Search Results
Search this site
391 results found with an empty search
- ไม่ใช่แค่เรื่องของอาการสั่น... ถอดรหัสวิทยาศาสตร์ “โรคพาร์กินสัน กับการรับมือด้วยความเข้าใจในครอบครัว”
สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน กลับมาพบกับ “หมอธี มีเรื่องเล่า” กันอีกครั้งนะครับ เวลาที่เราพูดถึง “โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Disease)” ภาพจำแรกที่คนส่วนใหญ่นึกถึงคือ ภาพของผู้สูงอายุที่มีอาการ "มือสั่น" ตลอดเวลาใช่ไหมครับ หลายครอบครัวเมื่อทราบว่าคุณพ่อคุณแม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ มักจะพุ่งความสนใจไปที่การหาวิธีหยุดอาการสั่นเพียงอย่างเดียว แต่ในมุมมองของประสาทวิทยา (Neurology) และจิตเวชศาสตร์ อาการมือสั่นเป็นเพียง "ยอดภูเขาน้ำแข็ง" ของโรคนี้เท่านั้นครับ ความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำคือ การต่อสู้กับ "ความอึดอัดทางกายและพายุทางอารมณ์" ที่ผู้ป่วยต้องเผชิญอยู่ทุกนาที วันนี้ หมอจะพาทุกท่านไปถอดรหัสวิทยาศาสตร์ทางสมอง ว่าโรคพาร์กินสันได้เข้าไปขโมยอะไรจากร่างกายของผู้ป่วยไปบ้าง และทำไม "ความเข้าใจจากครอบครัว" จึงเป็นยาวิเศษที่สำคัญไม่แพ้ยาจากโรงพยาบาลครับ 1. สรีรวิทยาของสมอง: เมื่อโรงงาน "โดพามีน" ปิดตัวลง โรคพาร์กินสัน เกิดจากความเสื่อมของเซลล์สมองบริเวณที่เรียกว่า Substantia Nigra ซึ่งทำหน้าที่เป็นโรงงานผลิตสารสื่อประสาท "โดพามีน (Dopamine)" ครับ โดพามีนมีหน้าที่สำคัญในการสั่งการและควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อให้ราบรื่น เมื่อโดพามีนลดลงอย่างมาก ร่างกายจึงสูญเสียการควบคุม ส่งผลให้เกิดอาการหลัก 4 ประการ คือ - สั่น (Tremor): มักสั่นขณะพัก ไม่ได้ตั้งใจขยับ - เกร็ง (Rigidity): กล้ามเนื้อแข็งตึง ปวดเมื่อยตามตัว - เคลื่อนไหวช้า (Bradykinesia): ทำอะไรก็เชื่องช้าไปหมด ก้าวขาไม่ออก คล้ายติดกาวที่พื้น - ทรงตัวผิดปกติ (Postural Instability): เสียสมดุลและเสี่ยงต่อการหกล้มง่าย (Poewe et al., 2017) 2. ภัยเงียบที่มองไม่เห็น: “อาการที่ไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว (Non-Motor Symptoms)” นี่คือส่วนที่ลูกหลานมักไม่ค่อยเข้าใจและเผลอหงุดหงิดใส่ผู้ป่วยครับ แฟนเพจทราบไหมครับว่า การขาดโดพามีนไม่ได้ทำให้แค่ร่างกายช้าลง แต่มันทำให้ "อารมณ์และความรู้สึก" พังทลายลงด้วย ผู้ป่วยพาร์กินสันกว่าครึ่ง ต้องเผชิญกับ "โรคซึมเศร้าและความวิตกกังวล" ซึ่งเป็นผลมาจากสารเคมีในสมองที่ผิดปกติ ไม่ใช่แค่ความเครียดที่ป่วย นอกจากนี้ท่านมักจะมีอาการ ท้องผูกรุนแรง จมูกไม่ได้กลิ่น นอนละเมอรุนแรง (REM sleep behavior disorder) และปัสสาวะบ่อยกลางดึก อาการเหล่านี้บั่นทอนคุณภาพชีวิตอย่างหนัก ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกท้อแท้ หดหู่ และไม่อยากเข้าสังคมครับ (Schapira et al., 2017) 3. การรับมือด้วย "เวชศาสตร์ครอบครัว": ยาใจที่หมอสั่งจ่ายไม่ได้ เมื่อโรคนี้ค่อย ๆ ขโมยความสามารถในการควบคุมร่างกายไป การดูแลที่ดีที่สุดคือการคืน "ความรู้สึกมีคุณค่า (Self-esteem)" ให้กับท่านครับ - อย่าเร่งเร้า: คำว่า "ทำไมทำอะไรช้าจัง รีบ ๆ หน่อย" คือคำต้องห้ามครับ! สมองของท่านสั่งงานช้าลง การไปเร่งจะยิ่งทำให้ท่านเครียดและเกิดอาการ "ก้าวขาไม่ออก (Freezing of gait)" กะทันหัน ครอบครัวต้องปรับจังหวะชีวิตให้ช้าลงตามท่านครับ - บ้านอารยสถาปัตย์ (Universal Design): จัดเก้าอี้ที่มีพนักพิงและที่วางแขนให้ลุกง่าย ปรับพื้นบ้านให้เรียบเพื่อกันสะดุด และใช้ช้อนส้อมที่มีด้ามจับใหญ่ขึ้นเพื่อให้ท่านยังคงทานอาหารเองได้ (Empowerment) - ดนตรีและการเคลื่อนไหว (Music Therapy & Exercise): งานวิจัยพบว่า การฟังเพลงที่มีจังหวะสม่ำเสมอ หรือการฝึกเต้นรำ (เช่น แทงโก้) จะช่วยกระตุ้นให้ผู้ป่วยพาร์กินสันก้าวเดินได้เป็นจังหวะดีขึ้น และช่วยลดความซึมเศร้าได้อย่างน่าทึ่งครับ (Hackney & Earhart, 2009) ผู้ป่วยพาร์กินสันที่กำลังรับประทานยา (เช่น Levodopa) ห้ามหยุดยา ห้ามปรับขนาดยา หรือเปลี่ยนเวลาทานยาเองโดยเด็ดขาด (การลืมทานยาหรือขาดยา อาจทำให้ร่างกายแข็งเกร็งจนขยับไม่ได้ หรือมีไข้สูงอันตรายถึงชีวิตได้) และ ห้ามนำยาสมุนไพรต้ม ยาลูกกลอน หรืออาหารเสริมที่ไม่ทราบแหล่งที่มา มารับประทานร่วมกับยาประจำตัว (เพราะอาจเกิดยาตีกันและลดประสิทธิภาพของยาพาร์กินสัน) หากสังเกตว่าผู้ป่วยมีอาการสั่นรุนแรงขึ้น หกล้มบ่อย กลืนอาหารลำบากสำลักบ่อย หรือมีอาการซึมเศร้า เห็นภาพหลอน โปรดนำท่านไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรกรรมระบบประสาท (Neurologist) ในสถานพยาบาล เพื่อรับการปรับยาและรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมอย่างถูกต้องครับ 🩺 บทสรุปจากหมอธี "โรคพาร์กินสัน" ไม่ใช่จุดจบของชีวิตครับ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้วิถีชีวิตใหม่ แม้เราจะหยุดยั้งความเสื่อมของสมองไม่ได้ แต่เราสามารถชะลอและออกแบบการใช้ชีวิตที่เหลือให้มีความสุขได้ ยาจากโรงพยาบาลช่วยเติมโดพามีนให้ร่างกายขยับได้ แต่ความเข้าใจ ความใจเย็น และอ้อมกอดจากลูกหลาน คือยาที่ช่วยเติมเต็มความหวังและประคับประคองจิตใจให้ท่านก้าวเดินต่อไปได้อย่างอบอุ่นและมีศักดิ์ศรีที่สุดครับ 💬 ชวนลูกเพจคุย อ่านมาถึงตรงนี้ แฟนเพจลองสะท้อนเรื่องราวของคุณพ่อคุณแม่ หรือญาติผู้ใหญ่รอบตัวดูนะครับ... มีครอบครัวไหนที่กำลังดูแลผู้ป่วย "โรคพาร์กินสัน" อยู่บ้างไหมครับ? ช่วงแรกที่ทราบว่าท่านป่วย สภาพจิตใจของคุณพ่อคุณแม่และคนในครอบครัวเป็นอย่างไรกันบ้างครับ? แล้วเวลาที่ท่านทำอะไรช้าลง หรือเกิดอาการหงุดหงิดซึมเศร้า ลูกหลานมี "เทคนิคฮีลใจ" หรือวิธีปรับตัวในบ้านอย่างไรให้ท่านอารมณ์ดีขึ้นบ้าง? (เช่น การเปิดเพลงจังหวะสนุก ๆ ให้ท่านเดินตาม หรือการดัดแปลงช้อนส้อมให้ท่านทานข้าวได้เอง) ลองคอมเมนต์มาแบ่งปันประสบการณ์ เล่าเป็นวิทยาทาน หรือส่งกำลังใจให้ผู้ดูแล (Caregiver) ในครอบครัวอื่น ๆ ที่กำลังสู้กับโรคนี้กันหน่อยนะครับ หมอรออ่านและพร้อมเป็นกำลังใจโอบกอดทุกครอบครัวครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ: - Hackney, M. E., & Earhart, G. M. (2009). Effects of dance on movement control in Parkinson's disease: a comparison of Argentine tango and American ballroom. Journal of Rehabilitation Medicine, 90(3), 484-489. - Poewe, W., Seppi, K., Tanner, C. M., Halliday, G. M., Brundin, P., Volkmann, J., ... & Lang, A. E. (2017). Parkinson disease. Nature Reviews Disease Primers, 3(1), 1-21. - Schapira, A. H., Chaudhuri, K. R., & Jenner, P. (2017). Non-motor features of Parkinson disease. Nature Reviews Neuroscience, 18(7), 435-450. #หมอธีมีเรื่องเล่า #โรคพาร์กินสัน #ParkinsonDisease #ผู้ป่วยพาร์กินสัน #มือสั่น #ประสาทวิทยา #โดพามีน #โรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุ #อาการไม่เคลื่อนไหว #เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ #ดูแลผู้ป่วยที่บ้าน #ดูแลสุขภาพองค์รวม
- สกัดกั้นความทรงจำลบเลือน... ถอดรหัสวิทยาศาสตร์ “กิจกรรมบริหารสมอง ชะลอภาวะสมองเสื่อม”
สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน กลับมาพบกับ “หมอธี มีเรื่องเล่า” กันอีกครั้งนะครับ เวลาที่เราพูดถึงเรื่อง "โรคสมองเสื่อม (Dementia)" หรืออัลไซเมอร์ แฟนเพจหลายท่านมักจะกังวลและเข้ามาปรึกษาหมอว่า “คุณหมอคะ พออายุมากขึ้น เริ่มหลงลืมบ่อย มียาอะไรบำรุงสมองให้ความจำดี ๆ ไม่ให้เป็นอัลไซเมอร์ไหมคะ?” ในมุมมองของประสาทวิทยา (Neurology) หมอต้องบอกตามตรงว่า ปัจจุบันยังไม่มียาตัวไหนในโลกที่ป้องกันโรคสมองเสื่อมได้อย่างสมบูรณ์แบบครับ แต่ข่าวดีคือ สมองของเรามีความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งที่เรียกว่า "Neuroplasticity" หรือ "ความยืดหยุ่นของระบบประสาท" ซึ่งหมายความว่า สมองของเราสามารถสร้างวงจรเส้นประสาทใหม่ ๆ ได้ตลอดชีวิต หากเราป้อน "สิ่งเร้า" ที่ถูกต้องให้มันครับ ในวงการเวชศาสตร์ป้องกัน (Preventive Medicine) เราพบว่า วิธีการต้านสมองเสื่อมที่ทรงพลังคือ "การบริหารสมอง (Cognitive Training)" อย่างสม่ำเสมอ วันนี้หมอจะพาทุกท่านไปถอดรหัสวิทยาศาสตร์ว่า กิจกรรมแบบไหนที่กระตุ้นเซลล์สมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยชะลอการเกิดภาวะสมองเสื่อมได้อย่างเห็นผลครับ 1. สรีรวิทยาของการสร้าง "ทุนสำรองสมอง" (Cognitive Reserve) ทำไมบางคนมีพยาธิสภาพของโรคอัลไซเมอร์ในสมอง (มีโปรตีนพิษเกาะ) แต่กลับไม่มีอาการหลงลืมเลย? คำตอบคือคนกลุ่มนี้มีสิ่งที่เรียกว่า "ทุนสำรองสมอง (Cognitive Reserve)" สูงครับ เปรียบเสมือนเรามีถนนหลายสายในการเดินทางไปเป้าหมาย หากถนนสายหลัก (เซลล์สมอง) ถูกพยาธิสภาพทำลาย คนที่มีทุนสำรองสูง จะสามารถใช้ทางเบี่ยง (เส้นประสาทวงจรอื่น) มาชดเชยการทำงานได้ ทำให้ความจำยังคงดีอยู่ งานวิจัยยืนยันว่า การทำกิจกรรมที่ต้อง "ใช้ความคิดที่ซับซ้อนและท้าทาย" จะช่วยกระตุ้นการสร้างจุดเชื่อมต่อประสาท (Synapses) เพิ่มขึ้น เป็นการสะสมทุนสำรองไว้ใช้ในยามแก่ชราครับ (Stern, 2012) 2. กิจกรรมแบบไหนถึงเรียกว่า "ฝึกสมอง"? (Novelty & Complexity) หลายคนบอกหมอว่า “หนูบริหารสมองทุกวันเลยค่ะหมอ เล่นเกมจับคู่ผลไม้ในมือถือวันละ 2 ชั่วโมง” ในทางวิทยาศาสตร์ การทำอะไรซ้ำ ๆ เดิม ๆ จนเกิดความชำนาญ สมองจะปรับเข้าสู่โหมด "อัตโนมัติ (Autopilot)" ซึ่งใช้พลังงานน้อยมาก และ "ไม่ได้กระตุ้นการสร้างวงจรประสาทใหม่" ครับ! กิจกรรมบริหารสมองที่ดี ต้องประกอบด้วย 2 องค์ประกอบ คือ "ความแปลกใหม่ (Novelty)" และ "ความซับซ้อน (Complexity)" ครับ เทคนิคจากหมอ: แนะนำกิจกรรมที่ต้องใช้ทักษะใหม่ ๆ เช่น การเรียนรู้ภาษาที่ 3, การหัดเล่นดนตรีชิ้นใหม่, การเรียนรู้งานฝีมือที่ไม่เคยทำมาก่อน (เช่น ถักนิตติ้ง วาดภาพสีน้ำ) หรือง่ายที่สุดคือ "การเปลี่ยนเส้นทางกลับบ้าน" หรือ "การใช้มือข้างที่ไม่ถนัดแปรงฟัน" สิ่งเหล่านี้จะบีบให้สมองต้องตื่นตัว ประมวลผลใหม่ และสร้างแขนงประสาทใหม่ตลอดเวลาครับ (Park et al., 2014) 3. "การเคลื่อนไหวและการเข้าสังคม" จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายของสมอง สุดยอดการบริหารสมอง ไม่ได้เกิดจากการนั่งโต๊ะทำแบบฝึกหัดอย่างเดียวนะครับ! แต่คือ "การออกกำลังกายที่ต้องใช้การประสานงานของร่างกาย (Motor Coordination)" เช่น การเต้นรำ รำไทเก๊ก หรือการเต้นแอโรบิก กิจกรรมเหล่านี้ต้องใช้ความจำ (จำสเตปการเต้น) ใช้การทรงตัว และมักจะทำร่วมกับผู้อื่น (Social Interaction) การปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นจะกระตุ้นสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) อย่างรุนแรง งานวิจัยระดับการวิเคราะห์อภิมาน (Meta-analysis) ยืนยันว่า การออกกำลังกายควบคู่ไปกับการเข้าสังคม เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในการชะลอความเสื่อมของระบบความรู้ความเข้าใจ (Cognitive function) ในผู้สูงอายุครับ (Groot et al., 2015) ภาวะหลงลืมในผู้สูงอายุ อาจมีสาเหตุมาจากโรคทางกายที่ซ่อนอยู่ (เช่น ภาวะไทรอยด์ต่ำ ขาดวิตามินบี 12 ภาวะซึมเศร้า หรือมีเลือดออกคั่งในสมอง) หากท่านสังเกตว่าผู้สูงอายุในบ้านมีอาการ หลงลืมเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ถามซ้ำ ๆ หลงทิศทางในสถานที่คุ้นเคย หรือพฤติกรรมอารมณ์ก้าวร้าวเปลี่ยนไปจากเดิม ห้ามด่วนสรุปไปเอง ห้ามซื้อยาบำรุงสมองมารับประทานเพื่อรอดูอาการเด็ดขาด โปรดพาท่านไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรกรรมประสาทวิทยา (Neurologist) หรือแพทย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ในสถานพยาบาล เพื่อรับการตรวจประเมินความจำ สแกนสมอง และรับการวินิจฉัยรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมโดยเร็วที่สุดครับ 🩺 บทสรุปจากหมอธี "สมอง" ของมนุษย์เราก็เหมือน "มีด" ครับ ยิ่งใช้ ยิ่งลับ ก็จะยิ่งคม การปล่อยให้สมองของผู้สูงอายุว่างเปล่า นั่งเหม่อลอยอยู่หน้าทีวีทั้งวัน คือการปล่อยให้มีดเกิดสนิมและทื่อลงไปตามกาลเวลา การชวนคุณพ่อคุณแม่มาเล่นเกมกระดานด้วยกัน พาไปพบปะเพื่อนฝูง สอนท่านใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ หรือแม้แต่การชวนคุยถกเถียงประเด็นข่าวสารในบ้าน ล้วนเป็นการลับสมอง (Cognitive Training) ที่ทรงพลังและเต็มไปด้วยความรัก ซึ่งจะช่วยชะลอความเสื่อม และรักษาความทรงจำที่มีค่าให้อยู่กับคนที่เรารักไปอีกนานแสนนานครับ 💬 ชวนลูกเพจคุย อ่านมาถึงตรงนี้ แฟนเพจลองสะท้อนถึงกิจวัตรประจำวันของคุณพ่อคุณแม่ หรือคุณปู่คุณย่าที่บ้านดูนะครับ... ปกติแล้วในแต่ละวัน ท่านใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับกิจกรรมอะไรบ้างครับ? (เช่น นั่งดูทีวี ปลูกต้นไม้ หรือไปรำกระบี่กระบองที่สวนสาธารณะ) แล้วครอบครัวของแฟนเพจ มี "เทคนิคบริหารสมอง" หรือ "กิจกรรมกระชับมิตร" อะไรที่มักจะชวนผู้ใหญ่ในบ้านทำร่วมกันบ้างไหมครับ? บางบ้านอาจจะชอบชวนคุณตาเล่นหมากรุกจีน บางบ้านอาจจะสอนคุณยายเล่นแอปพลิเคชันส่งรูปสวัสดียามเช้า หรือให้ท่านช่วยคิดสูตรทำกับข้าวเมนูใหม่ ๆ ลองคอมเมนต์มาแบ่งปันไอเดียกิจกรรม แชร์ประสบการณ์น่ารัก ๆ ให้หมอและเพื่อน ๆ ในเพจได้อ่านเป็นแรงบันดาลใจในการดูแลผู้สูงวัยที่บ้านกันหน่อยนะครับ หมอรออ่านและพร้อมให้คำแนะนำกับทุกท่านครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ: - Erickson, K. I., Voss, M. W., Prakash, R. S., Basak, C., Szabo, A., Chaddock, L., ... & Kramer, A. F. (2011). Exercise training increases size of hippocampus and improves memory. Proceedings of the National Academy of Sciences, 108(7), 3017-3022. - Groot, C., Hooghiemstra, A. M., Raijmakers, P. G., van Goor, J. M., Scherder, E. J., ... & Ossenkoppele, R. (2015). The effect of physical activity on cognitive function in patients with dementia: A meta-analysis of randomized control trials. Ageing Research Reviews, 25, 13-23. - Park, D. C., Lodi-Smith, J., Drew, L., Haber, S., Hebrank, A., Bischof, G. N., & Aamodt, W. (2014). The impact of sustained engagement on cognitive function in older adults: the Synapse Project. Psychological Science, 25(1), 103-112. - Stern, Y. (2012). Cognitive reserve in ageing and Alzheimer's disease. The Lancet Neurology, 11(10), 1006-1012. #หมอธีมีเรื่องเล่า #บริหารสมอง #ชะลอสมองเสื่อม #อัลไซเมอร์ #Dementia #ความจำเสื่อม #CognitiveReserve #CognitiveTraining #เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ #กิจกรรมผู้สูงอายุ #ประสาทวิทยา #ดูแลผู้สูงอายุ #สังคมสูงวัย #ดูแลสุขภาพองค์รวม
- แค่ลืมหรือโรคร้าย... ถอดรหัสวิทยาศาสตร์ “อัลไซเมอร์กับหลงลืมตามวัย ต่างกันอย่างไร?”
สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน กลับมาพบกับ “หมอธี มีเรื่องเล่า” กันอีกครั้งนะครับ แฟนเพจเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ไหมครับ... คุณพ่อคุณแม่วัยเกษียณที่บ้านเริ่มบ่นว่าจำชื่อเพื่อนเก่าไม่ได้ เดินไปเปิดตู้เย็นแล้วก็ลืมว่าจะหยิบอะไร หรือบางทีก็วางแว่นตาผิดที่ผิดทางหาไม่เจอ พอเห็นอาการแบบนี้ ลูกหลานก็เริ่มหน้าเสียและเกิดความกังวลใจ รีบจับผิดทุกพฤติกรรมเพราะกลัวว่าท่านจะเป็น "โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer's Disease)" ในมุมมองของประสาทวิทยา (Neurology) และเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ (Geriatric Medicine) หมออยากอธิบายให้สบายใจก่อนครับว่า "สมองมนุษย์ไม่ใช่คอมพิวเตอร์" เมื่ออายุมากขึ้น เซลล์สมองย่อมมีการเสื่อมถอยตามธรรมชาติ ทำให้ความเร็วในการประมวลผล (Processing speed) ช้าลง การลืมเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จึงเป็นเรื่องปกติของวัยชรา แต่จุดตัดที่สำคัญที่แยกความชราออกจาก "พยาธิสภาพของโรค" อยู่ตรงไหน? วันนี้หมอจะพาทุกท่านไปถอดรหัสวิทยาศาสตร์ทางสมอง เพื่อให้ลูกหลานสังเกตได้ว่า แบบไหนคือการลืมตามวัย และแบบไหนคือสัญญาณเตือนของอัลไซเมอร์ที่ต้องรีบพาไปพบแพทย์ครับ 1. สรีรวิทยาของความจำ: “ลืมชั่วคราว” VS “ลบข้อมูลทิ้งอย่างถาวร” กระบวนการจำของสมองมี 3 ขั้นตอนครับ คือ รับข้อมูล เก็บข้อมูล และดึงข้อมูลมาใช้ (Retrieval) - การหลงลืมตามวัย (Normal Aging): มักเกิดจากปัญหา "การดึงข้อมูลมาใช้ช้าลง" ครับ เช่น ท่านอาจจะนึกชื่อเพื่อนไม่ออกในตอนนั้น แต่พอผ่านไปสักพัก หรือมีคนพูดใบ้ให้ฟัง ท่านก็ร้องอ๋อและนึกออกได้ทันที เพราะข้อมูลยังถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัยในฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ครับ - โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer's Disease): ในทางชีววิทยา โรคนี้เกิดจากความผิดปกติของโปรตีนพิษที่ชื่อว่า "เบตา-อะไมลอยด์ (Beta-amyloid)" และ "ทาว (Tau)" ที่ไปเกาะทำลายเซลล์สมองส่วนฮิปโปแคมปัส ทำให้สมอง "สูญเสียความสามารถในการบันทึกข้อมูลใหม่" อย่างสิ้นเชิงครับ! อาการที่สังเกตได้ชัดเจนคือ ท่านจะถามคำถามเดิมซ้ำ ๆ ภายในเวลาไม่กี่นาที และแม้ว่าจะมีคนอธิบายซ้ำ ท่านก็ไม่สามารถจดจำได้เลย เพราะข้อมูลนั้นถูกลบทิ้งไปตั้งแต่แรกแล้วครับ (Sperling et al., 2011) 2. ทักษะการแก้ปัญหา: “ทำผิดบ้าง” VS “ทำไม่เป็นเลย” สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ทำหน้าที่ควบคุมการตัดสินใจและการทำกิจวัตรประจำวันที่ซับซ้อน (Executive Function) - การหลงลืมตามวัย: ผู้สูงอายุอาจจะคำนวณเงินทอนผิดพลาดบ้าง หรือกดรีโมตทีวีผิดปุ่มในบางครั้ง แต่ท่านยังคงสามารถจัดการกิจวัตรส่วนตัว ขับรถไปตลาด หรือทำอาหารเมนูโปรดได้ตามปกติครับ - โรคอัลไซเมอร์: ผู้ป่วยจะสูญเสียความสามารถในการวางแผนหรือแก้ปัญหาพื้นฐานอย่างสิ้นเชิงครับ เช่น ท่านอาจจะจำไม่ได้ว่าต้องติดกระดุมเสื้ออย่างไร ลืมสูตรทำอาหารที่เคยทำมาทั้งชีวิต หรือเอาของไปเก็บในที่แปลกประหลาดมาก ๆ (เช่น เอารีโมตทีวีไปแช่ในตู้เย็น) และไม่รู้ตัวว่าตนเองทำผิดพลาดครับ (McKhann et al., 2011) 3. การรับรู้เวลาและสถานที่: “ลืมวันลืมคืน” VS “หลงทางในบ้านตัวเอง” - การหลงลืมตามวัย: เป็นเรื่องปกติมากครับที่ผู้สูงอายุที่อยู่บ้านเฉย ๆ จะลืมว่าวันนี้วันอังคารหรือวันพุธ แต่พอไปดูปฏิทินท่านก็จะเข้าใจและกลับมาจำได้ปกติ - โรคอัลไซเมอร์: ผู้ป่วยจะสูญเสียการรับรู้เรื่องเวลา (Time Disorientation) และพื้นที่ (Spatial Disorientation) อย่างรุนแรงครับ ท่านอาจจะตื่นมาตอนตี 2 แล้วแต่งตัวจะไปทำงาน หรือที่อันตรายที่สุดคือ "การหลงทางในสถานที่ที่คุ้นเคย" เช่น ขับรถไปตลาดหน้าปากซอยแล้วจำทางกลับบ้านไม่ได้ หรือแม้กระทั่งเดินหลงทางหาห้องน้ำในบ้านของตัวเองไม่เจอ อาการนี้คือสัญญาณธงแดง (Red Flag) ที่ต้องรีบพามาพบแพทย์ทันทีครับ! ภาวะหลงลืมหรือสับสนในผู้สูงอายุ อาจไม่ใช่โรคอัลไซเมอร์เสมอไป แต่อาจเกิดจาก "สาเหตุที่แก้ไขได้ (Reversible causes)" เช่น ภาวะขาดวิตามินบี 12 ภาวะไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ภาวะซึมเศร้า หรือเลือดออกในสมองจากการล้มเบา ๆ หากท่านสงสัยว่าผู้สูงอายุในบ้านมีอาการเข้าข่ายอัลไซเมอร์ ห้ามชะล่าใจ ห้ามด่วนสรุปเอง และห้ามซื้อยาบำรุงสมองมารับประทานเองเพื่อรอดูอาการเด็ดขาด โปรดพาท่านไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรกรรมประสาทวิทยา (Neurologist) หรือแพทย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ในสถานพยาบาล เพื่อรับการตรวจประเมินความจำ (Cognitive test) สแกนสมอง และรับการรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมโดยเร็วที่สุดครับ 🩺 บทสรุปจากหมอธี "ความหลงลืม" เป็นธรรมชาติของการเดินทางผ่านกาลเวลาครับ การลืมกุญแจรถ หรือลืมชื่อคนรู้จัก ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย แต่เมื่อใดที่ความหลงลืมนั้น "ก้าวล่วงเข้ามาขัดขวางการใช้ชีวิตประจำวัน" จนท่านไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ นั่นคือจุดที่เราต้องตระหนักว่านี่ไม่ใช่ความแก่ชรา แต่คือความเจ็บป่วย การมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง จะช่วยให้ลูกหลานไม่หงุดหงิดใส่ท่าน และสามารถพาท่านเข้าสู่กระบวนการคัดกรองและชะลอโรคได้ทันเวลา มอบโอกาสให้ครอบครัวได้เตรียมความพร้อมและดูแลท่านอย่างเข้าใจในทุกความทรงจำที่เหลืออยู่ครับ 💬 ชวนลูกเพจคุย อ่านมาถึงตรงนี้ แฟนเพจลองทบทวนพฤติกรรมของคุณพ่อคุณแม่ หรือผู้สูงอายุที่บ้านดูนะครับ... มีวีรกรรมการ "หลงลืม" อะไรของท่านที่มักจะสร้างรอยยิ้ม หรือทำให้ลูกหลานต้องปวดหัวเบา ๆ บ้างไหมครับ? (เช่น การซื้อของชิ้นเดิมซ้ำ ๆ เข้าบ้านเพราะลืมว่ามีอยู่แล้ว หรือการซ่อนเงินไว้แล้วหาไม่เจอ ฮ่า ๆ) แล้วเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ครอบครัวของแฟนเพจมีวิธีตอบสนองหรือเทคนิคช่วยเหลือความจำของท่านอย่างไรบ้างครับ? (บางบ้านใช้วิธีแปะโพสต์อิทใบใหญ่ ๆ ไว้หน้าตู้เย็น หรือจดเบอร์โทรศัพท์คล้องคอไว้ให้) ลองคอมเมนต์มาแบ่งปันประสบการณ์ เล่าสู่กันฟัง หรือสอบถามข้อสงสัยเพิ่มเติม ให้หมอและเพื่อน ๆ ในเพจได้อ่านเป็นแนวทางในการดูแลผู้สูงอายุด้วยความเข้าใจกันหน่อยนะครับ หมอรออ่านและพร้อมชื่นชมในความรักของทุกครอบครัวครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ: - McKhann, G. M., Knopman, D. S., Chertkow, H., Hyman, B. T., Jack Jr, C. R., Kawas, C. H., ... & Phelps, C. H. (2011). The diagnosis of dementia due to Alzheimer's disease: recommendations from the National Institute on Aging-Alzheimer's Association workgroups on diagnostic guidelines for Alzheimer's disease. Alzheimer's & Dementia, 7(3), 263-269. - Sperling, R. A., Aisen, P. S., Beckett, L. A., Bennett, D. A., Craft, S., Fagan, A. M., ... & Park, D. C. (2011). Toward defining the preclinical stages of Alzheimer's disease: recommendations from the National Institute on Aging-Alzheimer's Association workgroups on diagnostic guidelines for Alzheimer's disease. Alzheimer's & Dementia, 7(3), 280-292. #หมอธีมีเรื่องเล่า #โรคอัลไซเมอร์ #หลงลืมตามวัย #สมองเสื่อม #Dementia #ความจำเสื่อม #เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ #ผู้สูงอายุหลงลืม #ประสาทวิทยา #ความรู้ทางการแพทย์ #สังคมสูงวัย #ดูแลสุขภาพองค์รวม
- ยามค่ำคืน... “ทำไมผู้สูงอายุถึงมีปัญหาการนอนหลับและตื่นกลางดึกบ่อย?”
สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน กลับมาพบกับ “หมอธี มีเรื่องเล่า” กันอีกครั้งนะครับ แฟนเพจเคยเจอปัญหาคลาสสิกของวัยเก๋าที่บ้านแบบนี้ไหมครับ... คุณพ่อคุณแม่มักจะตื่นตั้งแต่ตี 3 ตี 4 แล้วก็นอนต่อไม่หลับ พอตกกลางวันก็มักจะนั่งสัปหงกอยู่หน้าทีวี หรือบางคืนก็ตื่นมาเข้าห้องน้ำ 3-4 รอบจนรบกวนการพักผ่อนของลูกหลานไปด้วย ในทางการแพทย์ หมอมักจะได้ยินประโยคฮิตที่ว่า "คนแก่แล้วก็ใช้นอนน้อยแบบนี้แหละหมอ เป็นเรื่องธรรมดา" ซึ่งในทางการแพทย์ คำกล่าวนี้ "เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนครับ" จริงอยู่ที่รูปแบบและโครงสร้างการนอนของเราเปลี่ยนไปตามวัย แต่ "ความต้องการ" ในการพักผ่อนของสมองผู้สูงอายุ ไม่ได้ลดน้อยลงไปกว่าวัยทำงานเลยครับ ท่านยังคงต้องการการนอนหลับที่มีคุณภาพ วันนี้หมอจะพาทุกท่านไปถอดรหัสวิทยาศาสตร์ทางสมองและสรีรวิทยา ว่าทำไมเมื่ออายุมากขึ้น "การนอนให้สนิท" ถึงกลายเป็นภารกิจที่ยากแสนยาก และเราจะมีวิธีรับมืออย่างไรครับ 1. สรีรวิทยาของนาฬิกาชีวิต: เมื่อสมองสั่งให้ "เข้านอนเร็วและตื่นเช้า" (Advanced Sleep Phase) ร่างกายมนุษย์เรามี "นาฬิกาชีวภาพ (Circadian Rhythm)" ซ่อนอยู่ในสมองส่วนไฮโปทาลามัสครับ นาฬิกาเรือนนี้จะทำงานสอดคล้องกับฮอร์โมนแห่งความง่วงที่ชื่อว่า "เมลาโทนิน (Melatonin)" เมื่อเราอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป การทำงานของต่อมไพเนียลที่ผลิตเมลาโทนินจะเสื่อมถอยลง ทำให้ระดับฮอร์โมนในเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญคือ นาฬิกาชีวภาพของผู้สูงอายุจะเกิดภาวะที่ "เลื่อนเวลาให้เร็วขึ้น (Advanced Sleep Phase)" ทำให้ท่านมักจะรู้สึกง่วงนอนตั้งแต่หัวค่ำ (เช่น 1 ทุ่ม หรือ 2 ทุ่ม) และเมื่อท่านนอนเร็ว ก็ย่อมตื่นเร็วเป็นธรรมดา (เช่น ตี 3 หรือ ตี 4) กลไกนี้เป็นสรีรวิทยาตามธรรมชาติ ไม่ใช่โรคนอนไม่หลับครับ แต่เป็นสิ่งที่ลูกหลานต้องเข้าใจและปรับตัวให้สอดคล้องกัน (Mander et al., 2017) 2. คุณภาพการนอนที่หายไป: การหลับตื้นที่ทำให้ "ตื่นไวต่อสิ่งเร้า" (Sleep Architecture Changes) วงจรการนอนหลับของมนุษย์ประกอบด้วยการหลับตื้น หลับลึก และหลับฝัน (REM Sleep) ครับ ความน่ากังวลในผู้สูงอายุคือ สัดส่วนของ "การนอนหลับลึก (Slow-Wave Sleep)" ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สมองล้างสารพิษและร่างกายซ่อมแซมตัวเอง จะลดลงอย่างมาก ผู้สูงอายุจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับ "การหลับตื้น" ทำให้เกณฑ์การตื่นตัว (Arousal Threshold) ต่ำลงมาก เพียงแค่มีเสียงกุกกักเล็กน้อย เสียงหมาเห่า หรืออุณหภูมิห้องเปลี่ยน ท่านก็จะสะดุ้งตื่นทันที และเมื่อตื่นแล้ว ด้วยระดับเมลาโทนินที่ต่ำ ก็จะทำให้กลับไปนอนหลับต่อได้ยากมากครับ (Gulia & Kumar, 2018) 3. ปัญหาทางกายที่ซ่อนเร้น: เมื่อร่างกายปลุกให้ตื่น (Medical & Nocturia) ปัญหาการตื่นกลางดึกของผู้สูงอายุ กว่าครึ่งไม่ได้เกิดจากสมองครับ แต่เกิดจาก "โรคประจำตัว" ที่ท่านเป็นอยู่: - ภาวะปัสสาวะบ่อยกลางคืน (Nocturia): เกิดจากกล้ามเนื้อหูรูดกระเพาะปัสสาวะอ่อนแรง หรือในผู้ชายคือ "โรคต่อมลูกหมากโต (BPH)" ที่ไปกดทับท่อปัสสาวะ ทำให้ท่านต้องลุกมาเข้าห้องน้ำคืนละหลายรอบ - โรคข้ออักเสบและปวดเรื้อรัง: อาการปวดข้อเข่า หรือปวดหลัง จะรบกวนคลื่นสมอง ทำให้วงจรการหลับขาดตอน - ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA): การกรนเสียงดังแล้วเงียบหายไป จะทำให้สมองขาดออกซิเจน ร่างกายจึงต้องสั่งให้ "สะดุ้งตื่น" เพื่อฮุบอากาศ ซึ่งภาวะนี้อันตรายมากเพราะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองครับ (Foley et al., 2004) ลูกหลาน "ห้ามนำยานอนหลับของตนเอง" หรือยาที่เหลือจากการรักษาของคนอื่น ไปให้ผู้สูงอายุรับประทานเองโดยเด็ดขาด! และห้ามซื้อยาแก้แพ้มากินเพื่อให้ง่วง สรีรวิทยาการกำจัดยาของตับและไตในผู้สูงอายุเสื่อมลงตามวัย การให้ยานอนหลับโดยพลการอาจทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะสับสนเฉียบพลัน (Delirium) กดการหายใจ หรือมีอาการง่วงซึมตอนเช้าจนเดินเซหกล้มกระดูกสะโพกหักได้ หากผู้ป่วยมีปัญหานอนไม่หลับเรื้อรัง กรนดังผิดปกติ หรือปัสสาวะกลางคืนบ่อยจนอ่อนเพลีย โปรดนำท่านไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การนอนหลับ (Sleep Medicine) หรืออายุรแพทย์ ในสถานพยาบาล เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุ และรับการรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมอย่างถูกต้องครับ 🩺 บทสรุปจากหมอธี "การนอนหลับ" ของวัยเก๋า คือกระดานเตือนภัยที่สะท้อนสุขภาพโดยรวมครับ แม้ว่านาฬิกาชีวิตของท่านจะเปลี่ยนไป แต่ลูกหลานสามารถช่วยจัด "สุขอนามัยการนอน (Sleep Hygiene)" ให้ท่านได้ เช่น การพาท่านไปเดินรับแสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าเพื่อรีเซตนาฬิกาสมอง การห้ามไม่ให้ท่านงีบหลับกลางวันนานเกิน 30 นาที และการงดดื่มน้ำปริมาณมากก่อนนอน 2 ชั่วโมงเพื่อลดการตื่นมาปัสสาวะ การปรับพฤติกรรมอย่างเข้าใจควบคู่ไปกับการรักษาโรคประจำตัวให้คงที่ คือยาขนานเอกที่จะช่วยให้คนที่เรารักได้หลับสนิท และตื่นขึ้นมาด้วยความสดใสในทุก ๆ วันครับ 💬 ชวนลูกเพจคุย อ่านมาถึงตรงนี้ แฟนเพจลองนึกถึงพฤติกรรมการนอนของคุณพ่อคุณแม่ หรือญาติผู้ใหญ่ที่บ้านดูนะครับ... ปกติแล้วท่านมักจะเข้านอนและตื่นนอนกันตอนกี่โมงครับ? (ที่บ้านใครมีสมาคมตื่นตี 3 มาทำกับข้าวบ้างไหมครับ ฮ่า ๆ) แล้วมีใครเคยเจอปัญหา "ผู้สูงอายุนอนกลางวันเยอะเกินไป" จนทำให้ตอนกลางคืนตาค้าง นอนไม่หลับกันบ้างไหมครับ? ลูกหลานมีเทคนิคหลอกล่อ หรือชวนท่านทำกิจกรรมอะไรในช่วงบ่ายเพื่อดึงความสนใจไม่ให้ท่านเผลอหลับยาวบ้างเอ่ย? ลองคอมเมนต์มาแบ่งปันประสบการณ์ เล่าวิธีแก้ปัญหาช่วยให้นอนหลับ หรือแชร์ความรู้ให้หมอและเพื่อน ๆ ในเพจได้นำไปใช้ดูแลคนที่บ้านกันหน่อยนะครับ หมอรออ่านและพร้อมเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ: - Foley, D., Ancoli-Israel, S., Britz, P., & Walsh, J. (2004). Sleep disturbances and chronic disease in older adults: results of the 2003 National Sleep Foundation Sleep in America Survey. Journal of Psychosomatic Research, 56(5), 497-502. - Gulia, K. K., & Kumar, V. M. (2018). Sleep disorders in the elderly: a growing challenge. Psychogeriatrics, 30(5), 431-444. - Mander, B. A., Winer, J. R., & Walker, M. P. (2017). Sleep and human aging. Neuron, 94(1), 19-36. #หมอธีมีเรื่องเล่า #นอนไม่หลับในผู้สูงอายุ #ตื่นกลางดึก #ปัสสาวะบ่อยกลางคืน #เมลาโทนิน #นาฬิกาชีวิต #เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ #เวชศาสตร์การนอนหลับ #ผู้สูงอายุตื่นเช้า #ต่อมลูกหมากโต #หยุดหายใจขณะหลับ #ดูแลผู้สูงอายุ #ดูแลสุขภาพองค์รวม
- ทำความเข้าใจโลกที่ค่อย ๆ เลือนราง... “การรับมือกับปัญหาการมองเห็นและการได้ยินที่ลดลงในวัยเก๋า”
สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน กลับมาพบกับ “หมอธี มีเรื่องเล่า” กันอีกครั้งนะครับ แฟนเพจเคยสังเกตพฤติกรรมของคุณพ่อคุณแม่ หรือญาติผู้ใหญ่ที่บ้านไหมครับว่า ช่วงนี้ท่านมักจะเปิดทีวีเสียงดังลั่นบ้าน ชอบถามซ้ำ ๆ ว่าเราพูดอะไร หรือบางครั้งก็เดินสะดุดข้าวของ คลำหาสวิตช์ไฟไม่เจอ? หลายครอบครัวอาจจะเผลอหงุดหงิด ตะคอกใส่ หรือคิดว่าท่านเริ่ม “ดื้อและไม่ใส่ใจ” แต่ในมุมมองของแพทย์ พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ใช่ความดื้อรั้นครับ แต่มันคือปฏิกิริยาตอบสนองต่อ “การสูญเสียการรับสัมผัส (Sensory Impairment)” ซึ่งเป็นกลไกทางสรีรวิทยาที่สร้างความหวาดกลัวและโดดเดี่ยวให้กับผู้สูงอายุเป็นอย่างมาก วันนี้ หมอจะพาทุกท่านไปสวมแว่นตาและใส่หูฟังของคุณพ่อคุณแม่ เพื่อถอดรหัสวิทยาศาสตร์ว่าเกิดอะไรขึ้นกับอวัยวะรับสัมผัสของท่าน และเราในฐานะลูกหลาน จะมีวิธีดูแลรับมืออย่างไร เพื่อดึงท่านกลับมาสู่โลกที่สดใสและอบอุ่นอีกครั้งครับ 1. สรีรวิทยาของดวงตาวัยเก๋า: เมื่อโลกกลายเป็น “ภาพสีเหลืองขุ่น” (Visual Changes) เมื่อเราอายุมากขึ้น “เลนส์แก้วตา (Lens)” จะมีการเปลี่ยนแปลงทางโปรตีน ทำให้เลนส์หนาขึ้น ขุ่นมัว และเปลี่ยนเป็นสีอมเหลืองครับ ภาวะนี้ทำให้ดวงตาของผู้สูงอายุต้องการแสงสว่างในการมองเห็นมากกว่าคนวัย 20 ปี ถึงเกือบ 3 เท่า! และที่น่ากลัวคือ เลนส์ที่ขุ่นมัวจะทำให้เกิดแสงกระเจิง (Scattering) ทำให้ท่าน “แพ้แสงจ้าและแสงสะท้อน” (Glare sensitivity) ได้ง่ายมาก นอกจากนี้ การแยกแยะความแตกต่างของโทนสี (Contrast Sensitivity) ก็จะลดลง ท่านจึงมองไม่เห็นความต่างระหว่างพื้นกับขั้นบันได ทำให้เกิดอุบัติเหตุหกล้มได้ง่าย (Owsley, 2011) เทคนิคการรับมือจากหมอ: ควรจัดแสงสว่างในบ้านให้สม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงไฟสปอตไลท์ที่ส่องบาดตาหรือกระเบื้องขัดมันที่สะท้อนแสง และใช้เทคนิค "ความต่างสี (Color Contrast)" เช่น ใช้จานข้าวสีเข้มตัดกับสีของอาหาร หรือติดเทปสีสะท้อนแสงที่ขอบบันได เพื่อให้สายตาท่านกะระยะได้แม่นยำขึ้นครับ 2. สรีรวิทยาของการได้ยิน: ภาวะหูตึงที่ทำให้รู้สึก “แปลกแยก” (Presbycusis) ภาวะประสาทหูเสื่อมตามวัย (Presbycusis) เกิดจากการเสื่อมสภาพของเซลล์ขน (Hair cells) ภายในหูชั้นในครับ ลักษณะเฉพาะของโรคนี้คือ ผู้สูงอายุจะสูญเสียการได้ยิน “เสียงความถี่สูง” (เช่น เสียงพยัญชนะ ส, ศ, ษ, ซ, ฟ) ทำให้ท่านได้ยินเสียงเราพูด แต่ “จับใจความไม่ได้” เพราะเสียงจะฟังดูอู้อี้ ที่สำคัญ เมื่ออยู่ในที่ที่มี "เสียงรบกวนพื้นหลัง (Background Noise)" เช่น ร้านอาหาร หรือเวลาเปิดทีวี ท่านจะแยกแยะเสียงสนทนาไม่ได้เลย ภาวะนี้ทำให้ผู้สูงอายุหลายท่านเลือกที่จะพยักหน้าเออออไปตามน้ำ หรือสุดท้ายก็เลือกที่จะ "แยกตัวออกจากสังคม (Social Isolation)" ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่เร่งให้เกิดโรคสมองเสื่อม (Dementia) และโรคซึมเศร้าครับ (Lin et al., 2011) เทคนิคการรับมือจากหมอ: เวลาพูดคุยกับท่าน “อย่าตะโกน” ครับ เพราะการตะโกนจะทำให้เสียงแหลมขึ้นและฟังยากกว่าเดิม ให้ใช้วิธี “พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ พูดช้า ๆ ชัดคำ และหันหน้าสบตาท่านเสมอ” เพื่อให้ท่านอ่านริมฝีปากและภาษากายของเราประกอบไปด้วย และควรปิดทีวีหรือลดเสียงรบกวนก่อนเริ่มบทสนทนาเสมอครับ หากผู้สูงอายุมีอาการสายตามัวลงอย่างรวดเร็ว ปวดตารุนแรง เห็นภาพซ้อน เห็นแสงแฟลชวูบวาบ หรือมีอาการหูตึง หูอื้ออย่างฉับพลัน มีน้ำหนองไหลจากหู ห้ามซื้อยาหยอดตาหรือยาหยอดหูมาใช้เอง และห้ามใช้ไม้แคะหูแคะอย่างรุนแรงโดยเด็ดขาด โปรดพาท่านไปพบแพทย์ในสถานพยาบาล เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ (เช่น ตรวจวัดการได้ยิน ตรวจจอประสาทตา) และพิจารณาการรักษาด้วยยา การผ่าตัดลอกต้อ หรือการใส่เครื่องช่วยฟัง (Hearing Aids) ตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมอย่างถูกต้องครับ 🩺 บทสรุปจากหมอธี "การมองเห็นและการได้ยิน" คือสะพานเชื่อมต่อระหว่างผู้สูงอายุกับโลกใบนี้และคนที่ท่านรักครับ เมื่อสะพานนี้เริ่มผุพังตามกาลเวลา หน้าที่ของลูกหลานไม่ใช่การรื้อสะพานทิ้งหรือรำคาญใจ แต่คือการค่อย ๆ เข้าไปซ่อมแซมด้วยความเข้าใจ การปรับแสงสว่างในบ้าน การใช้สีที่ตัดกัน หรือการยอมลดความเร็วจังหวะการพูดลงอีกนิด