top of page

อายุครบ 60 ปีแล้ว ได้สิทธิอะไรบ้าง?สิทธิและสวัสดิการพื้นฐานที่ผู้สูงอายุไทยควรได้รับตามกฎหมาย

หมอธี มีเรื่องเล่า
Aug 5
3 min read

วันหนึ่ง มีลูกหลานพาคุณแม่วัย 67 ปีมาพบหมอ หลังพูดคุยเรื่องสุขภาพกันเรียบร้อย คุณแม่ถามขึ้นมาว่า

“หมอคะ อายุขนาดนี้แล้ว รัฐมีสิทธิอะไรให้บ้าง เห็นเขาพูดถึงเบี้ยผู้สูงอายุ แต่ไม่รู้ว่ามีอย่างอื่นอีกหรือเปล่า”


คำถามนี้น่าสนใจมากครับ เพราะผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยทราบเพียงเรื่องเบี้ยยังชีพ แต่ยังไม่ทราบว่า กฎหมายไทยรับรองสิทธิไว้หลายด้าน ตั้งแต่บริการสุขภาพ การศึกษาและฝึกอาชีพ การเดินทาง การคุ้มครองเมื่อถูกทอดทิ้ง ไปจนถึงความช่วยเหลือเรื่องที่พัก อาหาร และกระบวนการยุติธรรม


ที่สำคัญ คำว่า “สิทธิ” ไม่ได้หมายความว่าผู้สูงอายุทุกคนจะได้รับเงินหรือบริการทุกอย่างโดยอัตโนมัติ เพราะแต่ละสิทธิมีหน่วยงานรับผิดชอบ หลักเกณฑ์ เอกสาร และเงื่อนไขแตกต่างกัน


วันนี้หมอธีจึงอยากชวนทุกครอบครัวมาทำความรู้จักสิทธิพื้นฐานเหล่านี้ให้ชัดขึ้น เพื่อไม่ให้ผู้สูงอายุเสียโอกาสเพียงเพราะ “ไม่รู้ว่าตนเองมีสิทธิ”


ใครบ้างที่ถือเป็น “ผู้สูงอายุ” ตามกฎหมายไทย

พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดกรอบการคุ้มครองผู้สูงอายุของไทย โดยทั่วไปหมายถึงบุคคลซึ่งมีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปและมีสัญชาติไทย ทั้งนี้ การรับสวัสดิการแต่ละประเภทต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ของหน่วยงานที่รับผิดชอบเพิ่มเติมด้วย (พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม) ([Department of Older Persons][1])


หลักคิดสำคัญของกฎหมายนี้คือ ผู้สูงอายุไม่ได้เป็นเพียงผู้รับความช่วยเหลือ แต่เป็นบุคคลที่ควรได้รับการคุ้มครอง ส่งเสริม และสนับสนุนให้ดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี มีความปลอดภัย และมีส่วนร่วมกับสังคม


แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งแบ่งสิทธิสำคัญของผู้สูงอายุออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ ความเป็นอิสระ การมีส่วนร่วม การได้รับการดูแล การพัฒนาตนเอง และการมีศักดิ์ศรี (United Nations, 1991) ([UN DESA Social][2])


สิทธิพื้นฐานตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ

1. สิทธิด้านการแพทย์และสาธารณสุข

ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขที่จัดไว้เพื่อให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วเป็นกรณีพิเศษ ตามหลักเกณฑ์ของแต่ละหน่วยบริการ


ในทางปฏิบัติ ผู้สูงอายุอาจใช้สิทธิรักษาพยาบาลจากระบบที่ตนมีอยู่ เช่น

- สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทอง

- สิทธิประกันสังคม

- สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ

- สิทธิจากหน่วยงานต้นสังกัดหรือระบบอื่นตามกฎหมาย


ดังนั้น การมีอายุครบ 60 ปีไม่ได้ทำให้สิทธิรักษาเดิมหายไป และไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเปลี่ยนไปใช้สิทธิประเภทเดียวกัน ควรตรวจสอบว่าตนเองขึ้นทะเบียนอยู่ในระบบใดและใช้บริการที่หน่วยบริการใด (กรมกิจการผู้สูงอายุ; สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) ([Department of Older Persons][3])


