแค่รอยฟกช้ำหรือกระดูกหักนะครับ แต่ยังส่งผลกระทบไปถึงจิตใจ ทำให้เกิด "ภาวะกลัวการหกล้ม" จนสูญเสียความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันไปเลยทีเดียว [1] ในทางการแพทย์ เราพบว่าปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental factors) เป็นสาเหตุหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดการพลัดตกหกล้ม การทำ Home Modification หรือการปรับสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้เหมาะสมกับสมรรถภาพร่างกาย จึงเป็นแนวทางสำคัญที่ได้รับการศึกษาวิจัยมาแล้วว่า สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ [2] หมอได้สรุปจุดเสี่ยงหลัก ๆ ในบ้านและวิธีการปรับปรุงให้เป็นมิตรมาฝากกันครับ ดังนี้ครับ: ห้องน้ำ: เป็นจุดเสี่ยงที่มักมีอุบัติเหตุจากพื้นลื่นเมื่อเปียกน้ำ รวมถึงความยากลำบากในการลุกนั่ง วิธีปรับปรุงให้ปลอดภัยคือ ควรแยกส่วนเปียกและส่วนแห้งออกจากกันอย่างชัดเจน เลือกปูพื้นด้วยวัสดุหรือแผ่นกันลื่น และที่สำคัญควรติดตั้งราวจับ (Grab bars) บริเวณโถส้วมและจุดอาบน้ำเพื่อช่วยพยุงตัว [3] พื้นและทางเดิน: สาเหตุหลักของการสะดุดล้มมักมาจากสิ่งของที่วางเกะกะ สายไฟระโยงระยาง หรือพรมที่เลื่อนหลุดได้ง่าย การจัดการทำได้โดยจัดเก็บสิ่งของให้เป็นระเบียบ ติดเทปกาวสองหน้าใต้พรมเพื่อกันลื่น และควรปรับระดับพื้นบ้านให้มีความเรียบเสมอกัน หลีกเลี่ยงการทำสเต็ปต่างระดับ [1] ระบบแสงสว่าง: การมองเห็นที่ไม่ชัดเจนในเวลากลางคืนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ควรเพิ่มความสว่างตามทางเดิน โดยเฉพาะเส้นทางจากห้องนอนไปห้องน้ำ และควรพิจารณาติดตั้งไฟเซ็นเซอร์อัตโนมัติ (Motion sensor) ที่จะสว่างขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหว เพื่อความสะดวกและปลอดภัย [2] บันได: บริเวณนี้มักเกิดอุบัติเหตุจากการก้าวพลาด ลื่นล้ม หรือการไม่มีที่ยึดเหนี่ยวที่มั่นคงเพียงพอ ควรติดตั้งราวบันไดให้จับถนัดมือและมั่นคงทั้งสองด้าน นอกจากนี้ ควรติดแถบสีสะท้อนแสงหรือเทปกันลื่นที่บริเวณขอบขั้นบันไดทุกขั้นเพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจน [1] บทสรุปจากหมอธี การปรับสภาพแวดล้อมภายในบ้าน ไม่ใช่เรื่องของการทำเพื่อผู้สูงวัยเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นครับ แต่คือการสร้าง "พื้นที่ปลอดภัย" สำหรับทุกคนในครอบครัว การยอมเสียเวลาและลงทุนปรับเปลี่ยนพื้นที่เล็ก ๆ น้อย ๆ ตั้งแต่วันนี้ ทั้งการเพิ่มแสงสว่าง ติดตั้งราวจับ หรือเคลียร์ทางเดินให้โล่ง จะช่วยป้องกันความสูญเสียทางสุขภาพ และลดความกังวลใจของทุกคนในบ้านได้ในระยะยาวอย่างมหาศาลครับ ชวนคุย: บ้านของคุณผู้อ่านมีจุดไหนที่แอบกังวลว่าจะเป็นจุดเสี่ยงต่อการหกล้มบ้างไหมครับ? หรือใครเคยปรับปรุงมุมไหนของบ้านแล้วรู้สึกว่าชีวิตง่ายขึ้น ปลอดภัยขึ้น ลองคอมเมนต์มาแชร์ไอเดียหรือเล่าให้หมอและเพื่อน