
รอยแดง (PIE) vs รอยดำ (PIH): แฝดคนละฝาที่มักถูกจำสลับกัน... แยกให้ออก รักษาให้ถูกจุด
- หมอธี มีเรื่องเล่า
- Feb 4
- 2 min read

สวัสดีครับแฟนเพจที่รักสุขภาพทุกท่าน กลับมาพบกับ "หมอธี มีเรื่องเล่า" ในมุมมองของ "การดูแลสุขภาพด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต" (Lifestyle Modification) และการทำความเข้าใจพยาธิสภาพของโรคผิวหนังอย่างถูกต้อง เพื่อให้เราเลือกวิธีดูแลตัวเอง ได้อย่างเหมาะสม กันอีกครั้งนะครับ
เคยเป็นไหมครับ? สิวอักเสบเม็ดเป้งยุบไปแล้ว แต่สิ่งที่ทิ้งไว้ดูต่างหน้าคือ "รอย" บนใบหน้า บางคนบอกเป็นรอยแดง บางคนบอกเป็นรอยดำ แล้วก็ไปซื้อครีมลดรอยมาทา... ทาเท่าไหร่ก็ไม่จาง หรือจางช้ามาก จนเริ่มท้อใจ
ความจริงก็คือ "รอยสิวไม่ได้มีแค่แบบเดียว" ครับ ในทางการแพทย์เราแบ่งรอยสิวออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ซึ่งมีต้นกำเนิดต่างกันอย่างสิ้นเชิง คือ รอยแดง (PIE) และ รอยดำ (PIH) การที่เรารักษารอยสิวแล้วไม่ดีขึ้น อาจเป็นเพราะเรากำลังใช้ "กุญแจผิดดอก" ไขประตูอยู่ก็ได้ครับ
วันนี้หมอจะพาทุกคนไปส่องกล้องดูความแตกต่างระดับเซลล์ และเปลี่ยนจากตารางเปรียบเทียบ มาเป็นคำอธิบายเน้นๆ ให้เข้าใจง่ายขึ้นครับ
🔴 1. รอยแดง (PIE): เมื่อเส้นเลือดฝอยยัง "คั่งค้าง"
ชื่อเต็ม: Post-Inflammatory Erythema (PIE)
สาเหตุการเกิด:
ต้องทำความเข้าใจก่อนครับว่า รอยแดงไม่ใช่เม็ดสี! แต่มันคือ "ความผิดปกติของเส้นเลือด" (Vascular abnormalities)
เมื่อเกิดการอักเสบจากสิว ร่างกายจะส่งเลือดมาเลี้ยงบริเวณนั้นเพื่อซ่อมแซมบาดแผล ทำให้เส้นเลือดฝอยขยายตัว (Vasodilation) แม้สิวจะยุบไปแล้ว แต่เส้นเลือดฝอยเหล่านี้อาจยังไม่หดกลับ หรือมีการสร้างเส้นเลือดฝอยใหม่ขึ้นมา ทำให้เราเห็นเป็นรอยสีชมพู แดง หรือม่วงจางๆ บนผิวหนัง (Bae-Harboe & Graber, 2013)
วิธีสังเกต (Diascopy Test):
ลองใช้นิ้วมือที่สะอาด หรือกระจกใส "กดลงไปบนรอย" ดูครับ ถ้าเป็นรอยแดง (PIE) เมื่อเรากดไล่เลือด รอยนั้นจะ "ซีดจางลง หรือกลายเป็นสีขาว" (Blanching) ชั่วขณะครับ
แนวทางการรักษา:
เนื่องจากสาเหตุคือเส้นเลือด ยาทาลดเม็ดสีทั่วไปจึงมัก "ไม่ค่อยได้ผล" หรือเห็นผลน้อยมาก
• การรอคอย: รอยแดงสามารถจางหายเองได้ แต่ใช้เวลานาน (3-6 เดือน หรือนานกว่านั้น)
• เลเซอร์ (Vascular Laser): เป็นวิธีมาตรฐานที่ช่วยให้รอยแดงจางลงได้เร็วขึ้น เช่น Pulsed Dye Laser (PDL) โดยพลังงานแสงจะไปทำให้เส้นเลือดฝอยที่ขยายตัวนั้นฝ่อลง (Mathew et al., 2022)
⚫ 2. รอยดำ (PIH): เมื่อเม็ดสี "ตื่นตัว" เกินเหตุ
ชื่อเต็ม: Post-Inflammatory Hyperpigmentation (PIH)
สาเหตุการเกิด:
ต่างจากรอยแดงโดยสิ้นเชิงครับ รอยดำเกิดจากกระบวนการผลิต "เม็ดสีเมลานิน" (Melanin) ที่มากเกินไป
เมื่อผิวหนังมีการอักเสบ จะไปกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocytes) ให้ทำงานหนักขึ้น ผลิตเม็ดสีออกมาสะสมไว้ที่ชั้นผิวหนังกำพร้า หรือชั้นหนังแท้ ทำให้เห็นเป็นรอยสีน้ำตาล สีเทา หรือสีดำ มักพบได้บ่อยในคนผิวเข้ม (Davis & Callender, 2010)
วิธีสังเกต (Diascopy Test):