คือการสร้าง "เซฟโซน" ที่ช่วยประคับประคองจิตใจของท่าน ให้ท่านยังคงรู้สึกปลอดภัย มีคุณค่า และเดินเคียงข้างไปกับครอบครัวได้อย่างมีความสุขและมีศักดิ์ศรีครับ 💬 ชวนลูกเพจคุย อ่านมาถึงตรงนี้ แฟนเพจลองสะท้อนเรื่องราวของคุณพ่อคุณแม่ หรือคุณปู่คุณย่าที่บ้านดูนะครับ... มีบ้านไหนที่ต้องเปิดทีวีเสียงดังลั่นบ้าน หรือลูกหลานต้องคอยเป็น "นักแปลภาษา" เวลาท่านคุยกับคนอื่นเพราะท่านฟังไม่ค่อยได้ยินบ้างไหมครับ? แล้วเวลาที่คุณพ่อคุณแม่เริ่มหูตึงหรือตาพร่า แฟนเพจมี "เทคนิคส่วนตัว" ในการปรับการสื่อสาร หรือดัดแปลงของใช้ในบ้านอย่างไร ให้ท่านใช้งานได้ง่ายขึ้นบ้างครับ? (บางบ้านใช้วิธีพูดช้า ๆ ชัด ๆ หรือติดสติกเกอร์สีสว่างที่ขอบโต๊ะกันชน) ใครเคยพาผู้ใหญ่ไปตัดแว่น ลอกต้อ หรือใส่เครื่องช่วยฟังแล้วคุณภาพชีวิตท่านดีขึ้น ลองคอมเมนต์มาแบ่งปันประสบการณ์ เล่าสู่กันฟัง หรือส่งกำลังใจให้เพื่อน ๆ ในเพจที่กำลังดูแลผู้สูงวัยกันหน่อยนะครับ หมอรออ่านและพร้อมให้คำแนะนำกับทุกครอบครัวครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ: - Lin, F. R., Metter, E. J., O'Brien, R. J., Resnick, S. M., Zonderman, A. B., & Ferrucci, L. (2011). Hearing loss and incident dementia. Archives of Neurology, 68(2), 214-220. - Owsley, C. (2011). Aging and vision. Vision Research, 51(13), 1610-1622. - Pronk, M., Deeg, D. J., Smits, C., van Tilburg, T. G., Kuik, D. J., Festen, J. M., & Kramer, S. E. (2011). Prospective effects of hearing status on loneliness and depression in older persons: identification of subgroups. International Journal of Audiology, 50(12), 887-896. #หมอธีมีเรื่องเล่า #การมองเห็นผู้สูงอายุ #การได้ยินผู้สูงอายุ #หูตึง #ต้อกระจก #ประสาทหูเสื่อม #เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ #ป้องกันการหกล้ม #ความต่างสี #ซึมเศร้าในผู้สูงอายุ #ดูแลผู้สูงอายุ #สังคมสูงวัย #ดูแลสุขภาพองค์รวม
- ไขรหัสความเงียบงัน... “สาเหตุและวิธีรับมือกับอาการซึมเศร้าในวัยชรา”
สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน กลับมาพบกับ “หมอธี มีเรื่องเล่า” กันอีกครั้งนะครับ แฟนเพจเคยสังเกตคุณพ่อคุณแม่ หรืออากงอาม่าที่บ้านไหมครับว่า ทำไมช่วงนี้ท่านถึงดูเงียบขรึมผิดปกติ นั่งเหม่อลอย ไม่ยอมทานอาหารที่เคยชอบ หรือบางครั้งก็บ่นถึงเรื่องความตายและไม่อยากมีชีวิตอยู่? หลายครอบครัวมักจะคิดว่า "ก็คนแก่นี่นา แก่แล้วก็คงเหงาและเบื่อหน่ายเป็นเรื่องธรรมดา" ในมุมมองของจิตเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ (Geriatric Psychiatry) คำว่า "แก่แล้วก็เป็นแบบนี้แหละ" คือหลุมพรางที่อันตรายที่สุดครับ! เพราะอาการเก็บตัวและเศร้าหมอง ไม่ใช่พัฒนาการตามธรรมชาติของวัยชรา แต่มันคือเสียงกรีดร้องที่ไร้เสียงของ “โรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุ (Late-life Depression)” ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้ อาจนำไปสู่ภาวะสมองเสื่อม (Dementia) หรือแม้กระทั่งการพยายามจบชีวิตตนเองได้ วันนี้ หมอจะพาทุกท่านไปถอดรหัสวิทยาศาสตร์ทางสมอง เจาะลึกถึงสาเหตุที่แท้จริง และเปิดกล่องเครื่องมือในการรับมือกับความเศร้าในวัยเก๋า เพื่อดึงคนที่เรารักกลับมามีรอยยิ้มอีกครั้งครับ 1. สรีรวิทยาของสมองวัยเก๋า: เมื่อ “ความเศร้า” เกิดจาก “หลอดเลือด” (Vascular Depression) นี่คือความรู้ที่หลายคนมักจะคาดไม่ถึงครับ! โรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุ ไม่ได้เกิดจากปัญหาทางจิตใจหรือความเหงาเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก "รอยโรคทางกายภาพในสมอง" ครับ เมื่อผู้สูงอายุมีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง หลอดเลือดฝอยในสมองจะเกิดการตีบแคบ ทำให้ปริมาณเลือดและออกซิเจนที่ไปเลี้ยงสมองส่วนอารมณ์ (Limbic system) และสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ลดลง ภาวะนี้ทางการแพทย์เรียกว่า "Vascular Depression" ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดลงของสารสื่อประสาทแห่งความสุขอย่าง "เซโรโทนิน (Serotonin)" และ "โดพามีน (Dopamine)" อาการซึมเศร้าจึงเป็นผลพวงโดยตรงจากสุขภาพหลอดเลือดที่แย่ลงครับ (Alexopoulos et al., 1997) 2. วิกฤตแห่งการสูญเสีย (The Cascade of Losses) ในทางจิตวิทยา ผู้สูงอายุกำลังเผชิญกับพายุแห่งการสูญเสียที่พัดเข้ามาพร้อม ๆ กันครับ - การสูญเสียอิสรภาพทางกาย: อาการปวดข้อเข่า หูตึง หรือสายตาฝ้าฟาง ทำให้ท่านไม่สามารถออกไปทำกิจกรรมที่ชอบได้เหมือนเดิม - การสูญเสียสังคมและตัวตน: การเกษียณอายุ ทำให้สูญเสียบทบาทและคุณค่าในตัวเอง (Loss of Identity) ประกอบกับการที่เพื่อนฝูงวัยเดียวกันค่อย ๆ ล้มหายตายจากไป ความเครียดจากการสูญเสียเหล่านี้ จะไปกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมน "คอร์ติซอล (Cortisol)" อย่างต่อเนื่อง ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้จะเข้าไปทำลายเซลล์สมองส่วนฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ทำให้ผู้ป่วยซึมเศร้ามักมีอาการความจำเสื่อมถอย (Pseudodementia) ร่วมด้วยครับ (Steptoe et al., 2015) 3. ยุทธวิธีรับมือและเยียวยา (Lifestyle and Psychosocial Interventions) การรักษาโรคซึมเศร้าไม่ใช่การบอกให้ท่าน "สู้ ๆ" หรือ "อย่าคิดมาก" ครับ เพราะนั่นคือการบอกให้คนขาหักวิ่งมาราธอน แต่เราสามารถเยียวยาได้ด้วยแนวทางเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine): - กระตุ้นการเคลื่อนไหว (Behavioral Activation): การออกกำลังกายเบา ๆ เช่น การเดินรับแสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้า จะช่วยกระตุ้นการหลั่ง "เอนดอร์ฟิน (Endorphins)" และช่วยปรับนาฬิกาชีวิต (Circadian rhythm) ทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น - คืนคุณค่าให้ชีวิต (Sense of Purpose): มอบหมายหน้าที่เล็ก ๆ น้อย ๆ ในบ้านให้ท่านรับผิดชอบ เช่น พับผ้า รดน้ำต้นไม้ หรือช่วยเลือกเมนูอาหาร การทำให้ท่านรู้สึกว่า "ตนเองยังมีประโยชน์และเป็นที่ต้องการ" คือยาต้านซึมเศร้าที่ทรงพลังที่สุดครับ (Fiske et al., 2009) หากผู้สูงอายุในครอบครัวมีอาการซึมเศร้ารุนแรง เก็บตัว ไม่ยอมทานอาหาร ร้องไห้ไม่มีเหตุผล น้ำหนักลดฮวบฮาบ หรือ เริ่มบ่นว่า "อยากตาย" "ไม่อยากตื่นมาอีกแล้ว" หรือ "รู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระลูกหลาน" ห้ามด่วนสรุปว่าเป็นเรื่องปกติของวัยชรา ห้ามมองว่าเป็นการเรียกร้องความสนใจ ห้ามปล่อยให้อยู่ตามลำพังเด็ดขาด และห้ามซื้อยานอนหลับหรือยาคลายเครียดมาให้ท่านรับประทานเอง (อาจเกิดอันตรายต่อระบบประสาท) โปรดรับฟังท่านด้วยความสบตา ไม่ตัดสิน และรีบนำท่านไปพบ แพทย์เฉพาะทางด้านจิตเวชศาสตร์ (Psychiatrist) ในสถานพยาบาล เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย และพิจารณาแนวทางการรักษาด้วยยาต้านเศร้าหรือจิตบำบัดตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมอย่างทันท่วงทีครับ 🩺 บทสรุปจากหมอธี "โรคซึมเศร้าในวัยชรา" คือความมืดมิดที่ค่อย ๆ กลืนกินความทรงจำและรอยยิ้มของคนที่เรารักครับ สาเหตุของมันไม่ได้มาจากความอ่อนแอทางจิตใจ แต่เกิดจากสรีรวิทยาของหลอดเลือดและความเครียดจากการสูญเสีย กุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกความมืดมิดนี้ ไม่ใช่คำพูดสวยหรู แต่คือการสังเกตอย่างใส่ใจ การโอบกอด และการพาไปพบแพทย์เพื่อรักษาอย่างถูกวิธี การดูแลเอาใจใส่จากลูกหลาน คือแสงสว่างเดียวที่จะช่วยดึงคุณพ่อคุณแม่กลับมาจากหลุมดำ และให้ท่านได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีรอยยิ้มและสง่างามอีกครั้งครับ 💬 ชวนลูกเพจคุย อ่านมาถึงตรงนี้ แฟนเพจลองทบทวนอาการของคุณพ่อคุณแม่ หรือญาติผู้ใหญ่ที่บ้านดูนะครับ... ช่วงนี้ท่านมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปไหมครับ? จากที่เคยชอบคุย กลายเป็นเงียบขรึม หรือบ่นถึงเรื่องความตายและความไม่อยากมีชีวิตอยู่บ่อยขึ้นไหม? แล้วครอบครัวของแฟนเพจ มี "วิธีฮีลใจ" หรือดึงผู้ใหญ่ในบ้านให้มาทำกิจกรรมร่วมกันอย่างไรบ้างครับ? (บางบ้านชอบชวนคุณย่ามาเป็นลูกมือทำกับข้าว บางบ้านชวนคุณตามาสอนหลานปั่นจักรยาน) ใครมีเทคนิคสร้างรอยยิ้ม หรือมีประสบการณ์การพาผู้ใหญ่ไปพบจิตแพทย์แล้วอาการดีขึ้น ลองคอมเมนต์มาแบ่งปันประสบการณ์ เล่าสู่กันฟัง หรือส่งกำลังใจให้คนดูแลครอบครัวท่านอื่น ๆ ในเพจได้อ่านเป็นแรงบันดาลใจกันหน่อยนะครับ หมอรออ่านและพร้อมเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ: - Alexopoulos, G. S., Meyers, B. S., Young, R. C., Campbell, S., Silbersweig, D., & Charlson, M. (1997). 'Vascular depression' hypothesis. Archives of General Psychiatry, 54(10), 915-922. - Fiske, A., Wetherell, J. L., & Gatz, M. (2009). Depression in older adults. Annual Review of Clinical Psychology, 5, 363-389. - Steptoe, A., Deaton, A., & Stone, A. A. (2015). Subjective wellbeing, health, and ageing. The Lancet, 385(9968), 640-648. #หมอธีมีเรื่องเล่า #ซึมเศร้าในผู้สูงอายุ #LateLifeDepression #จิตเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ #ฮอร์โมนความเครียด #คอร์ติซอล #เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ #ผู้สูงอายุเก็บตัว #ดูแลผู้ป่วยซึมเศร้า #สุขภาพจิตครอบครัว #VascularDepression #เวชศาสตร์วิถีชีวิต #ดูแลสุขภาพองค์รวม
- เสียงสะท้อนจากข้างในที่ลูกหลานอาจไม่ได้ยิน... “ทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจและอารมณ์ของผู้สูงอายุ”
สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน กลับมาพบกับ “หมอธี มีเรื่องเล่า” กันอีกครั้งนะครับ แฟนเพจเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ที่บ้านไหมครับ? คุณพ่อคุณแม่ที่เคยใจเย็น คุยสนุกสนาน เป็นที่พึ่งพาให้กับเรามาตลอด พอท่านเริ่มก้าวเข้าสู่วัยเกษียณ จู่ ๆ ก็กลายเป็นคนหงุดหงิดง่าย ขี้ใจน้อย บ่นเรื่องเดิมซ้ำ ๆ หรือบางทีก็เงียบซึมไปจนลูกหลานตามอารมณ์ไม่ทัน หลายครอบครัวมักจะใช้คำพูดที่ว่า "คนแก่ก็ขี้บ่นแบบนี้แหละ" หรือ "ท่านคงเข้าสู่วัยทอง" ซึ่งการด่วนสรุปแบบนี้ มักจะสร้างความไม่เข้าใจและเกิดช่องว่างในความสัมพันธ์ได้ครับ ในมุมมองของจิตเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ (Geriatric Psychiatry) อารมณ์ที่แปรปรวนเหล่านี้ ไม่ใช่นิสัยที่เปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงนะครับ แต่มันมีรากฐานมาจาก "การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของสมอง" และ "ภาวะกดดันทางจิตสังคม" ที่ท่านกำลังแบกรับอยู่ วันนี้หมอจะพาทุกท่านไปสวมแว่นตาของวัยเก๋า ถอดรหัสวิทยาศาสตร์ทางสมองและจิตวิทยา เพื่อทำความเข้าใจเบื้องหลังพฤติกรรมเหล่านี้ เพื่อให้เราสามารถรับมือและโอบกอดความรู้สึกของคนที่เรารักได้อย่างถูกวิธีครับ 1. วิทยาศาสตร์ของสมอง: เมื่อสารเคมีแห่งความสุขลดลง (Neurochemical Changes) เมื่อเราอายุมากขึ้น สมองไม่ได้แค่มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงกายภาพนะครับ แต่ลึกลงไปในระดับเซลล์ ปริมาณของสารสื่อประสาท (Neurotransmitters) ที่ควบคุมอารมณ์และความสุข อย่างเช่น "เซโรโทนิน (Serotonin)" และ "โดพามีน (Dopamine)" จะมีการผลิตที่ลดลงตามกลไกธรรมชาติ การลดลงของสารเคมีเหล่านี้ ทำให้ความยืดหยุ่นทางอารมณ์ (Emotional Resilience) และความสามารถในการทนต่อความเครียดของผู้สูงอายุลดลงตามไปด้วย ท่านจึงมักจะรู้สึกหดหู่ วิตกกังวล หรือหงุดหงิดกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ง่ายกว่าตอนวัยหนุ่มสาว การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์จึงไม่ใช่การตั้งใจทำตัวไม่น่ารัก แต่เป็นปฏิกิริยาเคมีในสมองที่ท่านเองก็ควบคุมได้ยากครับ (Finkel et al., 2007) 2. จิตวิทยาแห่งการสูญเสีย: วิกฤตวัยเกษียณและการพึ่งพา (Loss of Identity & Autonomy) ทฤษฎีทางจิตวิทยาอธิบายว่า ผู้สูงอายุกำลังเผชิญกับคลื่นแห่ง "การสูญเสีย (Multiple Losses)" ที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกันครับ สูญเสียตัวตน (Identity): การเกษียณอายุทำให้ท่านสูญเสียบทบาท หน้าที่การงาน และสังคมเพื่อนฝูง ทำให้เกิดความรู้สึก "หมดความสำคัญ" (Role confusion) สูญเสียความสามารถและอิสรภาพ (Loss of Autonomy): จากที่เคยเป็นผู้นำครอบครัว ขับรถเองได้ เดินเหินคล่องแคล่ว เมื่อร่างกายเสื่อมถอย ท่านต้องเริ่ม "พึ่งพา" ลูกหลานมากขึ้น ความรู้สึกที่ว่าตนเองกำลังกลายเป็น "ภาระ" คือความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคำบ่น หรือการเรียกร้องความสนใจครับ (Steptoe et al., 2015) 3. ความเครียดซ่อนเร้นจาก "ความเจ็บปวดทางกาย" (Chronic Illness & Pain) อารมณ์ที่หม่นหมอง มักมีจุดเริ่มต้นมาจากความเจ็บปวดทางกายครับ การต้องทนทุกข์กับโรคข้อเข่าเสื่อม ปวดหลังเรื้อรัง หรือการสูญเสียการได้ยิน ทำให้ผู้สูงอายุไม่สามารถออกไปทำกิจกรรมที่ชอบได้ตามปกติ ในทางจิตประสาทภูมิคุ้มกันวิทยา (Psychoneuroimmunology) ความเจ็บปวดเรื้อรังจะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียด "คอร์ติซอล (Cortisol)" ออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งฮอร์โมนนี้จะเข้าไปรบกวนการทำงานของสมองส่วนอารมณ์ ทำให้ผู้สูงอายุมีความอดทนต่อสิ่งเร้าลดลง (Low Frustration Tolerance) เสียงดังนิดหน่อย หรือคำพูดผิดหูเพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำให้ท่านระเบิดอารมณ์ หรือร้องไห้ออกมาได้อย่างง่ายดายครับ (Gatchel et al., 2007) ความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคทางกายที่ซ่อนอยู่ (เช่น ภาวะติดเชื้อแฝง ไทรอยด์ผิดปกติ หรือโรคสมองเสื่อม) หากผู้สูงอายุมีอาการซึมเศร้ารุนแรง เก็บตัว ไม่ยอมทานอาหาร ร้องไห้ไม่มีเหตุผล หวาดระแวงเห็นภาพหลอน หรือ เริ่มมีการพูดถึงการไม่อยากมีชีวิตอยู่ หรืออยากตายเพื่อให้พ้นภาระ ห้ามด่วนสรุปว่าเป็นเรื่องปกติของวัยชรา ห้ามปล่อยให้อยู่ตามลำพัง และห้ามซื้อยานอนหลับหรือยาคลายเครียดมาให้ท่านรับประทานเองโดยเด็ดขาด (การใช้ยาผิดประเภทในผู้สูงอายุอาจกดระบบประสาทจนเกิดอันตรายได้) โปรดรับฟังท่านโดยไม่ตัดสิน และรีบพาท่านไปพบแพทย์เฉพาะทาง (จิตแพทย์ หรือ แพทย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ) ในสถานพยาบาล เพื่อรับการตรวจประเมิน และรับการรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมอย่างปลอดภัยครับ 🩺 บทสรุปจากหมอธี "คำบ่นและอารมณ์ฉุนเฉียวของวัยเก๋า" หลายครั้งไม่ใช่การจงใจตำหนิลูกหลาน แต่เป็น "การร้องขอความรักและการยืนยันความมีตัวตน" ในวันที่ร่างกายของท่านเสื่อมถอยลงครับ การรับมือกับผู้สูงอายุไม่ได้ต้องการเทคนิคอะไรที่ซับซ้อน นอกจากการ "รับฟังด้วยความเข้าอกเข้าใจ (Empathy)" พยายามดึงท่านเข้ามาร่วมตัดสินใจในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ของบ้าน เพื่อคืนความรู้สึกมีคุณค่า และการสัมผัสโอบกอดเพื่อยืนยันว่า เราจะยังคงอยู่เคียงข้างท่านเสมอ ความอบอุ่นจากครอบครัวนี่แหละครับ คือยาขนานเอกที่ช่วยประคับประคองจิตใจผู้สูงวัยได้อย่างยั่งยืนครับ 💬 ชวนลูกเพจคุย อ่านมาถึงตรงนี้ แฟนเพจลองสะท้อนเรื่องราวของคุณพ่อคุณแม่ หรือคุณปู่คุณย่าที่บ้านดูนะครับ... มีบ้านไหนที่ผู้ใหญ่เริ่มมีนิสัยและอารมณ์เปลี่ยนไปจากตอนหนุ่มสาวบ้างไหมครับ? (เช่น ท่านเคยเป็นคนเงียบ ๆ แต่พอเกษียณแล้วกลายเป็นคนช่างบ่น หรือขี้น้อยใจเก่งขึ้น) แล้วเวลาที่ท่านหงุดหงิดหรือน้อยใจ แฟนเพจมี "วิธีรับมือหรือเทคนิคดับอารมณ์" อย่างไรไม่ให้เกิดการปะทะกันในบ้านครับ? (หลายคนใช้วิธีปล่อยให้ท่านบ่นจนจบ แล้วค่อยเข้าไปกอด หรือชวนคุยเปลี่ยนเรื่องให้ท่านอารมณ์ดีขึ้น) ลองคอมเมนต์มาแบ่งปันประสบการณ์ เล่าเป็นวิทยาทาน หรือแชร์เทคนิคการดูแลใจวัยเก๋า ให้หมอและเพื่อน ๆ ในเพจได้อ่านเป็นแนวทางและส่งกำลังใจให้คนดูแลครอบครัวกันนะครับ หมอรออ่านและพร้อมเป็นอีกหนึ่งกำลังใจโอบกอดความรู้สึกของทุกครอบครัวครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ: - Finkel, D., Reynolds, C. A., McArdle, J. J., & Pedersen, N. L. (2007). Age changes in processing speed as a leading indicator of cognitive aging. Psychology and Aging, 22(3), 558-568. - Gatchel, R. J., Peng, Y. B., Peters, M. L., Fuchs, P. N., & Turk, D. C. (2007). The biopsychosocial approach to chronic pain: scientific advances and future directions. Psychological Bulletin, 133(4), 581-624. - Steptoe, A., Deaton, A., & Stone, A. A. (2015). Subjective wellbeing, health, and ageing. The Lancet, 385(9968), 640-648. #หมอธีมีเรื่องเล่า #อารมณ์ผู้สูงอายุ #จิตวิทยาผู้สูงวัย #โรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุ #วัยเกษียณ #อารมณ์แปรปรวน #เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ #จิตเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ #ความเครียดในผู้สูงอายุ #ดูแลผู้สูงอายุ #สังคมสูงวัย #ดูแลสุขภาพองค์รวม
- “การดูแลระบบทางเดินอาหารและการขับถ่ายเมื่อวัยสูงขึ้น”
สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน กลับมาพบกับ “หมอธี มีเรื่องเล่า” กันอีกครั้งนะครับ แฟนเพจเคยได้รับคำบ่นจากคุณพ่อคุณแม่วัยเก๋าที่บ้านคล้าย ๆ แบบนี้ไหมครับ... “ช่วงนี้กินอะไรนิดหน่อยก็อืดท้อง ย่อยยาก ท้องผูกมาหลายวัน ถ่ายก็ไม่ออก ทรมานจริง ๆ” ในมุมมองของแพทย์ ปัญหาเรื่องการกินและการขับถ่าย ถือเป็นปัญหาสุขภาพลำดับต้น ๆ ที่รบกวนคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุครับ หลายครอบครัวพยายามแก้ปัญหาด้วยการหาซื้อยาระบายมาให้ท่านรับประทาน แต่บางครั้งอาการก็ดีขึ้นเพียงชั่วคราวแล้วก็กลับมาเป็นซ้ำ การทำงานของระบบทางเดินอาหารไม่ได้เสื่อมถอยลงอย่างกะทันหันครับ แต่เกิดจาก "การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาตามธรรมชาติ" ที่สะสมมาตามวัย วันนี้หมอจะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจวิทยาศาสตร์ของระบบย่อยอาหารกันครับว่า เมื่อตัวเลขอายุเพิ่มขึ้น กลไกในร่างกายเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และเราจะมีวิธีดูแลวิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) ให้ท่านกลับมามีความสุขกับการกินและการขับถ่ายได้อย่างไรครับ 1. สรีรวิทยากระเพาะอาหาร: ทำไมถึง “อิ่มเร็วและย่อยยาก” กระบวนการย่อยอาหารเริ่มต้นตั้งแต่ในช่องปากครับ เมื่ออายุมากขึ้น ผู้สูงอายุมักมีปัญหาเรื่องฟันและเหงือก ทำให้ประสิทธิภาพการเคี้ยวลดลง อาหารชิ้นใหญ่ที่กลืนลงไปจึงเพิ่มภาระให้กับระบบย่อย - เมื่ออาหารตกถึงกระเพาะ สรีรวิทยาของกระเพาะอาหารในวัยเก๋าจะเกิดภาวะที่เรียกว่า "การบีบตัวและคลายตัวลดลง (Impaired Gastric Accommodation)" ทำให้กระเพาะไม่สามารถขยายตัวรับอาหารในปริมาณมากได้เหมือนวัยหนุ่มสาว ท่านจึงรู้สึกอิ่มเร็ว (Early satiety) นอกจากนี้ การหลั่งน้ำย่อยและกรดในกระเพาะอาหารก็มีแนวโน้มลดลงตามวัย (Atrophic Gastritis) ทำให้อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ย่อยยาก เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และส่งผลให้การดูดซึมวิตามินบี 12 และธาตุเหล็กลดลงตามไปด้วยครับ (Salles, 2007; Feldman et al., 1996) - เทคนิคจากหมอ: ควรปรับเปลี่ยนเป็นอาหารอ่อนที่เคี้ยวและย่อยง่าย เช่น ปลา ไข่ หรือเต้าหู้ และใช้วิธี "รับประทานทีละน้อย แต่แบ่งเป็นหลายมื้อ (Small frequent meals)" เพื่อลดภาระของกระเพาะอาหารครับ 2. ลำไส้ที่เดินช้าลง: ต้นเหตุของ “ท้องผูกเรื้อรัง” (Slow Transit Constipation) - นี่คือปัญหาที่พบบ่อยครับ เมื่อลำไส้ใหญ่มีอายุมากขึ้น การทำงานของระบบประสาทที่ควบคุมการบีบตัวของลำไส้ (Enteric Nervous System) จะเสื่อมถอยลง ทำให้การบีบตัวผลักดันอุจจาระ (Peristalsis) ทำงานได้ช้าลง - เมื่ออุจจาระค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่นานขึ้น ลำไส้ก็จะยิ่งดูดซึมน้ำกลับเข้าสู่ร่างกายมากขึ้น ทำให้อุจจาระแข็ง แห้ง และขับถ่ายลำบาก หากปล่อยไว้อาจนำไปสู่โรคริดสีดวงทวาร หรือภาวะลำไส้อุดตันจากอุจจาระอัดแน่น (Fecal Impaction) ได้ครับ (Müller-Lissner et al., 2005) 3. จัดการระบบขับถ่ายด้วย “กากใย น้ำ และจุลินทรีย์” (Fiber, Fluids & Flora) เพื่อกระตุ้นให้ลำไส้กลับมาทำงานตามธรรมชาติ เราสามารถอาศัยหลัก 3 ประการนี้ครับ: - ใยอาหาร (Fiber): เน้นเพิ่มใยอาหารชนิดละลายน้ำ (Soluble fiber) เช่น ข้าวโอ๊ต แอปเปิล มะละกอสุก เพราะใยอาหารชนิดนี้จะดูดซับน้ำ ทำให้มวลอุจจาระอ่อนนุ่ม ขับถ่ายง่าย โดยไม่ทำให้เกิดแก๊สหรือท้องอืดรุนแรงครับ - น้ำ (Fluids): กากใยจะไม่มีประโยชน์หากขาดน้ำครับ ผู้สูงอายุมักมีความรู้สึกกระหายน้ำลดลง (Decreased thirst sensation) ลูกหลานจึงต้องกระตุ้นให้ท่านจิบน้ำเปล่าบ่อย ๆ ให้ได้วันละ 6-8 แก้ว (หากไม่มีข้อห้ามทางการแพทย์) เพื่อให้กากใยพองตัวได้เต็มที่ (Hooper et al., 2014) - จุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Microbiome): ผู้สูงอายุมักมีสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ที่เปลี่ยนแปลงไป การเติม "โพรไบโอติกส์ (Probiotics)" จากอาหารธรรมชาติ เช่น โยเกิร์ต หรือ นมเปรี้ยวที่มีน้ำตาลน้อย จะช่วยปรับสมดุลลำไส้และช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการขับถ่ายครับ (O'Toole & Jeffery, 2015) อาการท้องผูกสลับท้องเสีย อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรงได้ หากผู้สูงอายุมีอาการ ท้องผูกเรื้อรังนานหลายสัปดาห์ น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ มีอาการปวดท้องรุนแรง ถ่ายเป็นเลือดสด หรืออุจจาระมีสีดำคล้ำเหมือนยางมะตอย หรืออุจจาระลีบเล็กลง ห้ามซื้อยาระบายหรือยาสมุนไพรมารับประทานเองเด็ดขาด โปรดพาท่านไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรกรรมโรคระบบทางเดินอาหาร (Gastroenterologist) ในสถานพยาบาล เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย (เช่น การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ - Colonoscopy) และรับการรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมครับ 🩺 บทสรุปจากหมอธี "ระบบทางเดินอาหารและลำไส้" คือศูนย์กลางของสุขภาพกายและใจครับ การที่ผู้สูงอายุรับประทานอาหารได้อร่อย ย่อยได้ดี และขับถ่ายได้อย่างเป็นปกติ คือสิ่งสำคัญที่ทำให้ท่านมีสุขภาพจิตที่แจ่มใส การดัดแปลงเมนูอาหารให้อ่อนนุ่ม การตั้งเหยือกน้ำไว้ใกล้ตัวท่าน