ๆ ฟังได้นะครับ เผื่อจะเป็นประโยชน์และแรงบันดาลใจให้กับท่านอื่น ๆ ต่อไปครับ ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิง - กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. (2564). คู่มือ บ้านปลอดภัย ไม่เสี่ยงล้ม. - สถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (2563). แนวทางเวชปฏิบัติการป้องกันและประเมินภาวะหกล้มในผู้สูงอายุ. - Stark, S., Keglovits, M., Somerville, E., et al. (2021). Clinical trial of a home modification intervention to prevent falls. The Lancet Public Health, 6(11), e812-e820. #หมอธีมีเรื่องเล่า #ปรับบ้านปลอดภัย #ป้องกันหกล้ม #ดูแลผู้สูงอายุ #สุขภาพดีเริ่มต้นที่บ้าน #HomeModification #ผู้สูงวัยปลอดภัย
- เปลี่ยนคำสั่งเป็นคำถาม... ถอดรหัสการแพทย์ยุคใหม่ “แพทย์เป็นโค้ช รูปแบบใหม่ของการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ”
สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน กลับมาพบกับ “หมอธี มีเรื่องเล่า” กันอีกครั้งนะครับ แฟนเพจเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ในห้องตรวจไหมครับ? คุณหมอมองผลเลือดแล้วดุคุณพ่อคุณแม่ของเราว่า "คุณลุงครับ ทำไมน้ำตาลเดือนนี้พุ่งปรี๊ดเลย แอบไปกินขนมหวานมาอีกแล้วใช่ไหมครับ หมอบอกกี่ครั้งแล้วว่าให้คุมอาหาร ไม่งั้นหมอจะเพิ่มยานะ!" หลังจากประโยคนี้ คุณลุงก็มักจะนั่งก้มหน้า เงียบ ไม่กล้าสบตา และเมื่อกลับบ้านไปก็อาจจะเครียดและแอบกินของหวานเหมือนเดิม ในอดีต วงการแพทย์ของเรามักจะคุ้นเคยกับโมเดลการรักษาแบบ “ผู้ปกครองสั่งการ (Paternalistic Model)” ครับ คือหมอมีหน้าที่ ‘สั่ง’ และคนไข้มีหน้าที่ ‘ทำตาม’ แต่ในยุคปัจจุบันที่เรากำลังเผชิญกับคลื่นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 24 ชั่วโมงเป็นหลัก ทางการแพทย์พบความจริงทางสมองข้อหนึ่งครับว่า การใช้คำสั่งหรือขู่ให้กลัว (Fear-based approach) แทบจะไม่ได้ผลกับผู้สูงอายุเลย แถมยังสร้างแรงต้านทานในใจอีกด้วย (Bodenheimer et al., 2002) วันนี้ หมอจะพาทุกท่านไปเปิดประตูสู่รูปแบบใหม่ของวงการแพทย์ ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจาก "การสั่งการ" มาสู่ "การสร้างพลังใจ" ผ่านศาสตร์แห่งเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) ที่เรียกว่า "แพทย์ในฐานะโค้ชสุขภาพ (Doctor as a Health Coach)" มาดูกันครับว่าทำไมการเปลี่ยนวิธีสื่อสารเพียงนิดเดียว ถึงสามารถพลิกชีวิตวัยเก๋าได้อย่างยั่งยืน 1. วิทยาศาสตร์แห่งแรงจูงใจ (Motivational Interviewing): ค้นหา “เหตุผลที่จะมีสุขภาพดี” ความลับของการเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ ไม่ใช่การบอกว่า "ต้องทำอะไร" แต่คือการช่วยให้ผู้ป่วยค้นพบว่า "ทำไปทำไม" ครับ ในกระบวนการโค้ชสุขภาพ เราจะใช้เทคนิคทางจิตวิทยาที่เรียกว่า "การสัมภาษณ์เพื่อสร้างแรงจูงใจ (Motivational Interviewing - MI)" แทนที่หมอจะสั่ง หมอจะเปลี่ยนบทบาทเป็นคนตั้งคำถามปลายเปิดเพื่อชวนคิด เช่น "เป้าหมายสุขภาพที่สำคัญที่สุดของคุณลุงในปีนี้คืออะไรครับ?" เมื่อคุณลุงตอบว่า "อยากให้เข่าดี ๆ จะได้มีแรงเดินจูงมือหลานไปส่งโรงเรียน" นั่นแหละครับคือจุดเปลี่ยน! การเชื่อมโยงการรักษาเข้ากับ "คุณค่า (Core Values)" ในชีวิต จะกระตุ้นสมองส่วนหน้าให้เกิดแรงจูงใจจากภายใน (Intrinsic Motivation) ซึ่งงานวิจัยยืนยันว่ามีแนวโน้มที่ผู้ป่วยจะปรับพฤติกรรมสำเร็จและยั่งยืนกว่าการถูกขู่ให้กลัวหลายเท่าตัวครับ (Rollnick et al., 2008) 2. การตัดสินใจร่วมกัน (Shared Decision Making): เพราะคนไข้คือผู้เชี่ยวชาญในชีวิตของตนเอง ในกระบวนการโค้ช หมอคือผู้มีความรอบรู้ด้านโรคภัยไข้เจ็บ แต่ "คนไข้คือผู้เชี่ยวชาญในชีวิตและข้อจำกัดของตนเอง" ครับ การวางแผนการรักษาจึงต้องเกิดจาก "การตัดสินใจร่วมกัน" หากหมอสั่งให้ออกกำลังกายวันละ 30 นาที แต่คุณป้ามีภาวะข้อเข่าเสื่อมและไม่มีคนพาไปสวนสาธารณะ แผนการรักษานั้นก็ล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่เริ่ม โมเดลแพทย์เป็นโค้ช จะเปิดโอกาสให้เกิดการออกแบบเป้าหมายที่ทำได้จริงร่วมกัน เช่น "ถ้าไปสวนสาธารณะไม่ได้ เรามาเริ่มจากการนั่งเตะขาบนเก้าอี้ตอนดูทีวี วันละ 10 นาที ดีไหมครับ?" งานวิจัยพบว่า การให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการออกแบบแผนการรักษา จะสร้างความรู้สึกมีอำนาจควบคุม (Empowerment) และช่วยลดระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) รวมถึงความดันโลหิตได้ดีกว่าการรักษาแบบดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญครับ (Elwyn et al., 2012) 3. สร้างความเชื่อมั่นด้วย “ความสำเร็จเล็ก ๆ” (Micro-Habits & Positive Reinforcement) แพทย์ในฐานะโค้ชจะไม่คาดหวังความสมบูรณ์แบบในชั่วข้ามคืนครับ แต่จะเน้นการซอยเป้าหมายให้เล็กลง (Micro-Habits) และชื่นชมในความก้าวหน้าแม้เพียงเล็กน้อย (Positive Reinforcement) เช่น เดือนนี้น้ำตาลอาจจะลดลงแค่นิดเดียว โค้ชจะชื่นชมความพยายามในการคุมอาหาร แทนที่จะไปจับผิด เมื่อผู้สูงอายุทำเป้าหมายเล็ก ๆ สำเร็จ สมองจะหลั่งฮอร์โมนแห่งความสำเร็จอย่าง โดปามีน (Dopamine) ซึ่งจะไปเสริมสร้างความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง (Self-efficacy) ทำให้ท่านเกิดความภาคภูมิใจ และพร้อมที่จะดูแลจัดการสุขภาพตนเอง (Self-management) ต่อไปอย่างต่อเนื่องครับ (Wolever et al., 2013) "การใช้กระบวนการโค้ชสุขภาพ (Health Coaching) และการปรับพฤติกรรม เป็น 'กลไกเสริมเพื่อทำงานควบคู่กับการรักษาตามมาตรฐานทางการแพทย์แผนปัจจุบัน' ไม่ใช่วิธีการรักษามหัศจรรย์ ไม่ใช่คาถาชุบชีวิต และไม่สามารถนำมาใช้อวดอ้างเพื่อเป็นข้ออ้างในการให้ผู้ป่วยหยุดยารักษาโรค ปฏิเสธการผ่าตัด