ใช้วิธีเดิมครับ กดลงไปบนรอย ถ้าเป็นรอยดำ (PIH) ไม่ว่าเราจะกดแรงแค่ไหน รอยนั้นจะ "สีไม่เปลี่ยน ยังคงเป็นสีน้ำตาล/ดำเหมือนเดิม" (Non-blanching) เพราะเม็ดสีฝังอยู่ในผิว กดไล่ไม่ได้ครับ
แนวทางการรักษา:
เป้าหมายคือการยับยั้งการสร้างเม็ดสีและการผลัดเซลล์ผิว
• ยาทา (Topical Agents): กลุ่มที่ยับยั้งเอนไซม์สร้างเม็ดสี เช่น Arbutin, Kojic acid, Vitamin C, Niacinamide หรือยาทากลุ่ม Retinoids
• การกันแดด: "สำคัญที่สุด" เพราะแสง UV คือตัวกระตุ้นให้รอยดำเข้มขึ้นและหายช้าลงครับ (Callender et al., 2011)
⚔️ สรุปความแตกต่าง: เช็คลิสต์แยกแฝดคนละฝา
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด หมอขอสรุปเปรียบเทียบให้ฟังทีละประเด็นดังนี้ครับ:
1. ด้านต้นเหตุ:
• รอยแดง (PIE): เกิดจาก "เส้นเลือดฝอยขยายตัว" จากการอักเสบ
• รอยดำ (PIH): เกิดจาก "เม็ดสีเมลานิน" ถูกผลิตมากเกินไป
2. ด้านสีสัน:
• รอยแดง (PIE): จะเห็นเป็นสีชมพู แดง หรือม่วงจางๆ
• รอยดำ (PIH): จะเห็นเป็นสีน้ำตาล สีเทา หรือสีดำเข้ม
3. ด้านการทดสอบ (กดผิว):
• รอยแดง (PIE): เมื่อกดลงไป รอยจะ "ซีดขาวหรือจางลง"
• รอยดำ (PIH): เมื่อกดลงไป รอยจะ "สีไม่เปลี่ยน"
4. ด้านการรักษาหลัก:
• รอยแดง (PIE): เน้นการลดอักเสบ และใช้ "เลเซอร์กลุ่มเส้นเลือด"
• รอยดำ (PIH): เน้นการทากันแดด และใช้ "ครีมไวท์เทนนิ่ง" หรือการผลัดเซลล์ผิว
📝 บทสรุปจากหมอธี
กุญแจสำคัญของการรักษารอยสิวคือการ "วินิจฉัยให้ถูกประเภท" ครับ
หากเป็น รอยแดง (PIE) ปัญหาอยู่ที่ "เส้นเลือด" การทาครีมไวท์เทนนิ่งอาจไม่ช่วยอะไรมากนัก ต้องเน้นการลดอักเสบหรือใช้เลเซอร์กลุ่มเส้นเลือด
แต่หากเป็น รอยดำ (PIH) ปัญหาอยู่ที่ "เม็ดสี" การทายาลดเม็ดสีและการทากันแดดอย่างเคร่งครัดคือหัวใจสำคัญ
บ่อยครั้งที่คนไข้มีทั้งสองรอยผสมกัน (Mixed type) การปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาแบบผสมผสาน จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยให้ผิวหน้ากลับมาใสได้ครับ
🗣️ ชวนคุย: ลองหยิบกระจกมาส่องแล้วกดรอยสิวบนหน้าดูสิครับ ของคุณเป็นทีมไหน? #ทีมรอยแดง (กดแล้วจาง) หรือ #ทีมรอยดำ (กดแล้วไม่เปลี่ยน)? หรือใครมีทั้งสองทีมรวมกัน? มาแชร์ประสบการณ์การดูแลรอยสิวของตัวเองให้เพื่อนๆ ฟังกันได้นะครับ ^^
หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์
ด้วยความปรารถนาดี
หมอธี มีเรื่องเล่า
📚 เอกสารอ้างอิง (References)
1. Bae-Harboe, Y. S. C., & Graber, E. M. (2013). Easy as PIE (Postinflammatory Erythema). Journal of Clinical and Aesthetic Dermatology, 6(9), 46-47.
2. Callender, V. D., et al. (2011). Postinflammatory hyperpigmentation: etiology, evaluation, and therapeutic overview. Journal of Clinical and Aesthetic Dermatology, 4(5), 20.
3. Davis, E. C., & Callender, V. D. (2010). Postinflammatory hyperpigmentation: a review of the epidemiology, clinical features, and treatment options in skin of color. Journal of Clinical and Aesthetic Dermatology, 3(7), 20-31.
4. Mathew, M. L., et al. (2022). Post-inflammatory erythema: A review. Journal of Cosmetic Dermatology, 22(1), 1-8.



Comments