top of page

บทเรียนชีวิตหลังอายุ 35 ที่ไม่มีใครบอกตอนเรา 20

  • หมอธี มีเรื่องเล่า
  • Mar 14
  • 1 min read

สวัสดีครับทุกท่าน หมอธี (Dr.Tee) กลับมาพบกับทุกคนในเพจ “หมอธี มีเรื่องเล่า” อีกครั้งนะครับ


จำช่วงเวลาตอนที่เราอายุ 20 ต้น ๆ กันได้ไหมครับ? ตอนนั้นหลายคนรู้สึกว่าร่างกายเราเหมือนเครื่องจักรที่ไม่มีวันพัง อดนอนสามวันติดก็ยังไปเรียนหรือไปทำงานไหว กินบุฟเฟต์มื้อดึกแค่ไหนตื่นมาหน้าก็ยังใสและน้ำหนักไม่ขึ้น แต่พอเราก้าวข้ามเส้นอายุ 35 ปี ร่างกายกลับเริ่มส่งสัญญาณเตือนบางอย่างที่ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนวิถีชีวิตกันใหม่หมด


ในทางการแพทย์ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญครับ แต่เป็นกลไกทางสรีรวิทยาที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ วันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังถึง 3 บทเรียนสุขภาพหลังวัย 35 ที่ไม่มีใครเคยเตือนเราตอนอายุ 20 พร้อมอธิบายด้วยหลักการแพทย์ว่าทำไมร่างกายเราถึงไม่เหมือนเดิมครับ


1. “กินเท่าเดิม แต่น้ำหนักไม่เท่าเดิม” (การลดลงของมวลกล้ามเนื้อและระบบเผาผลาญ)

ตอนอายุ 20 เราอาจจะชินกับการกินเค้ก กินปิ้งย่าง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องรอบเอว แต่เมื่อเข้าสู่วัย 30-35 ปี หลายคนพบว่ากินเท่าเดิม แต่น้ำหนักกลับพุ่งพรวดและลดยากขึ้นมาก


สิ่งนี้อธิบายได้ด้วยภาวะ "การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อตามวัย" หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Sarcopenia ครับ โดยทั่วไปร่างกายมนุษย์จะเริ่มสูญเสียมวลกล้ามเนื้อประมาณ 3-8% ในทุก ๆ 10 ปี หลังจากอายุ 30 ปีเป็นต้นไป เมื่อมวลกล้ามเนื้อที่เป็นเหมือนเตาเผาพลังงานของร่างกายมีขนาดเล็กลง อัตราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐาน (Basal Metabolic Rate: BMR) จึงลดลงตามไปด้วย (Keller & Engelhardt, 2013) นั่นแปลว่า หากวัย 35 เรายังกินอาหารในปริมาณและแคลอรีเท่ากับตอนอายุ 20 พลังงานส่วนเกินจะถูกนำไปสะสมเป็นไขมันตามหน้าท้องและหลอดเลือดได้ง่ายขึ้นมากครับ


2. “อดนอนคืนเดียว ร่างกายพังไปสามวัน” (โครงสร้างการนอนหลับที่เปลี่ยนไป)

สมัยเรียนมหาวิทยาลัย การอ่านหนังสือโต้รุ่งแล้วไปสอบเป็นเรื่องปกติ แต่พออายุ 35 แค่นอนดึกนิดหน่อย ตื่นมาก็รู้สึกปวดหัวตึบ ๆ สมองตื้อ และอ่อนเพลียข้ามวันข้ามคืน


สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะ "โครงสร้างการนอนหลับ" (Sleep Architecture) ของเราเปลี่ยนไปเมื่ออายุมากขึ้นครับ งานวิจัยทางประสาทวิทยาศาสตร์พบว่า เมื่อเราอายุเข้าสู่ช่วงวัยกลางคน ระยะเวลาของการนอนหลับลึก (Deep Sleep หรือ Slow-wave sleep) ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ออกมาซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอ จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (Mander et al., 2017) ทำให้ประสิทธิภาพในการฟื้นฟูร่างกายและสมองแย่ลง การอดนอนในวัยนี้จึงส่งผลกระทบที่รุนแรงและใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าตอนหนุ่มสาวครับ