หรือละทิ้งกระบวนการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ครับ" ข้อควรระวังทางการแพทย์: สำหรับผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวและรับยาอยู่ ห้ามหยุดยา ห้ามลดขนาดยา หรือหยุดฉีดอินซูลินด้วยตนเองโดยเด็ดขาด เพียงเพราะรู้สึกว่าตนเองคุมอาหารและได้รับการโค้ชชิ่งจนดีขึ้นแล้ว การปรับลดยาต้องประเมินจากผลเลือดโดยแพทย์ผู้รักษาในสถานพยาบาลเท่านั้น หากผู้ป่วยมีอาการวิกฤตฉุกเฉิน เช่น หน้ามืด ใจสั่น เหงื่อแตก หอบเหนื่อยรุนแรง แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก หรือปากเบี้ยวพูดไม่ชัด การชวนคุยแบบโค้ชชิ่งไม่ใช่คำตอบในนาทีวิกฤต โปรดตั้งสติและรีบโทรสายด่วน 1669 เพื่อนำผู้ป่วยส่งสถานพยาบาล ตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมทันทีครับ 🩺 บทสรุปจากหมอธี บทบาทของแพทย์ในยุคสังคมสูงวัยกำลังเปลี่ยนผ่านจาก "ผู้สั่งการบนหอคอยงาช้าง" มาเป็น "เพื่อนร่วมทางที่เดินเคียงข้าง" คนไข้ครับ เพราะสุขภาพที่ดีไม่ได้สร้างเสร็จภายใน 5 นาทีที่ห้องตรวจ แต่มันถูกสร้างขึ้นในทุก ๆ วันที่บ้าน การนำทักษะการโค้ชชิ่งมาใช้ ทั้งในมุมของบุคลากรทางการแพทย์ และลูกหลานที่ดูแลผู้ใหญ่ที่บ้าน คือศิลปะในการดึงศักยภาพและแรงบันดาลใจที่ซ่อนอยู่ในตัวของคนที่เรารัก ให้ท่านลุกขึ้นมาเป็น "กัปตัน" ที่ควบคุมหางเสือสุขภาพของตนเอง ด้วยความภาคภูมิใจ มีศักดิ์ศรี และมีความสุขในบั้นปลายชีวิตอย่างยั่งยืนครับ 💬 ชวนลูกเพจคุย อ่านมาถึงตรงนี้ แฟนเพจลองนึกถึงประสบการณ์เวลาพาคุณพ่อคุณแม่ (หรือตัวเราเอง) ไปหาหมอที่โรงพยาบาลดูนะครับ... คุณหมอประจำตัวของที่บ้าน เป็นสไตล์ไหนกันครับ? ระหว่างคุณหมอสไตล์ดั้งเดิมที่เน้นดุ เน้นสั่ง (ซึ่งเราก็รู้ว่าท่านหวังดีมาก ๆ) กับคุณหมอสไตล์โค้ชที่เน้นชวนคุย ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ และให้กำลังใจ... แฟนเพจสังเกตไหมครับว่า เวลาผู้สูงอายุที่บ้านเจอคุณหมอสไตล์ไหนแล้วท่านมีกำลังใจยอมกลับมาคุมอาหารและดูแลตัวเองได้ดีกว่ากัน? หรือในมุมของลูกหลานเอง เวลาที่พยายามสวมบทเป็น "โค้ชสุขภาพประจำบ้าน" ให้กับคุณพ่อคุณแม่ แฟนเพจเจอกำแพงอะไรที่รู้สึกว่าท้าทายหรือเจรจายากที่สุดครับ? (หมอเดาว่าเรื่องให้งดของหวานนี่น่าจะยืนหนึ่งเลยใช่ไหมครับ ฮ่า ๆ) ลองคอมเมนต์มาแบ่งปันประสบการณ์ เล่าความน่ารักของคุณหมอประจำตัว หรือแชร์ความในใจของการเป็นคนดูแลผู้ป่วยที่บ้าน ให้หมอและเพื่อน ๆ ในเพจได้อ่านเป็นกำลังใจให้กันหน่อยนะครับ หมอรออ่านและพร้อมชื่นชมทุกคนที่เป็นทีมเวิร์กที่ดีของครอบครัวครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ: - Bodenheimer, T., Lorig, K., Holman, H., & Grumbach, K. (2002). Patient self-management of chronic disease in primary care. JAMA, 288(19), 2469-2475. - Elwyn, G., Frosch, D., Thomson, R., Joseph-Williams, N., Lloyd, A., Kinnersley, P., ... & Barry, M. J. (2012). Shared