องค์การอนามัยโลกอธิบายว่า การสูงวัยอย่างมีสุขภาวะไม่ได้หมายถึงการไม่มีโรคเลย แต่หมายถึงการรักษาความสามารถที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งต้องอาศัยทั้งบริการสุขภาพ การดูแลทางสังคม และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม (WHO, 2020) ([World Health Organization][4])


เรื่องที่ผู้สูงอายุควรตรวจสอบ

ควรรู้ชื่อหน่วยบริการประจำ สิทธิที่ใช้รักษา ช่องทางติดต่อเมื่อเจ็บป่วยฉุกเฉิน รายการยาที่ใช้อยู่ และประวัติการแพ้ยา โดยอาจให้ลูกหลานช่วยบันทึกไว้ในโทรศัพท์หรือสมุดประจำตัว


2. สิทธิด้านการศึกษา ศาสนา และข้อมูลข่าวสาร

ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับการส่งเสริมให้เข้าถึงการศึกษา การเรียนรู้ตลอดชีวิต กิจกรรมทางศาสนา และข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต


การเรียนรู้ในวัยสูงอายุอาจเป็นเรื่องใกล้ตัว เช่น

- การใช้โทรศัพท์และบริการออนไลน์อย่างปลอดภัย

- ความรู้ด้านสุขภาพและโภชนาการ

- การบริหารเงินหลังเกษียณ

- การป้องกันมิจฉาชีพ

- งานอดิเรก ภาษา ดนตรี หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น


สิทธินี้มีความสำคัญ เพราะเมื่อบริการของรัฐ ธนาคาร และระบบสุขภาพเข้าสู่ช่องทางดิจิทัลมากขึ้น ผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับข้อมูลหรือไม่ได้รับการสอนอย่างเหมาะสมอาจเข้าถึงสิทธิอื่นได้ยากขึ้นด้วย (กรมกิจการผู้สูงอายุ) ([Department of Older Persons][3])

3. สิทธิด้านการประกอบอาชีพและการฝึกอาชีพ

ผู้สูงอายุที่ยังต้องการทำงานมีสิทธิได้รับการส่งเสริมการประกอบอาชีพหรือการฝึกอาชีพที่เหมาะสมกับวัย ความสามารถ สุขภาพ และความสมัครใจ


คำว่า “เกษียณ” จึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงการหยุดทำทุกอย่าง ผู้สูงอายุบางคนอาจทำงานบางเวลา ถ่ายทอดความรู้ เป็นที่ปรึกษา ทำอาหาร งานฝีมือ เกษตร หรือกิจการชุมชนได้


อย่างไรก็ตาม งานควรเหมาะกับสภาพร่างกาย ไม่เสี่ยงต่อการหกล้ม ไม่ใช้แรงเกินกำลัง และไม่ทำให้โรคประจำตัวควบคุมได้ยากขึ้น


การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุทำงานหรือมีบทบาทที่เหมาะสม ยังช่วยสนับสนุนความเป็นอิสระและการมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นหลักสำคัญของสิทธิผู้สูงอายุตามแนวทางสหประชาชาติ (กรมกิจการผู้สูงอายุ; United Nations) ([Department of Older Persons][3])


4. สิทธิในการพัฒนาตนเองและมีส่วนร่วมกับสังคม

ผู้สูงอายุมีสิทธิเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม รวมกลุ่มในชุมชน เป็นสมาชิกชมรมผู้สูงอายุ ทำกิจกรรมอาสาสมัคร กีฬา นันทนาการ ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม


สิทธินี้ไม่ได้มีไว้เพื่อความเพลิดเพลินอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะโดยรวมด้วย เพราะการได้พบปะผู้คน ได้ใช้ความสามารถ และรู้สึกว่าตนเองยังมีบทบาท มีส่วนช่วยลดการแยกตัวออกจากสังคม