3. “ความเครียดสะสม จะเริ่มส่งบิลเรียกเก็บเงิน” (ภาวะอักเสบเรื้อรังซ่อนเร้น)

ตอนวัยรุ่น เรามักมองข้ามความเครียดและใช้ชีวิตแบบสุดเหวี่ยง แต่พออายุ 35 โรคแปลก ๆ เริ่มถามหา ไม่ว่าจะเป็น กรดไหลย้อน ปวดหลังเรื้อรัง ภูมิแพ้ผิวหนัง หรือแม้แต่ความดันโลหิตสูง


นี่คือผลลัพธ์ของสิ่งที่วงการแพทย์เรียกว่า "Inflammaging" หรือภาวะอักเสบเรื้อรังระดับเซลล์ที่เพิ่มขึ้นตามอายุครับ การสะสมของความเครียดทางจิตใจ การรับประทานอาหารแปรรูป มลภาวะ และการพักผ่อนไม่พอตั้งแต่วัย 20 จะค่อย ๆ สร้างความเสียหายระดับไมโครในร่างกาย เมื่อถึงวัย 35 ที่กลไกการต่อต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติเริ่มทำงานถดถอยลง ความเสียหายที่สะสมไว้จึงแสดงออกมาเป็นอาการเจ็บป่วยทางกาย (Furman et al., 2019) เปรียบเหมือนบิลบัตรเครดิตสุขภาพที่เรารูดทิ้งไว้ตอนอายุน้อย แล้วต้องมาตามจ่ายดอกเบี้ยในตอนนี้นั่นเองครับ


บทสรุปจากหมอธี

บทเรียนสำคัญที่สุดเมื่อเราก้าวผ่านวัย 35 คือการตระหนักว่า "ร่างกายนี้มีข้อจำกัด" ครับ เราไม่สามารถใช้ชีวิตแบบใช้ต้นทุนล่วงหน้าได้อีกต่อไป การยอมรับความเปลี่ยนแปลงของวัยไม่ได้แปลว่าเรายอมแพ้ แต่หมายถึงการปรับตัวอย่างชาญฉลาด การหันมาเวทเทรนนิ่งเพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อ การให้ความสำคัญกับการนอนหลับมากกว่าการปาร์ตี้ และการจัดการความเครียดเพื่อลดการอักเสบในร่างกาย คือการลงทุนด้านสุขภาพที่ดีที่สุด ที่จะช่วยให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาวครับ


ชวนลูกเพจคุย

มีลูกเพจท่านไหนที่อายุแตะเลข 3 หรือเลข 4 แล้วบ้างไหมครับ? ลองมาแชร์กันหน่อยว่า มีความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายข้อไหนที่คุณรู้สึกว่า "รู้อย่างนี้ น่าจะดูแลตัวเองให้ดีตั้งแต่ตอนอายุ 20" บ้าง? คอมเมนต์เล่าสู่กันฟังได้เลยนะครับ หมอรออ่านประสบการณ์ของทุกคนอยู่ครับ!


ด้วยความปรารถนาดี

หมอธี มีเรื่องเล่า


หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์


แหล่งอ้างอิงทางวิชาการ

- Furman, D., Campisi, J., Verdin, E., et al. (2019). Chronic inflammation in the etiology of disease across the life span. Nature Medicine, 25, 1822–1832.

- Keller, K., & Engelhardt, M. (2013). Strength and muscle mass loss with aging process. Age and strength loss. Muscles, Ligaments and Tendons Journal, 3(4), 346–350.

- Mander, B. A., Winer, J. R., & Walker, M. P. (2017). Sleep and Human Aging. Neuron, 94(1), 19-36.


#หมอธีมีเรื่องเล่า #DrTee #สุขภาพวัย35 #บทเรียนชีวิต #วัยทำงาน #ระบบเผาผลาญ #Sarcopenia #การนอนหลับ #ความเครียดสะสม #Inflammaging #ดูแลตัวเอง #สุขภาพกายและใจ

Comments


bottom of page