decision making: a model for clinical practice. Journal of General Internal Medicine, 27(10), 1361-1367. - Rollnick, S., Miller, W. R., & Butler, C. C. (2008). Motivational interviewing in health care: Helping patients change behavior. Guilford Press. - Wolever, R. Q., Simmons, L. A., Sforzo, G. A., Dill, D., Kaye, M., Bechard, E. M., ... & Yang, A. (2013). A systematic review of the literature on health and wellness coaching: defining a key behavioral intervention in healthcare. Global Advances in Health and Medicine, 2(4), 38-57. #หมอธีมีเรื่องเล่า #แพทย์เป็นโค้ช #HealthCoaching #เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ #เวชศาสตร์วิถีชีวิต #ปรับพฤติกรรมผู้สูงอายุ #แรงจูงใจ #NCDs #เบาหวานความดัน #MotivationalInterviewing #SharedDecisionMaking #ดูแลผู้สูงอายุ #สังคมสูงวัย #ดูแลสุขภาพองค์รวม
- “สร้างสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว ช่วยบำบัดใจวัยเกษียณ”
สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน กลับมาพบกับ “หมอธี มีเรื่องเล่า” กันอีกครั้งนะครับ แฟนเพจเคยสังเกตคุณพ่อคุณแม่ หรือญาติผู้ใหญ่ที่เพิ่งเกษียณอายุการทำงานแล้วต้องมาอยู่บ้านเต็มเวลาไหมครับ? จากที่เคยแต่งตัวออกไปทำงาน มีลูกน้องห้อมล้อม มีสังคมให้พูดคุยทุกวัน พอวงจรชีวิตเหล่านั้นหายไปและต้องกลับมาอยู่บ้านเฉย ๆ หลายท่านกลับมีอาการหงุดหงิดง่ายขึ้น เก็บตัว เงียบขรึม หรือบางท่านก็บ่นน้อยใจลูกหลานในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ บ่อยขึ้น ในทางจิตเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ (Geriatric Psychiatry) อาการเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ "คนแก่ขี้บ่น" นะครับ แต่เป็นภาวะที่เรียกว่า "วิกฤตวัยเกษียณ (Retirement Crisis)" การสูญเสียตัวตนจากหน้าที่การงานและสังคม (Loss of Identity) ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตนเอง "หมดคุณค่า" และกลายเป็นภาระ ซึ่งหากปล่อยไว้อาจลุกลามเป็นโรคซึมเศร้าได้ วันนี้ หมอจะพาทุกท่านไปถอดรหัสวิทยาศาสตร์ทางสมองและจิตวิทยา เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไม “ความสัมพันธ์ในครอบครัว” ถึงไม่ใช่แค่นามธรรมที่สวยหรู แต่คือ "ยารักษาใจ" และ "วัคซีนต้านโรค" ที่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันชัดเจนที่สุดครับ 1. สรีรวิทยาของ “ความเหงา” ทำร้ายร่างกายลึกถึงระดับเซลล์ (The Biology of Loneliness) หลายคนมักคิดว่าความเหงาเป็นแค่เรื่องของความรู้สึก แต่ในทางสรีรวิทยา ความเหงาและการแยกตัวออกจากสังคม (Social Isolation) คือภัยคุกคามที่รุนแรงมากครับ เมื่อมนุษย์รู้สึกโดดเดี่ยว สมองส่วนอะมิกดะลา (Amygdala) จะตีความว่านี่คือ "สภาวะอันตราย" และสั่งให้ต่อมหมวกไตหลั่งฮอร์โมนความเครียดอย่าง "คอร์ติซอล (Cortisol)" ออกมาอาบเซลล์ในร่างกายตลอดเวลา งานวิจัยที่รวบรวมข้อมูลจากผู้คนนับแสนรายยืนยันว่า ภาวะโดดเดี่ยวเรื้อรังส่งผลร้ายต่อร่างกายและเพิ่มอัตราการเสียชีวิต เทียบเท่ากับการสูบบุหรี่ถึง 15 มวนต่อวัน! และยังเป็นตัวเร่งให้เกิดภาวะกระบวนการอักเสบระดับเซลล์ (Systemic Inflammation) ซึ่งกดภูมิคุ้มกันให้ต่ำลงครับ (Holt-Lunstad et al., 2015) 2. ออกซิโทซิน (Oxytocin): ฮอร์โมนสายใยครอบครัว เบรกเกอร์ระงับความเครียด แล้วเราจะดับไฟความเครียดนี้ได้อย่างไร? คำตอบอยู่ที่ "ปฏิสัมพันธ์ในครอบครัว" ครับ ในทางจิตประสาทภูมิคุ้มกันวิทยา (Psychoneuroimmunology) ทุกครั้งที่ลูกหลานนั่งทานข้าวร่วมโต๊ะกับคุณพ่อคุณแม่ การได้พูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ การจับมือ หรือการสวมกอด จะกระตุ้นให้สมองหลั่งฮอร์โมนที่ชื่อว่า "ออกซิโทซิน (Oxytocin)" ออกมาครับ ฮอร์โมนตัวนี้มีความมหัศจรรย์มาก เพราะมันเปรียบเสมือน "น้ำเย็น" ที่ไปดับไฟของคอร์ติซอล มันช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจ ลดความดันโลหิต และสร้างความรู้สึกปลอดภัย (Psychological Safety) โครงสร้างครอบครัวที่อบอุ่น จึงทำหน้าที่เป็น "เกราะกันชน (Buffer Effect)" ไม่ให้ความเครียดเข้ามาทำร้ายสุขภาพจิตของผู้สูงอายุได้โดยตรงครับ (Cohen, 2004) 3. การบำบัดข้ามวัย (Intergenerational Interaction): ปุ๋ยชั้นดีต้านสมองเสื่อม การให้คุณปู่คุณย่าได้ใช้เวลาเล่นกับหลานตัวเล็ก ๆ หรือการให้ท่านได้สอนทำอาหาร สอนงานบ้าน หรือสอนทักษะในอดีตให้ลูกหลาน คือหนึ่งในกระบวนการ "กระตุ้นการรู้คิด (Cognitive Stimulation)" ที่ดีที่สุดครับ การที่ผู้สูงอายุต้องพยายามปรับตัวเพื่อสื่อสารกับเด็ก ๆ หรือการได้เล่าเรื่องราวความภูมิใจในอดีตให้คนในครอบครัวฟัง จะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนหน้า (Frontal Lobe) และฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ซึ่งเกี่ยวข้องกับความจำ งานวิจัยระบุชัดเจนว่า ผู้สูงอายุที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมครอบครัวและการเข้าสังคมเป็นประจำ จะมีการสร้างโครงข่ายประสาทสำรอง (Cognitive Reserve) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคสมองเสื่อม (Dementia) ได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับผู้ที่ถูกปล่อยให้อยู่คนเดียวหน้าทีวีครับ (Fratiglioni et al., 2004) ข้อควรระวังทางการแพทย์: แม้ครอบครัวจะดูแลใส่ใจดีเพียงใด แต่หากผู้สูงอายุมีอาการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่รุนแรง เช่น ร้องไห้โดยไม่มีสาเหตุทุกวัน ไม่ยอมทานอาหารจนน้ำหนักลดฮวบฮาบ นอนไม่หลับเรื้อรัง หรือ เริ่มมีการพูดในทำนองว่า "อยากตาย" หรือ "ไม่อยากอยู่เป็นภาระลูกหลาน" ห้ามมองว่าเป็นแค่เรื่องการเรียกร้องความสนใจวัยทอง