องค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญกับชุมชนและสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในชีวิตทางสังคม เศรษฐกิจ และกิจกรรมของเมืองหรือชุมชนอย่างต่อเนื่อง (WHO, Age-Friendly World) ([WHO Extranet][5])


5. สิทธิด้านความสะดวกและความปลอดภัยในสถานที่สาธารณะ

ผู้สูงอายุควรได้รับการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในอาคาร สถานที่ ยานพาหนะ และบริการสาธารณะ ตามหลักเกณฑ์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


ตัวอย่างของการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ได้แก่

- ทางลาดและราวจับ

- พื้นที่ไม่ลื่นและมีแสงสว่างเพียงพอ

- ที่นั่งพักและจุดรอรับบริการ

- ห้องน้ำที่ใช้งานได้สะดวก

- ป้ายที่อ่านง่าย

- ช่องบริการหรือระบบคิวที่คำนึงถึงผู้สูงอายุ

- การช่วยเหลือในการขึ้นลงรถหรือเดินทาง


องค์การอนามัยโลกชี้ว่า บ้าน ชุมชน ระบบขนส่ง และบริการสาธารณะมีอิทธิพลโดยตรงต่อความสามารถในการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุ การจัดสภาพแวดล้อมที่เข้าถึงได้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่เพียงเรื่องความสะดวก (WHO, 2025) ([World Health Organization][6])

6. สิทธิด้านการเดินทางและค่าโดยสาร

ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับการลดหย่อนค่าโดยสารหรือการอำนวยความสะดวกในการเดินทางตามประกาศและเงื่อนไขของผู้ให้บริการแต่ละระบบ เช่น รถไฟ รถโดยสาร หรือระบบขนส่งที่เข้าร่วมมาตรการ


สิ่งที่ควรจำคือ ส่วนลดอาจแตกต่างกันตามประเภทการเดินทาง ชั้นโดยสาร ช่วงเวลา เส้นทาง และหน่วยงาน จึงควรแสดงบัตรประจำตัวประชาชนและสอบถามผู้ให้บริการก่อนซื้อตั๋วทุกครั้ง


ไม่ควรเข้าใจว่าสิทธิผู้สูงอายุทำให้บริการขนส่งทุกประเภทลดราคาในอัตราเดียวกันทั้งหมด เพราะรายละเอียดขึ้นอยู่กับกฎของแต่ละหน่วยงาน (กรมกิจการผู้สูงอายุ) ([Department of Older Persons][3])


7. สิทธิยกเว้นค่าเข้าชมสถานที่ของรัฐบางแห่ง

ผู้สูงอายุอาจได้รับยกเว้นค่าเข้าชมสถานที่ของรัฐบางประเภทตามประกาศของหน่วยงาน เช่น พิพิธภัณฑ์ โบราณสถาน อุทยาน หรือแหล่งเรียนรู้บางแห่ง


ผู้สูงอายุควรพกบัตรประจำตัวประชาชนไปด้วย และตรวจสอบเงื่อนไขของสถานที่ก่อนเดินทาง เพราะสถานที่ของรัฐแต่ละแห่งอาจอยู่ภายใต้กฎหมายหรือหน่วยงานที่แตกต่างกัน


นอกจากการยกเว้นค่าเข้าชมแล้ว กฎหมายยังเปิดทางให้จัดบริการด้านพิพิธภัณฑ์ โบราณสถาน หอจดหมายเหตุ ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม การท่องเที่ยว กีฬา และนันทนาการสำหรับผู้สูงอายุด้วย (กรมกิจการผู้สูงอายุ) ([Department of Older Persons][3])


8. สิทธิได้รับความช่วยเหลือเมื่อถูกทำร้าย ถูกทอดทิ้ง หรือถูกเอาเปรียบ

ผู้สูงอายุที่ถูกทารุณกรรม ถูกทอดทิ้ง ถูกหลอกลวง หรือถูกแสวงหาประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีสิทธิขอรับการคุ้มครองและความช่วยเหลือจากรัฐ


การทารุณกรรมไม่ได้หมายถึงการทำร้ายร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่อาจรวมถึง

- การข่มขู่หรือทำให้อับอาย

- การยึดเงิน บัตร หรือทรัพย์สิน

- การบังคับให้ลงนามในเอกสาร

- การนำบัญชีธนาคารไปใช้

- การละเลยอาหาร ยา หรือการดูแลที่จำเป็น

- การปล่อยให้อยู่ในสภาพไม่ปลอดภัย

- การทอดทิ้งโดยไม่มีผู้ดูแลตามความจำเป็น


องค์การอนามัยโลกระบุว่า การทารุณกรรมผู้สูงอายุอาจเกิดได้ทั้งทางร่างกาย จิตใจ การเงิน การละเลย และการสูญเสียศักดิ์ศรี จึงเป็นปัญหาสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่เพียงเรื่องภายในครอบครัว (WHO) ([World Health Organization][7])


เมื่อพบเหตุ ควรขอความช่วยเหลือจากตำรวจ โรงพยาบาล หน่วยงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือศูนย์ช่วยเหลือสังคมตามความเร่งด่วนของสถานการณ์


9. สิทธิได้รับคำปรึกษาและความช่วยเหลือทางกฎหมาย

ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับคำแนะนำ การปรึกษา และความช่วยเหลือเกี่ยวกับคดีหรือปัญหาครอบครัวตามหลักเกณฑ์ของหน่วยงานที่รับผิดชอบ


ตัวอย่างปัญหาที่ควรรีบขอคำปรึกษา ได้แก่

- ถูกหลอกให้โอนหรือขายทรัพย์สิน

- ถูกบังคับทำสัญญา

- มีข้อพิพาทเรื่องมรดกหรือที่อยู่อาศัย

- ถูกนำชื่อไปกู้เงินหรือค้ำประกัน

- ถูกญาติหรือบุคคลอื่นยึดบัตรและสมุดบัญชี

- ถูกละเมิดสิทธิในสถานดูแล


ก่อนลงนามในสัญญา หนังสือมอบอำนาจ สัญญากู้ หรือเอกสารเกี่ยวกับที่ดิน ควรอ่านข้อความให้เข้าใจ และให้บุคคลที่ไว้ใจได้หรือผู้ให้คำปรึกษาทางกฎหมายช่วยตรวจสอบก่อน


หลักการของสหประชาชาติรับรองว่าผู้สูงอายุควรเข้าถึงบริการทางสังคมและกฎหมาย เพื่อสนับสนุนความเป็นอิสระ การคุ้มครอง และการดูแลของตนเอง (United Nations) ([OHCHR][8])


10. สิทธิได้รับความช่วยเหลือด้านที่พัก อาหาร และเครื่องนุ่งห่ม

ผู้สูงอายุที่ประสบปัญหาความเดือดร้อน ไม่มีที่อยู่อาศัย ขาดผู้ดูแล หรือไม่มีปัจจัยพื้นฐานเพียงพอ อาจขอรับความช่วยเหลือด้านที่พัก อาหาร เครื่องนุ่งห่ม และการดำรงชีวิตตามความจำเป็น


การช่วยเหลือไม่ได้มีรูปแบบเดียว อาจเป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้า การประสานญาติ การดูแลในชุมชน การส่งต่อหน่วยบริการ หรือการพิจารณาเข้ารับบริการในสถานจัดสวัสดิการ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินสภาพปัญหาและหลักเกณฑ์ของหน่วยงาน (กรมกิจการผู้สูงอายุ) ([Department of Older Persons][3])


หากพบผู้สูงอายุเร่ร่อน ขาดอาหาร หรือถูกทิ้งให้อยู่ลำพังในภาวะที่ดูแลตนเองไม่ได้ ไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องของครอบครัวนั้นฝ่ายเดียว ควรแจ้งหน่วยงานสังคมสงเคราะห์ในพื้นที่เพื่อประเมินและช่วยเหลือ


11. สิทธิขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

เบี้ยยังชีพเป็นสวัสดิการพื้นฐานด้านรายได้สำหรับผู้สูงอายุที่มีคุณสมบัติตามระเบียบของทางราชการ แต่ผู้มีอายุครบ 60 ปีไม่ควรสรุปว่าจะได้รับเงินโดยอัตโนมัติทุกคน


ผู้ขอรับสิทธิต้องตรวจสอบเรื่องสำคัญ เช่น

- อายุและสัญชาติ

- การมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน

- การลงทะเบียนหรือยืนยันสิทธิ

- การรับสวัสดิการจากรัฐประเภทอื่น

- เงื่อนไขด้านรายได้ตามหลักเกณฑ์ที่ใช้บังคับ

- บัญชีธนาคารและข้อมูลประจำตัวที่ถูกต้อง


หลักเกณฑ์เบี้ยยังชีพมีการออกระเบียบและปรับแนวทางเป็นระยะ จึงควรตรวจสอบข้อมูลปัจจุบันกับเทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล สำนักงานเขต หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีชื่อในทะเบียนบ้านโดยตรง ไม่ควรอาศัยข้อความส่งต่อทางสื่อสังคมออนไลน์เพียงอย่างเดียว (กรมกิจการผู้สูงอายุ, 2568) ([Department of Older Persons][9])


12. สิทธิในการสงเคราะห์ค่าจัดการศพตามประเพณี

กรณีผู้สูงอายุที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ถึงแก่ความตาย ผู้จัดการศพอาจยื่นขอรับเงินสงเคราะห์ในการจัดการศพตามประเพณีได้


สิทธินี้ไม่ใช่เงินที่จ่ายให้ครอบครัวของผู้เสียชีวิตทุกคนโดยอัตโนมัติ แต่ต้องพิจารณาคุณสมบัติ เอกสาร ผู้ยื่นคำขอ และกรอบเวลาตามประกาศที่ใช้ในขณะนั้น


ครอบครัวควรสอบถามสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด หน่วยงานกรมกิจการผู้สูงอายุ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยเร็ว เพื่อไม่ให้พ้นระยะเวลาการยื่นคำขอ (กรมกิจการผู้สูงอายุ) ([Department of Older Persons][3])


13. สิทธิด้านการท่องเที่ยว กีฬา นันทนาการ ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม

กฎหมายเปิดทางให้รัฐจัดบริการและกิจกรรมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ เช่น

- กิจกรรมออกกำลังกาย

- กีฬาและนันทนาการ

- การท่องเที่ยวที่คำนึงถึงความปลอดภัย

- กิจกรรมพิพิธภัณฑ์และโบราณสถาน

- กิจกรรมทางศาสนา

- การเรียนรู้ศิลปะและวัฒนธรรม


กิจกรรมเหล่านี้ควรพิจารณาตามสภาพสุขภาพของแต่ละคน ผู้สูงอายุที่มีโรคหัวใจ โรคปอด ข้อเข่าเสื่อม การทรงตัวผิดปกติ หรือเคยหกล้ม ควรเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมและปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เมื่อมีข้อสงสัย


สิทธิจากระบบอื่นที่ไม่ควรมองข้าม

นอกจากสิทธิตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุแล้ว ผู้สูงอายุแต่ละคนอาจมีสิทธิจากกฎหมายหรือกองทุนอื่นร่วมด้วย


สิทธิประโยชน์กรณีชราภาพจากประกันสังคม

ผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบกรณีชราภาพไม่น้อยกว่า 180 เดือน มีอายุครบ 55 ปี และสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน อาจมีสิทธิรับบำนาญชราภาพรายเดือน ส่วนผู้ที่จ่ายเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือนอาจได้รับบำเหน็จชราภาพตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม (สำนักงานประกันสังคม) ([SSO][10])


จึงควรแยกให้ชัดว่า

- เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เป็นสวัสดิการตามหลักเกณฑ์ภาครัฐและท้องถิ่น