และการชวนท่านลุกเดินยืดเส้นยืดสายหลังมื้ออาหาร เพื่อกระตุ้นการทำงานของลำไส้ คือเคล็ดลับง่าย ๆ ที่ลูกหลานสามารถช่วยเติมเต็มความสุขในชีวิตประจำวันให้กับท่านได้อย่างยั่งยืนครับ 💬 ชวนลูกเพจคุย อ่านมาถึงตรงนี้ แฟนเพจลองสะท้อนเรื่องราวในบ้านดูนะครับ... มีบ้านไหนที่คุณพ่อคุณแม่หรือญาติผู้ใหญ่มักจะบ่นเรื่อง "ขับถ่ายยาก" นั่งห้องน้ำนาน หรือมีอาการท้องอืดบ่อย ๆ บ้างไหมครับ? แล้วครอบครัวของแฟนเพจ มี "เทคนิคส่วนตัว" หรือ "เมนูสุขภาพ" อะไรที่มักจะเตรียมให้ผู้ใหญ่ที่บ้านรับประทานเพื่อช่วยให้ขับถ่ายง่ายขึ้นบ้างครับ? (เช่น มะละกอสุก น้ำลูกพรุน หรือโยเกิร์ต) ใครที่มีประสบการณ์แก้ปัญหาเรื่องนี้ หรือมีทริกการดูแลอาหารให้ผู้สูงอายุ ลองคอมเมนต์มาแบ่งปันไอเดีย หรือเล่าประสบการณ์ให้หมอและเพื่อน ๆ ในเพจได้อ่านเป็นแนวทางในการดูแลคนที่รักที่บ้านกันหน่อยนะครับ หมอรออ่านและพร้อมชื่นชมความใส่ใจของทุกครอบครัวครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ: - Camilleri, M., Ford, A. C., Mawe, G. M., Dinning, P. G., Rao, S. S., Chey, W. D., ... & Lembo, A. (2017). Chronic constipation. Nature Reviews Disease Primers, 3(1), 1-19. - Feldman, M., Cryer, B., McArthur, K. E., Huet, B. A., & Lee, E. (1996). Effects of aging and gastritis on gastric acid and pepsin secretion in humans: a prospective study. Gastroenterology, 110(4), 1043-1052. - Hooper, L., Bunn, D., Downing, A., & Jimoh, F. O. (2014). Dehydration in older people. Reviews in Clinical Gerontology, 24(1), 48-61. - Müller-Lissner, S. A., Kamm, M. A., Scarpignato, C., & Wald, A. (2005). Myths and misconceptions about chronic constipation. The American Journal of Gastroenterology, 100(1), 232-242. - O'Toole, P. W., & Jeffery, I. B. (2015). Gut microbiota and aging. Science, 350(6265), 1214-1215. - Salles, N. (2007). Basic mechanisms of the aging gastrointestinal tract. Digestive Diseases, 25(2), 112-117. #หมอธีมีเรื่องเล่า #ระบบทางเดินอาหารผู้สูงอายุ #ท้องผูกในผู้สูงอายุ #อาการอาหารไม่ย่อย #การดูแลระบบขับถ่าย #โภชนาการผู้สูงอายุ #โพรไบโอติกส์ #ใยอาหาร #ดูแลผู้สูงอายุ #สังคมสูงวัย #เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ #เวชศาสตร์วิถีชีวิต #ดูแลสุขภาพองค์รวม
- ทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงตามวัย... “ทำไมผิวหนังผู้สูงอายุถึงแห้ง เหี่ยวย่น และเกิดแผลได้ง่าย”
สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน กลับมาพบกับ “หมอธี มีเรื่องเล่า” กันอีกครั้งนะครับ แฟนเพจเคยสังเกต หรือเวลาที่ได้สัมผัสจับมือกับคุณพ่อคุณแม่วัยเก๋าที่บ้านไหมครับว่า ทำไมผิวของท่านถึงดูบางใสจนมองเห็นเส้นเลือด รู้สึกแห้งสาก บางท่านแค่เดินเฉี่ยวขอบโต๊ะเบา ๆ ผิวก็ช้ำจนห้อเลือด หรือบางครั้งเกาแขนตัวเองนิดเดียวก็เกิดแผลถลอกเสียแล้ว? หลายคนอาจจะคิดว่าผิวแห้งเหี่ยวย่นเป็นเรื่องของความสวยความงามที่เปลี่ยนไปตามวัย แต่ในมุมมองของตจวิทยา (Dermatology หรือเวชศาสตร์โรคผิวหนัง) และเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ (Geriatric Medicine) "ผิวหนัง" คืออวัยวะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของร่างกาย และทำหน้าที่เป็น "เกราะป้องกันด่านแรก" ของเราครับ เมื่อเกราะนี้เริ่มบางลง มันจึงเปิดโอกาสให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น วันนี้ หมอจะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจวิทยาศาสตร์ระดับเซลล์กันครับว่า กาลเวลาและสรีรวิทยาได้เข้าไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างชั้นผิวหนังของวัยเก๋าอย่างไรบ้าง เพื่อที่เราจะได้เข้าใจและดูแลปกป้องผิวของท่านได้อย่างถูกวิธีครับ 1. สรีรวิทยาผิวหนังชั้นนอก: เมื่อโรงงานผลิตความชุ่มชื้นทำงานลดลง (Decreased Sebum Production) ชั้นผิวหนังชั้นนอกสุดของเรา (Epidermis) มีหน้าที่สำคัญในการกักเก็บความชุ่มชื้นครับ แต่เมื่ออายุมากขึ้น "ต่อมไขมัน (Sebaceous glands)" และ "ต่อมเหงื่อ (Sweat glands)" ใต้ผิวหนังจะทำงานลดลงอย่างมาก ทำให้การผลิตน้ำมันเคลือบผิว (Sebum) ลดลง นอกจากนี้ สารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ (Natural Moisturizing Factors - NMFs) และเซลล์ที่ทำหน้าที่กักเก็บน้ำในผิวก็ลดลงตามวัยด้วยครับ ผลลัพธ์ที่ได้คือ ผิวหนังของผู้สูงอายุจะสูญเสียความสามารถในการอุ้มน้ำ (Transepidermal Water Loss) กลายเป็นภาวะ "ผิวแห้งเรื้อรัง (Xerosis Cutis)" ผู้สูงอายุมักจะมีอาการคันยิบ ๆ ตามแขนขา โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาว หรือหลังจากการอาบน้ำอุ่น ซึ่งหากเกาแรง ๆ อาจทำให้ผิวหนังเกิดแผลและเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้ครับ (White-Chu & Reddy, 2011) 2. ความเสื่อมของคอลลาเจนและอีลาสติน: สาเหตุของรอยเหี่ยวย่นและผิวบาง (Dermal Atrophy) ความตึงกระชับของผิวหนังมนุษย์ เกิดจากโครงข่ายโปรตีน 2 ชนิดหลักในชั้นหนังแท้ (Dermis) คือ "คอลลาเจน (Collagen)" ที่ให้ความแข็งแรง และ "อีลาสติน (Elastin)" ที่ให้ความยืดหยุ่น แต่ในทางวิทยาศาสตร์ เมื่ออายุผ่านไป โครงสร้างโปรตีนเหล่านี้จะเสื่อมสลายลง และสร้างใหม่ได้ช้ามาก ยิ่งถ้าในอดีตผู้สูงอายุท่านนั้นต้องทำงานตากแดดเป็นประจำ (Photoaging) รังสี UV จะยิ่งเข้าไปเร่งให้คอลลาเจนแตกหักเร็วขึ้น ผลก็คือผิวหนังจะสูญเสียความยืดหยุ่น ยุบตัวลงตามแรงโน้มถ่วง กลายเป็นรอยเหี่ยวย่น (Wrinkles) และที่สำคัญคือ "ชั้นหนังแท้" ของผู้สูงอายุจะบางลงกว่าตอนหนุ่มสาวอย่างมาก ทำให้ผิวเปราะบางและเกิดการฉีกขาด (Skin tears) ได้ง่ายครับ (Farage et al., 2013) 3. รอยช้ำจ้ำเลือดเกิดง่าย: เพราะฐานรองรับหลอดเลือดหายไป (Senile Purpura) ลูกหลานหลายคนมักจะตกใจเมื่อเห็นรอยช้ำสีม่วงแดงวงใหญ่บนแขนผู้สูงอายุ ทั้งที่ไม่ได้เกิดอุบัติเหตุรุนแรง ในทางสรีรวิทยา อาการนี้เรียกว่า "ภาวะรอยช้ำตามวัย (Senile Purpura)" ครับ กลไกเกิดจากการที่ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous fat) ซึ่งทำหน้าที่เป็นเบาะกันกระแทกเกิดการฝ่อตัวลง ประกอบกับคอลลาเจนที่คอยพยุงเส้นเลือดฝอยเสื่อมสภาพ ทำให้เส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังเปราะบาง เมื่อมีแรงกดหรือแรงเสียดสีเพียงเล็กน้อย เส้นเลือดฝอยก็จะแตกและมีเลือดซึมออกมาใต้ผิวหนัง กลายเป็นรอยช้ำวงกว้าง แม้โดยทั่วไปจะไม่อันตรายรุนแรง แต่มันคือสัญญาณที่บ่งบอกว่าผิวหนังของท่านอยู่ในสภาวะที่เปราะบางอย่างมากครับ (Kottner et al., 2020) หากผู้สูงอายุมีอาการคันผิวหนังอย่างรุนแรง มีผิวลอก แผลฉีกขาดลึก (Skin tears) แผลกดทับ (Bedsore) หรือมีรอยจ้ำเลือดขยายวงกว้าง มีเลือดออกตามไรฟันร่วมด้วย ห้ามนำยาสมุนไพร ยาสีฟัน หรือผงยาที่ไม่ทราบแหล่งที่มามาพอกแผลเองโดยเด็ดขาด (อาจทำให้แผลติดเชื้อลุกลาม) และ ห้ามซื้อยาแก้คันกลุ่มสเตียรอยด์มาทาเองอย่างต่อเนื่อง (เนื่องจากจะยิ่งทำให้ผิวหนังบางลง) โปรดนำท่านไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านตจวิทยา (Dermatologist) หรืออายุรแพทย์ ในสถานพยาบาล เพื่อรับการประเมิน ตรวจวินิจฉัย และดูแลบาดแผลตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมอย่างปลอดภัยครับ 🩺 บทสรุปจากหมอธี "ผิวหนัง" ของคุณพ่อคุณแม่ คือร่องรอยของกาลเวลาและประสบการณ์ที่ท่านใช้ฟันฝ่าเพื่อดูแลครอบครัวมาทั้งชีวิตครับ ความเหี่ยวย่นและบางใสเป็นสัจธรรมทางสรีรวิทยา แม้เราจะหยุดยั้งไม่ได้ แต่ลูกหลานสามารถช่วยชะลอความรุนแรงและปกป้องผิวของท่านได้ ด้วยวิถีปฏิบัติง่าย ๆ เช่น การให้ท่านหลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นจัด ใช้สบู่อ่อน ๆ และ "การทาโลชั่นบำรุงผิว (Moisturizer) หลังอาบน้ำขณะที่ผิวยังหมาด ๆ" เพื่อช่วยล็อกความชุ่มชื้น การดูแลอย่างนุ่มนวลนี้ ไม่เพียงช่วยลดอาการคันและรอยแผล แต่ยังเป็นการส่งผ่านความรักที่สัมผัสได้ ซึ่งช่วยเยียวยาจิตใจให้ท่านได้อย่างดีเยี่ยมครับ 💬 ชวนลูกเพจคุย อ่านมาถึงตรงนี้ แฟนเพจลองสังเกตผิวแขนหรือผิวหลังมือของคุณพ่อคุณแม่ที่บ้านดูนะครับ... มีท่านใดที่ผิวแห้งมากจนเห็นเป็นขุยขาว ๆ บ่นคันตามตัว หรือมีรอยช้ำสีม่วง ๆ บริเวณหลังมือและแขนบ้างไหมครับ? แล้วปกติที่บ้านมี "วิธีดูแลผิว" ให้ผู้ใหญ่กันอย่างไรบ้างครับ? มีผลิตภัณฑ์ทาผิวสูตรอ่อนโยนตัวไหนที่เป็นลูกรัก ทาแล้วชุ่มชื้น ไม่เหนอะหนะ หรือมีเทคนิคการดูแลเวลาท่านบ่นว่าผิวแห้งคันอย่างไรบ้าง ลองคอมเมนต์มาแบ่งปันประสบการณ์ แชร์ไอเดียการดูแลผิว หรือบอกเล่าเรื่องราวการดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว ให้หมอและเพื่อน ๆ ในเพจได้อ่านเป็นวิทยาทานกันหน่อยนะครับ หมอรออ่านและพร้อมให้คำแนะนำเพิ่มเติมกับทุกท่านครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ: - Farage, M. A., Miller, K. W., Elsner, P., & Maibach, H. I. (2013). Characteristics of the aging skin. Advances in Wound Care, 2(1), 5-10. - Kottner, J., Lichterfeld-Kottner, A., Blume-Peytavi, U., & Lahmann, N. (2020). Skin ageing and dry skin. Textbook of Aging Skin, 331-341. - White-Chu, E. F., & Reddy, M. (2011). Dry skin in the elderly: complexities of a common problem. Clinics in Dermatology, 29(1), 37-42. #หมอธีมีเรื่องเล่า #ผิวผู้สูงอายุ #ผิวแห้งคัน #ผิวบาง #รอยช้ำง่าย #SenilePurpura #แผลฉีกขาด #SkinTears #ตจวิทยา #โรคผิวหนัง #เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ #ดูแลผู้สูงอายุ #สังคมสูงวัย #ดูแลสุขภาพองค์รวม
- อาการซ่อนเร้นที่ไม่เหมือนในตำรา... “ภาวะไทรอยด์เป็นพิษในผู้สูงอายุ อาการที่ต่างจากคนวัยหนุ่มสาว”
สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน กลับมาพบกับ “หมอธี มีเรื่องเล่า” กันอีกครั้งนะครับ แฟนเพจเคยสังเกตคุณพ่อคุณแม่ที่บ้านไหมครับว่า ช่วงนี้ท่านดูซูบผอมลงทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจลดน้ำหนัก ทานข้าวน้อยลง มีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย หรือบางท่านก็มีอาการซึมเศร้า เก็บตัว ไม่ค่อยพูดจา? เวลาเห็นอาการแบบนี้ ลูกหลาน (รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์บางท่านเอง) มักจะพุ่งเป้าไปที่เรื่องของ “ความเสื่อมตามวัย” “โรคซึมเศร้าวัยเกษียณ” หรือแม้แต่กังวลไปถึงเรื่อง “โรคมะเร็ง” ก่อนเป็นอันดับแรก แต่ในทางเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ (Geriatric Medicine) และอายุรกรรมต่อมไร้ท่อ มีอีกหนึ่ง "ภัยเงียบ" ที่มักซ่อนตัวอยู่ใต้หน้ากากของอาการเหล่านี้ นั่นคือ “ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroidism)” ครับ หลายคนอาจจะแย้งว่า “คุณหมอครับ ไทรอยด์เป็นพิษต้องใจสั่น ตาโปน คอพอก มือสั่น กินจุแต่น้ำหนักลดตังหาก ไม่ใช่หรือครับ?” ใช่ครับ! นั่นคืออาการตามตำราใน "วัยหนุ่มสาว" แต่เมื่อเกิดในวัยเก๋า สรีรวิทยาของร่างกายที่เปลี่ยนไป ทำให้โรคนี้แสดงออกในรูปแบบที่แพทย์เรียกว่า "Apathetic Thyrotoxicosis" (ไทรอยด์เป็นพิษแบบซึมเศร้า/เฉื่อยชา) วันนี้หมอจะพาทุกท่านไปถอดรหัสวิทยาศาสตร์กันครับว่า ทำไมต่อมผีเสื้อที่คอ ถึงสร้างความสับสนให้เราได้ขนาดนี้ 1. สรีรวิทยาของไทรอยด์: เครื่องเร่งปฏิกิริยาเผาผลาญ (Thyroid Hormone Function) ต่อมไทรอยด์ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนที่เปรียบเสมือน "คันเร่ง" ควบคุมระบบการเผาผลาญพลังงาน (Metabolism) ของทุกเซลล์ในร่างกายครับ เมื่อฮอร์โมนนี้ผลิตออกมามากเกินความพอดี (Thyrotoxicosis) ในคนหนุ่มสาว ระบบประสาทซิมพาเทติกจะถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง ทำให้เกิดอาการไฮเปอร์ (Hyperactive) คือ ตื่นตัวตลอดเวลา ใจเต้นแรง และมือสั่น แต่ในผู้สูงอายุ ความไวของระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic responsiveness) จะเสื่อมถอยลงครับ แม้ฮอร์โมนในเลือดจะสูงลิ่ว แต่ร่างกายกลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองแบบโอเวอร์แอ็กติงเหมือนวัยรุ่น ผู้สูงอายุจึงมักไม่มีอาการใจสั่นชัดเจน ไม่มีมือสั่น หรือตาโปนให้เห็นอย่างเด่นชัดครับ (Boelaert et al., 2010) 2. “น้ำหนักลดและกล้ามเนื้อลีบ” สัญญาณเตือนที่เด่นชัด เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะเผาผลาญอย่างบ้าคลั่งตลอดเวลา สิ่งที่ร่างกายผู้สูงวัยทำคือการ "ดึงโปรตีนจากกล้ามเนื้อ" มาเผาเป็นพลังงานครับ ดังนั้น อาการที่เด่นชัดและพบได้บ่อยในผู้สูงอายุที่เป็นไทรอยด์เป็นพิษ คือ "น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว" โดยที่ท่านมักจะมีอาการ "เบื่ออาหาร" ร่วมด้วย (ต่างจากวัยรุ่นที่กินจุ) พร้อมกับมีภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (Sarcopenia) อย่างฉับพลัน ทำให้ท่านมีอาการอ่อนแรง ลุกจากเก้าอี้ลำบาก ซึ่งอาการนี้มักทำให้ลูกหลานกังวลไปถึงโรคมะเร็งซ่อนเร้น แต่แท้จริงแล้วอาจมาจากต่อมไทรอยด์ครับ (Biondi et al., 2005) 3. หน้ากาก “โรคหัวใจ” และ “โรคซึมเศร้า” (Apathetic Presentation) ความน่ากลัวของไทรอยด์เป็นพิษในวัยเก๋า คือมันชอบสวมรอยเป็นโรคอื่นครับ: - อาการทางหัวใจ: แม้จะไม่บ่นว่าใจสั่น แต่ฮอร์โมนไทรอยด์ที่มากเกินความพอดี มักทำให้เกิด "ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation - AF)" ในผู้สูงอายุ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันที่สมอง (Stroke) และภาวะหัวใจล้มเหลวครับ บางท่านมาโรงพยาบาลด้วยอาการหอบเหนื่อย น้ำท่วมปอด แต่ต้นเหตุกลับมาจากไทรอยด์ (Frost et al., 2004) - อาการทางจิตเวช: ผู้ป่วยมักมีอาการเบื่ออาหาร ซึมเศร้า เฉื่อยชา ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง (Apathy) หรือสับสนหลงลืม (Cognitive impairment) ซึ่งดูคล้ายกับโรคซึมเศร้า หรือโรคสมองเสื่อม (Dementia) อย่างมาก การเจาะเลือดตรวจค่าไทรอยด์ (TSH, Free T4) จึงเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการแยกโรคของผู้สูงอายุครับ (Benseñor et al., 2012) สำหรับท่านที่ได้รับการวินิจฉัยและกำลังรับประทานยาต้านไทรอยด์ (เช่น MMI หรือ PTU) ตามคำสั่งแพทย์ ห้ามหยุดยา ห้ามลดขนาดยา และห้ามเปลี่ยนไปทานยาสมุนไพรแทนยาแผนปัจจุบันโดยเด็ดขาด (การหยุดยาโดยพลการอาจทำให้เกิดภาวะวิกฤตไทรอยด์ หรือ Thyroid Storm ซึ่งมีไข้สูง หัวใจล้มเหลว และเป็นอันตรายต่อชีวิตได้) หากผู้สูงอายุในบ้านมีอาการใจหวิว อ่อนเพลียรุนแรง น้ำหนักลดฮวบฮาบ หรือมีอาการซึมเศร้าผิดปกติ โปรดอย่าชะล่าใจและอย่าซื้อยาบำรุงเลือดมาทานเอง โปรดนำท่านไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรกรรม หรือต่อมไร้ท่อ (Endocrinologist) ในสถานพยาบาล เพื่อรับการเจาะเลือดตรวจหาความผิดปกติและรับการรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมอย่างถูกต้องครับ 🩺 บทสรุปจากหมอธี "ภาวะไทรอยด์เป็นพิษในวัยเก๋า" เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในวงการแพทย์ที่ยืนยันว่า อาการของโรคไม่จำเป็นต้องตรงตามตำราเสมอไปครับ การซ่อนตัวอยู่ใต้หน้ากากของความชรา อาการซึมเศร้า หรือความอ่อนเพลีย ทำให้หลายครอบครัวพลาดโอกาสในการรักษาที่ต้นเหตุ การรู้เท่าทันสรีรวิทยา และการช่างสังเกตความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น น้ำหนักที่ลดลงอย่างไม่มีสาเหตุร่วมกับอาการเบื่ออาหาร คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ลูกหลานพาท่านไปเจาะเลือดคัดกรองได้อย่างทันท่วงที เพราะหากเราทราบสาเหตุ การรักษาที่เหมาะสมจะช่วยให้ผู้สูงวัยกลับมามีเรี่ยวแรง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกครั้งครับ 💬 ชวนลูกเพจคุย อ่านมาถึงตรงนี้ แฟนเพจลองทบทวนอาการของคุณพ่อคุณแม่ หรือญาติผู้ใหญ่ที่บ้านดูนะครับ... มีใครที่ช่วงนี้ผอมลงเร็วมาก ขาเล็กลงจนบ่นว่าลุกนั่งไม่ค่อยมีแรง แถมเบื่ออาหาร หรือบางท่านดูซึม ๆ ไม่ค่อยร่าเริงไปบ้างไหมครับ? แล้วมีครอบครัวไหนที่เคยเจอประสบการณ์ "คุณหมอขอเจาะเลือดตรวจไทรอยด์" เพราะสงสัยว่าเป็นไทรอยด์เป็นพิษแฝงอยู่บ้างไหมครับ? ตอนนั้นมีอาการอะไรนำมาก่อน และหลังจากได้ทานยาปรับฮอร์โมนแล้ว ท่านกลับมามีพลังเหมือนเดิมไหมเอ่ย? ลองคอมเมนต์มาแบ่งปันประสบการณ์ เล่าเป็นอุทาหรณ์ หรือสอบถามข้อสงสัยเพิ่มเติม ให้หมอและเพื่อน ๆ ในเพจได้อ่านเป็นวิทยาทานในการเฝ้าระวังดูแลคนที่เรารักกันหน่อยนะครับ หมอรออ่านและพร้อมให้คำแนะนำกับทุกท่านครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ: - Benseñor, I. M., Lotufo, P. A., Menezes, P. R., Schoevers, V. A., Baune, C. D., Wilkinson, L. S., ... & Scazufca, M. (2012). Subclinical hyperthyroidism and dementia: the Sao Paulo Ageing & Health Study (SPAH). BMC Psychiatry, 12(1), 1-6. - Biondi, B., Palmieri, E. A., Klain, M., Schlumberger, M., Filetti, S., & Lombardi, G. (2005). Subclinical hyperthyroidism: clinical features and treatment options. European Journal of Endocrinology, 152(1), 1-9. - Boelaert, K., Torlinska, B., Holder, R. L., & Franklyn, J. A. (2010). Older subjects with hyperthyroidism present with a paucity of symptoms and signs: a large cross-sectional observational study. The Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism, 95(6), 2715-2726. - Frost, L., Vestergaard, P., & Mosekilde, L. (2004). Hyperthyroidism and risk of atrial fibrillation or flutter: a population-based study. Archives of Internal Medicine, 164(15), 1675-1678. #หมอธีมีเรื่องเล่า #ไทรอยด์เป็นพิษ #ไทรอยด์ผู้สูงอายุ #Hyperthyroidism #น้ำหนักลดไม่ทราบสาเหตุ #ApatheticHyperthyroidism #ผู้สูงอายุเบื่ออาหาร #ซึมเศร้าในผู้สูงอายุ #หัวใจเต้นผิดจังหวะ #AtrialFibrillation #ระบบต่อมไร้ท่อ #เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ #ดูแลผู้สูงอายุ #ดูแลสุขภาพองค์รวม
- ไม่ใช่แค่เดินเยอะหรือเมื่อยล้า... “อาการบวมที่ขา สัญญาณเตือนของโรคอะไรบ้าง?”
สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน กลับมาพบกับ “หมอธี มีเรื่องเล่า” กันอีกครั้งนะครับ แฟนเพจเคยสังเกตตัวเอง หรือคุณพ่อคุณแม่ที่บ้านไหมครับว่า เวลาตกเย็นทีไร ทำไมรองเท้าถึงคับกว่าตอนเช้า หรือเวลาถอดถุงเท้าออกมาแล้วเห็นรอยรัดชัดเจน บางทีใช้นิ้วกดบริเวณหน้าแข้งหรือหลังเท้าแล้วเกิด “รอยบุ๋ม” ค้างอยู่นานกว่าผิวจะเด้งกลับคืนมา? หลายท่านมักจะคิดว่า "สงสัยเดินเยอะ ยืนทำงานทั้งวัน หรือกินเค็มไปหน่อย เดี๋ยวพอนอนพักยกขาสูงก็คงหาย" แน่นอนครับว่าแรงโน้มถ่วงและการยืนนาน ๆ เป็นสาเหตุหนึ่งที่พบได้บ่อย แต่ในมุมมองของแพทย์อายุรกรรม อาการ "ขาบวม (Peripheral Edema)" โดยเฉพาะอาการบวมที่กดแล้วบุ๋ม ไม่ใช่แค่เรื่องของความเมื่อยล้าเสมอไปครับ อาการขาบวมเปรียบเสมือน "หน้าต่าง" ที่เปิดให้เราเห็นการทำงานของระบบอวัยวะสำคัญภายในร่างกาย วันนี้หมอจะพาทุกท่านไปถอดรหัสกลไกทางสรีรวิทยากันครับว่า น้ำที่คั่งอยู่ที่ขาของเรา กำลังพยายามส่งเสียงเตือนถึงปัญหาสุขภาพอะไรบ้าง 1. สัญญาณเตือนจาก “ปั๊มน้ำที่อ่อนล้า” (ภาวะหัวใจล้มเหลว - Heart Failure) หัวใจของเราทำหน้าที่เหมือนปั๊มน้ำครับ หากวันหนึ่งกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวหรือคลายตัวได้ไม่ดี (อาจเกิดจากโรคความดันโลหิตสูงเรื้อรัง หรือโรคหลอดเลือดหัวใจ) หัวใจฝั่งขวาจะไม่สามารถรับเลือดกลับเข้ามาระบายได้ทันท่วงที ในทางฟิสิกส์สรีรวิทยา เมื่อเลือดคั่งค้างในระบบหลอดเลือดดำ แรงดันจะสูงขึ้น ทำให้น้ำและพลาสมาถูกดันให้ซึมผ่านผนังหลอดเลือดออกมาคั่งค้างอยู่ตามเนื้อเยื่อ และเนื่องจาก "ขา" เป็นอวัยวะที่อยู่ต่ำที่สุดตามแรงโน้มถ่วง น้ำจึงไปกองรวมกันที่นั่นครับ หากขาบวมร่วมกับอาการเหนื่อยหอบเวลานอนราบ (Orthopnea - ต้องหนุนหมอนสูงถึงจะหลับได้) หรือตื่นมาหอบกลางดึก นี่คือสัญญาณเตือนของ "ภาวะหัวใจล้มเหลว" ที่ต้องรีบไปพบแพทย์ครับ (Ponikowski et al., 2016) 2. สัญญาณเตือนจาก “โรงงานกรองของเสีย” (โรคไตเรื้อรัง - Kidney Disease) "ไต" มีหน้าที่สำคัญในการกรองของเสียและรักษาสมดุลของเกลือแร่ (โซเดียม) และน้ำในร่างกายครับ เมื่อไตทำงานเสื่อมลง ไตจะไม่สามารถขับโซเดียมและน้ำส่วนเกินออกทางปัสสาวะได้ทัน ทำให้น้ำคั่งในร่างกาย นอกจากนี้ หากไตมีรอยรั่วจนโปรตีน “อัลบูมิน (Albumin)” หลุดรอดปนออกมากับปัสสาวะ (Nephrotic Syndrome) ระดับโปรตีนในเลือดจะลดต่ำลง ซึ่งโปรตีนอัลบูมินนี้ทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำดึงน้ำไว้ในหลอดเลือด เมื่อโปรตีนต่ำ น้ำก็จะรั่วออกนอกหลอดเลือด ทำให้เกิดอาการบวมทั่วตัว โดยมักจะสังเกตเห็นชัดเจนที่ขาและ “รอบเปลือกตา” ในช่วงเช้าตื่นนอน ร่วมกับมีปัสสาวะเป็นฟองคล้ายฟองเบียร์ครับ (Levin et al., 2013) 3. สัญญาณเตือนจาก “โรงงานผลิตโปรตีน” (โรคตับแข็ง - Liver Cirrhosis) "ตับ" คือโรงงานหลักที่ทำหน้าที่ผลิตโปรตีนอัลบูมินครับ เมื่อตับเกิดภาวะตับแข็ง (ไม่ว่าจะจากการดื่มแอลกอฮอล์เรื้อรัง หรือไขมันพอกตับ) ตับจะสร้างโปรตีนได้น้อยลงอย่างมาก ทำให้ระดับอัลบูมินในเลือดต่ำ ส่งผลให้เกิดอาการบวมน้ำ แต่จุดสังเกตของโรคตับคือ มักจะมีอาการ "ท้องโต (Ascites)" จากน้ำที่คั่งในช่องท้องร่วมกับอาการขาบวม และผู้ป่วยอาจมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง (Jaundice) หรือมีเส้นเลือดฝอยแตกเป็นรูปแมงมุมตามหน้าอกร่วมด้วยครับ (Runyon, 2013) 4. สัญญาณเตือนฉุกเฉินจาก “ท่อระบายน้ำอุดตัน” (หลอดเลือดดำลึกอุดตัน - DVT) หากอาการขาบวมเกิดขึ้น "เพียงข้างเดียว" ร่วมกับอาการปวดตึง น่องบวมแดง และจับแล้วรู้สึกร้อน นี่คือภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ครับ! อาการนี้มักเกิดจาก "ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก (Deep Vein Thrombosis - DVT)" มักพบในผู้ที่นั่งเครื่องบินไฟลต์ยาว นั่งรถนาน ๆ หรือผู้ป่วยติดเตียง ความน่ากังวลคือ หากลิ่มเลือดนี้หลุดลอยไปตามกระแสเลือดและอุดตันที่ขั้วปอด (Pulmonary Embolism) อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการหอบเหนื่อยเฉียบพลันและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ครับ (Kearon et al., 2012) หากท่านหรือคนใกล้ชิดมีอาการขาบวม ห้ามซื้อยาขับปัสสาวะ (Diuretics) หรือยาสมุนไพรต้มมารับประทานเองเพื่อลดบวมโดยเด็ดขาด (การใช้ยาขับปัสสาวะผิดวิธีอาจทำให้เกลือแร่ในเลือดผิดปกติ ไตวายเฉียบพลัน หรือช็อกได้) และ ห้ามบีบนวดรุนแรงที่ขาข้างที่บวมแดงร้อน (หากเป็นลิ่มเลือดอุดตัน การนวดอาจทำให้ลิ่มเลือดหลุดไปปอดได้) หากมีอาการขาบวมร่วมกับ "เหนื่อยหอบ นอนราบไม่ได้ เจ็บแน่นหน้าอก ปัสสาวะเป็นฟอง/ออกน้อยลง หรือขาบวมแดงร้อนข้างเดียวอย่างฉับพลัน" โปรดตั้งสติและรีบนำผู้ป่วยส่งแผนกฉุกเฉิน หรือโทร 1669 เพื่อรับการประเมินและการรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมโดยเร่งด่วนครับ 🩺 บทสรุปจากหมอธี "อาการขาบวม" ไม่ใช่เรื่องที่จะปล่อยผ่านแล้วคิดว่าเดี๋ยวพักก็หายเองได้เสมอไปครับ ร่างกายกำลังใช้บริเวณที่อยู่ต่ำที่สุดของร่างกาย เป็นกระดานส่งข้อความบอกเราว่า ปั๊มน้ำ (หัวใจ) หรือ เครื่องกรองน้ำ (ไต) กำลังมีปัญหา การหมั่นสังเกตข้อเท้าของตัวเองและคนที่เรารัก หากกดแล้วบุ๋มค้าง หรือบวมจนใส่รองเท้าคู่เดิมไม่ได้ การรีบไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรกรรมเพื่อตรวจหาสาเหตุตั้งแต่เนิ่น ๆ คือการตัดไฟแต่ต้นลม เพื่อปกป้องอวัยวะสำคัญให้อยู่คู่ร่างกายเราไปได้อย่างยาวนานและปลอดภัยครับ 💬 ชวนลูกเพจคุย อ่านมาถึงตรงนี้ แฟนเพจลองก้มดูข้อเท้าของตัวเอง หรือลองเอานิ้วกดหน้าแข้งของคุณพ่อคุณแม่ที่บ้านดูนะครับ... มีใครที่ช่วงเย็น ๆ ถอดถุงเท้าออกมาแล้วมีรอยรัดชัดเจน หรือกดแล้วเนื้อบุ๋มลงไปแบบไม่เด้งคืนตัวทันทีบ้างไหมครับ? แล้วสำหรับแฟนเพจที่ต้องทำงานแบบ "ยืนนาน ๆ" หรือ "นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน" หรือแม้แต่สตรีมีครรภ์ มีเทคนิคส่วนตัวในการยืดเส้นยืดสาย หรือลดอาการเมื่อยล้าขาบวมกันอย่างไรบ้างครับ? (เช่น นอนเอาขาพาดกำแพงให้สูงกว่าระดับหัวใจ แช่น้ำอุ่น หรือใส่ถุงเท้าซัพพอร์ต) ลองคอมเมนต์มาแบ่งปันประสบการณ์ เล่าวิธีดูแลสุขภาพ หรือสอบถามข้อสงสัยให้หมอและเพื่อน ๆ ในเพจได้อ่านเป็นความรู้กันหน่อยนะครับ หมอรออ่านและพร้อมให้คำแนะนำด้วยความห่วงใยครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ: - Kearon, C., Akl, E. A., Comerota, A. J., Prandoni, P., Bounameaux, H., Goldhaber, S. Z., ... & Guyatt, G. H. (2012). Antithrombotic therapy for VTE disease: Antithrombotic Therapy and Prevention of Thrombosis, 9th ed: American College of Chest Physicians Evidence-Based Clinical Practice Guidelines. Chest, 141(2 Suppl), e419S-e496S. - Levin, A., Stevens, P. E., Bilous, R. W., Coresh, J., De Francisco, A. L., De Jong, P. E., ... & Radhakrishnan, J. (2013). Kidney Disease: Improving Global Outcomes (KDIGO) CKD Work Group. KDIGO 2012 clinical practice guideline for the evaluation and management of chronic kidney disease. Kidney International Supplements, 3(1), 1-150. - Ponikowski, P., Voors, A. A., Anker, S. D., Bueno, H., Cleland, J. G., Coats, A. J., ... & ESC Scientific Document Group. (2016). 2016 ESC Guidelines for the diagnosis and treatment of acute and chronic heart failure. European Heart Journal, 37(27), 2129-2200. - Runyon, B. A. (2013). Management of adult patients with ascites due to cirrhosis: an update. Hepatology, 57(1), 1651-1653. #หมอธีมีเรื่องเล่า #อาการขาบวม #ขาบวมกดบุ๋ม #หัวใจล้มเหลว #โรคไตเรื้อรัง #โปรตีนรั่วในปัสสาวะ #ตับแข็ง #ลิ่มเลือดอุดตัน #DVT #อาการบวมน้ำ #อายุรกรรม #เวชศาสตร์วิถีชีวิต #โรคNCDs #ดูแลผู้สูงอายุ #ดูแลสุขภาพองค์รวม
- ลดความเสี่ยงจากปลายเท้า... “การดูแลเท้าสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ป้องกันแผลเรื้อรัง”
สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน กลับมาพบกับ “หมอธี มีเรื่องเล่า” กันอีกครั้งนะครับ เวลาที่เราพูดถึงเรื่อง “โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus)” แฟนเพจส่วนใหญ่มักจะนึกถึงเรื่องของการควบคุมระดับน้ำตาล การควบคุมอาหาร หรือการใช้ยาตามแพทย์สั่งใช่ไหมครับ แต่แฟนเพจทราบไหมครับว่า ในมุมมองของแพทย์ มีอีกหนึ่งภาวะแทรกซ้อนที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก นั่นก็คือ “แผลเบาหวานที่เท้า (Diabetic Foot Ulcer)” ครับ สถิติทางการแพทย์ระบุว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีความเสี่ยงที่จะเกิดแผลที่เท้าอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต และหลายกรณีเริ่มต้นจากรอยถลอกเพียงเล็กน้อย หรือแค่รอยรองเท้ากัดเท่านั้นครับ ทำไมแผลขนาดเล็กถึงลุกลามเป็นแผลเรื้อรัง และเราจะมีวิธีดูแลป้องกันภาวะแทรกซ้อนนี้ได้อย่างไร? วันนี้หมอจะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจกลไกของร่างกาย และเรียนรู้วิธีการดูแลเท้าฉบับเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) กันครับ 1. พยาธิสภาพของเบาหวาน: เมื่อเส้นประสาทและหลอดเลือดได้รับผลกระทบ (Neuropathy & Ischemia) โรคเบาหวานเปรียบเสมือนสนิมที่เกาะกินท่อประปาในร่างกายครับ เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังเป็นเวลานาน โมเลกุลของน้ำตาลจะเข้าไปส่งผลกระทบต่อระบบที่สำคัญบริเวณปลายเท้า ได้แก่: ระบบเส้นประสาทเสื่อม (Diabetic Neuropathy): น้ำตาลในเลือดที่สูงจะส่งผลกระทบต่อปลอกหุ้มเส้นประสาท ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียความรู้สึกที่ฝ่าเท้า (Loss of protective sensation) ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่งครับ เพราะเมื่อท่านเดินเหยียบเศษแก้ว โดนน้ำร้อนลวก หรือรองเท้ากัด สมองจะไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดอย่างที่ควรจะเป็น ทำให้แผลถูกเสียดสีซ้ำ ๆ จนลุกลาม (Boulton et al., 2005) หลอดเลือดส่วนปลายตีบแคบ (Peripheral Arterial Disease): ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงส่งผลให้ผนังหลอดเลือดฝอยส่วนปลายหนาตัวและตีบแคบ เมื่อเกิดแผล ร่างกายจะไม่สามารถส่งเลือดที่มีออกซิเจนและเซลล์เม็ดเลือดขาวไปซ่อมแซมแผลได้อย่างเพียงพอ แผลจึงสมานตัวได้ยาก และมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายครับ (Jude et al., 2010) 2. กฎการดูแลความสะอาด: "แห้งแต่ชุ่มชื้น" (Daily Foot Hygiene) การดูแลเพื่อลดความเสี่ยงเริ่มต้นที่กิจวัตรประจำวันครับ - การล้างเท้า: ผู้ป่วยเบาหวานควรล้างเท้าด้วยน้ำสบู่อ่อน ๆ ทุกวัน ข้อควรระวัง: ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำอุ่นจัดหรือแช่น้ำร้อน เพราะผู้ป่วยอาจรับรู้ความร้อนได้น้อยลงจนเกิดแผลพุพอง (Burn) โดยไม่รู้ตัว ให้ผู้ดูแลช่วยทดสอบอุณหภูมิน้ำก่อนเสมอครับ - การเช็ดและบำรุง: หลังล้างเสร็จ ควรซับเท้าให้แห้งสนิท โดยเฉพาะ "ตามซอกนิ้วเท้า" เพื่อป้องกันความอับชื้นและเชื้อรา (Fungal infection) จากนั้นทาโลชั่นเพื่อลดปัญหาผิวแห้งแตก แต่มีข้อแนะนำคือ "ควรหลีกเลี่ยงการทาโลชั่นบริเวณซอกนิ้วเท้า" เพื่อลดความอับชื้นครับ (Schaper et al., 2020) 3. การเลือกรองเท้าและสำรวจเท้า: ภารกิจประจำวัน (Foot Inspection & Footwear) สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ควรหลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่า ทั้งในบ้านและนอกบ้านครับ - การสำรวจเท้า: ผู้ป่วยหรือผู้ดูแล ควรใช้เวลาสำรวจฝ่าเท้า ซอกนิ้ว และส้นเท้าเป็นประจำทุกวัน (อาจใช้กระจกบานเล็กส่องดูฝ่าเท้า) หากพบรอยแดง รอยหนังด้าน (Callus) รอยถลอก หรือตุ่มน้ำใส ต้องเฝ้าระวังและปรึกษาแพทย์ - การเลือกรองเท้า: รองเท้าสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ควรเป็นรองเท้าหุ้มส้นที่มีหน้ากว้าง (Broad toe box) ไม่บีบรัดนิ้วเท้า ไม่มีตะเข็บแข็งด้านใน และที่สำคัญ ก่อนสวมรองเท้าทุกครั้ง ควร "เคาะรองเท้าและใช้มือคลำด้านใน" เสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเศษหิน กรวด หรือแมลงซ่อนอยู่ด้านในครับ (Bus et al., 2016) หากผู้ป่วยเบาหวานมี "แผลเปิด รอยถลอก ตุ่มน้ำแตก หนังด้านที่กดเจ็บ นิ้วเท้าเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ มีน้ำเหลืองหรือหนองไหล หรือมีไข้" ห้ามตัดแต่งเนื้อตายด้วยตนเอง ห้ามใช้กรรไกรหรือมีดโกนแคะตาปลา ห้ามนำสมุนไพรมาพอกแผล และห้ามซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง โปรดพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ในสถานพยาบาล เพื่อรับการประเมินบาดแผล การล้างแผลแบบปลอดเชื้อ (Sterile dressing) ตัดแต่งเนื้อตาย (Debridement) และรับการรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมอย่างเหมาะสมครับ 🩺 บทสรุปจากหมอธี "เท้า" คืออวัยวะที่รับน้ำหนักและพาเราก้าวเดินไปในทุกช่วงเวลาของชีวิตครับ สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน การดูแลเท้าไม่ใช่เพียงการทำความสะอาด แต่คือการคอยสังเกตและปกป้องอย่างสม่ำเสมอ การตรวจดูฝ่าเท้า ทาโลชั่น และหลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่า คือแนวทางเสริมสุขภาพที่สามารถทำได้ทุกวัน ผนวกกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีตามคำแนะนำของแพทย์ เพียงเท่านี้ เราก็สามารถดูแลสุขภาพเท้าของคนที่เรารัก ให้อยู่ก้าวเดินไปด้วยกันได้อย่างมั่นคงและมีความปลอดภัยครับ 💬 ชวนลูกเพจคุย อ่านมาถึงตรงนี้ แฟนเพจลองนึกถึงคุณพ่อคุณแม่ หรือญาติผู้ใหญ่ที่เป็นเบาหวานที่บ้านดูนะครับ... ปกติแล้วท่านมักจะเคยชินกับการ "เดินเท้าเปล่า" ในบ้าน หรือชอบใส่รองเท้าแตะแบบคีบที่อาจเสียดสีง่ามนิ้วเท้ากันอยู่บ้างไหมครับ? แล้วครอบครัวของแฟนเพจ มีใครคอยทำหน้าที่ช่วยเช็กฝ่าเท้า หรือทาโลชั่นให้คุณพ่อคุณแม่ก่อนนอนบ้างไหมเอ่ย? ใครที่มีประสบการณ์ในการพาผู้ใหญ่ไปเลือกรองเท้าสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน หรือมีเคล็ดลับการดูแลเท้า ลองคอมเมนต์มาแบ่งปันความรู้ แชร์ทริกการดูแล หรือเล่าประสบการณ์ให้หมอและเพื่อน ๆ ในเพจได้อ่านเป็นวิทยาทานกันหน่อยนะครับ หมอรออ่านและพร้อมให้กำลังใจทุกครอบครัวที่ดูแลผู้ป่วยเบาหวานครับ! ด้วยความปรารถนาดี หมอธี มีเรื่องเล่า หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ: - Boulton, A. J., Vileikyte, L., Ragnarson-Tennvall, G., & Apelqvist, J. (2005). The global burden of diabetic foot disease. The Lancet, 366(9498), 1719-1724. - Bus, S. A., van Netten, J. J., Lavery, L. A., Monteiro-Soares, M., Rasmussen, A., Jubiz, Y., ... & International Working Group on the Diabetic Foot. (2016). IWGDF guidance on the prevention of foot ulcers in at-risk patients with diabetes. Diabetes/Metabolism Research and Reviews, 32(S1), 16-24. - Jude, E. B., Eleftheriadou, I., & Tentolouris, N. (2010). Peripheral arterial disease in diabetes—a review. Diabetic Medicine, 27(1), 4-14. - Schaper, N. C., van Netten, J. J., Apelqvist, J., Bus, S. A., Hinchliffe, R. J., Lipsky, B. A., & IWGDF Editorial Board. (2020). Practical Guidelines on the prevention and management of diabetic foot disease (IWGDF 2019 update). Diabetes/Metabolism Research and Reviews, 36(S1), e3266. #หมอธีมีเรื่องเล่า #แผลเบาหวาน #การดูแลเท้าผู้ป่วยเบาหวาน #DiabeticFootUlcer #ปลายประสาทเสื่อม #รองเท้าเบาหวาน #เวชศาสตร์วิถีชีวิต #โรคเบาหวาน #ดูแลผู้ป่วยเบาหวาน #สุขภาพองค์รวม #ป้องกันแผลเบาหวาน