ห้ามซื้อยานอนหลับหรือยาสมุนไพรมาให้ท่านทานเอง และห้ามทิ้งให้อยู่ตามลำพังเด็ดขาด โปรดตั้งสติ รับฟังท่านด้วยความสบตาและไม่ตัดสิน แล้วรีบโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือนำท่านไปพบจิตแพทย์ในสถานพยาบาล เพื่อรับการประเมินและรักษาด้วยยาควบคู่กับการทำจิตบำบัด ตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมทันทีครับ 🩺 บทสรุปจากหมอธี "ยารักษาใจ" ที่ดีที่สุดในวัยเกษียณ ไม่ได้บรรจุอยู่ในแคปซูลราคาแพงแต่อย่างใดครับ สิ่งที่ท่านต้องการมากที่สุดคือ "เวลาและความใส่ใจ" ของลูกหลาน การชวนท่านคุยเรื่องราวในอดีตที่ท่านเคยภาคภูมิใจ การขอคำปรึกษาเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้ท่านรู้สึกว่าตนเองยังมีประโยชน์ หรือแม้แต่การนั่งทานข้าวด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา คือการเติมเต็ม "คุณค่าในตัวเอง (Self-esteem)" ที่หล่นหายไปในวันเกษียณ ให้กลับมาเต็มเปี่ยมอีกครั้ง ครอบครัวที่เข้มแข็งอบอุ่น คือเกราะกำบังโรคภัยที่ยั่งยืนและงดงามที่สุดสำหรับบั้นปลายชีวิตครับ 💬 ชวนลูกเพจคุย อ่านมาถึงตรงนี้ แฟนเพจลองนึกถึงคุณพ่อคุณแม่ หรือคุณปู่คุณย่าที่บ้านดูนะครับ... ตั้งแต่ท่านเกษียณอายุหรือหยุดทำงานมา มีพฤติกรรมหรืออารมณ์ไหนที่เปลี่ยนไปจนเราสังเกตได้ชัดเจนบ้างไหมครับ? แล้วครอบครัวของแฟนเพจ มี "กิจกรรมกระชับมิตร" อะไรที่ทำร่วมกับผู้ใหญ่ที่บ้านเป็นประจำบ้างครับ? บางบ้านอาจจะชอบชวนกันทำกับข้าว ไปทำบุญ เดินเล่นสวนสาธารณะ หรือบางบ้านคุณตาคุณยายอาจจะรับหน้าที่เป็นติวเตอร์สอนการบ้านหลาน ๆ ลองคอมเมนต์มาแบ่งปันกิจกรรมน่ารัก ๆ แชร์เทคนิคการเอาใจผู้สูงวัย หรือเล่าความประทับใจในครอบครัว ให้หมอและเพื่อน ๆ ในเพจได้อ่านเพื่อนำไปปรับใช้กับคนที่บ้านกันหน่อยนะครับ หมอรออ่านและพร้อมยิ้มไปกับทุกความอบอุ่นของทุกครอบครัวครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ: - Cohen, S. (2004). Social relationships and health. American Psychologist, 59(8), 676-684. - Fratiglioni, L., Paillard-Borg, S., & Winblad, B. (2004). An active and socially integrated lifestyle in late life might protect against dementia. The Lancet Neurology, 3(6), 343-353. - Holt-Lunstad, J., Smith, T. B., Baker, M., Harris, T., & Stephenson, D. (2015). Loneliness and social isolation as risk factors for mortality: a meta-analytic review. Perspectives on Psychological Science, 10(2), 227-237. #หมอธีมีเรื่องเล่า #สุขภาพจิตผู้สูงอายุ #ความสัมพันธ์ในครอบครัว #วัยเกษียณ #โรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุ #สมองเสื่อม #เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ #ฮอร์โมนความสุข #ความเหงา #ออกซิโทซิน #ดูแลผู้สูงอายุ #จิตวิทยาครอบครัว #ดูแลสุขภาพองค์รวม