- บำเหน็จหรือบำนาญชราภาพ** เป็นประโยชน์ทดแทนจากเงินสมทบประกันสังคม

- บำเหน็จบำนาญข้าราชการ** เป็นสิทธิตามระบบของข้าราชการ


แต่ละระบบมีที่มาและเงื่อนไขต่างกัน ไม่ควรนำมาปะปนกัน


สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับครอบครัวที่ดูแลบิดามารดา

บุตรที่อุปการะบิดามารดาอายุ 60 ปีขึ้นไปอาจใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้คนละ 30,000 บาท เมื่อเป็นไปตามเงื่อนไข เช่น บิดามารดาอยู่ในความอุปการะ และมีเงินได้พึงประเมินไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด โดยบิดาหรือมารดาคนเดียวกันให้บุตรใช้สิทธิได้คนเดียวในปีภาษีนั้น (กรมสรรพากร) ([กรมสรรพากร][11])


สิทธินี้เป็นของผู้มีเงินได้ที่อุปการะบิดามารดา ไม่ใช่เงินที่รัฐจ่ายให้ผู้สูงอายุโดยตรง และต้องมีหลักฐานตามที่กรมสรรพากรกำหนด


สิ่งที่ผู้สูงอายุและครอบครัวควรเตรียมไว้

หมอแนะนำให้ทำ “แฟ้มสิทธิประจำครอบครัว” เก็บข้อมูลสำคัญไว้ด้วยกัน ได้แก่

1. บัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้าน

2. ข้อมูลสิทธิรักษาพยาบาลและหน่วยบริการประจำ

3. รายการยา โรคประจำตัว และประวัติแพ้ยา

4. สมุดบัญชีธนาคารที่ใช้รับสวัสดิการ

5. ประวัติการส่งเงินสมทบประกันสังคม

6. เอกสารบำนาญหรือสวัสดิการจากหน่วยงานเดิม

7. ชื่อและเบอร์ติดต่อบุคคลที่ไว้ใจได้

8. สำเนาสัญญาเกี่ยวกับที่ดิน หนี้ หรือทรัพย์สิน

9. หนังสือมอบอำนาจเฉพาะกรณีที่จำเป็นและตรวจสอบแล้ว


เอกสารควรเก็บในที่ปลอดภัย ไม่ควรมอบบัตรประชาชน สมุดบัญชี รหัสผ่าน หรือโทรศัพท์ให้บุคคลอื่นควบคุมทั้งหมดโดยไม่มีการตรวจสอบ


เมื่อไม่แน่ใจ ควรถามที่ไหน

สิทธิแต่ละด้านอยู่ภายใต้หน่วยงานแตกต่างกัน ผู้สูงอายุจึงอาจเริ่มสอบถามจาก

- เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล หรือสำนักงานเขตตามทะเบียนบ้าน

- สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด

- กรมกิจการผู้สูงอายุ

- หน่วยบริการสุขภาพหรือสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

- สำนักงานประกันสังคม

- กรมสรรพากรในเรื่องภาษี

- ตำรวจหรือหน่วยงานยุติธรรม เมื่อถูกละเมิดหรือมีคดี

- ศูนย์ช่วยเหลือสังคม เมื่อประสบปัญหาความรุนแรง การทอดทิ้ง หรือไม่มีที่พัก


ก่อนยื่นคำขอควรถามให้ครบว่า ต้องใช้เอกสารอะไร ยื่นที่ไหน ภายในวันใด และมีเลขรับเรื่องหรือหลักฐานการยื่นคำขอหรือไม่


บทสรุปจากหมอธี

สิทธิของผู้สูงอายุไทยมีมากกว่าเบี้ยยังชีพครับ

กฎหมายรับรองทั้งสิทธิด้านสุขภาพ การเรียนรู้ การทำงาน การเดินทาง การเข้าสังคม ความปลอดภัย ที่พักอาศัย การช่วยเหลือทางกฎหมาย การคุ้มครองจากการถูกทำร้าย ตลอดจนการสงเคราะห์ในกรณีจำเป็น


แต่การมีสิทธิตามกฎหมายกับการได้รับสิทธิจริงอาจเป็นคนละขั้นตอน ผู้สูงอายุและครอบครัวจึงควรตรวจสอบคุณสมบัติ ลงทะเบียน เตรียมเอกสาร และติดต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบให้ถูกต้อง


สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ เราไม่ควรมองสิทธิของผู้สูงอายุเป็นเพียงความช่วยเหลือหรือความสงสาร เพราะสิทธิเหล่านี้ตั้งอยู่บนหลักศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ผู้สูงอายุควรมีโอกาสตัดสินใจเรื่องชีวิต สุขภาพ ทรัพย์สิน และการดูแลของตนเองตราบเท่าที่สามารถทำได้


ลูกเพจลองกลับไปถามคุณพ่อคุณแม่หรือผู้สูงอายุที่บ้านดูนะครับว่า ท่านทราบสิทธิของตัวเองครบหรือยัง และมีสิทธิเรื่องใดที่ยังไม่เคยลงทะเบียนหรือไม่เคยใช้ มาแลกเปลี่ยนกันใต้โพสต์ได้ครับ


ด้วยความปรารถนาดี

หมอธี มีเรื่องเล่า


หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์


ข้อมูลสิทธิและสวัสดิการอาจมีการปรับปรุงตามกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ งบประมาณ และหลักเกณฑ์ของแต่ละหน่วยงาน ผู้สูงอายุควรตรวจสอบรายละเอียดล่าสุดกับหน่วยงานผู้รับผิดชอบก่อนใช้สิทธิ


บทความนี้เป็นการให้ความรู้ทั่วไป มิได้โฆษณาสถานพยาบาล ยา เครื่องมือแพทย์ เครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพ และไม่ได้รับรองผลของบริการหรือผลิตภัณฑ์ใด ทั้งนี้ แนวทางโฆษณาสถานพยาบาลกำหนดให้หลีกเลี่ยงข้อความโอ้อวด เปรียบเทียบ หรือทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ขณะที่พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคครอบคลุมข้อความ ภาพ เสียง และสื่อที่ทำให้ประชาชนเข้าใจความหมายเพื่อประโยชน์ทางการค้า และข้อบังคับแพทยสภากำหนดข้อจำกัดในการใช้ชื่อผลิตภัณฑ์สุขภาพเพื่อให้ความรู้ในลักษณะโฆษณาต่อประชาชน


เอกสารอ้างอิง

1. กรมกิจการผู้สูงอายุ. พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม. กรุงเทพมหานคร: กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์; ม.ป.ป.

2. กรมกิจการผู้สูงอายุ. สิทธิและสวัสดิการผู้สูงอายุ. กรุงเทพมหานคร: กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์; ม.ป.ป.

3. กรมกิจการผู้สูงอายุ. คู่มือสิทธิผู้สูงอายุตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546. กรุงเทพมหานคร: กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์; ม.ป.ป.

4. กรมสรรพากร. ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ ฉบับที่ 136 เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา. กรุงเทพมหานคร: กระทรวงการคลัง; 2548.

5. สำนักงานประกันสังคม. หลักเกณฑ์และเงื่อนไขประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ. นนทบุรี: กระทรวงแรงงาน; ม.ป.ป.

6. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. คู่มือและข้อมูลการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ; ม.ป.ป.

7. United Nations. United Nations Principles for Older Persons. New York: United Nations; 1991.

8. World Health Organization. Healthy Ageing and Functional Ability. Geneva: World Health Organization; 2020.

9. World Health Organization. Decade of Healthy Ageing 2021–2030. Geneva: World Health Organization; 2021.

10. World Health Organization Regional Office for South-East Asia. WHO South-East Asia Regional Strategy on Healthy Ageing 2024–2030. New Delhi: World Health Organization; 2024.

11. กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ. แนวทางข้อความการโฆษณาหรือประกาศเกี่ยวกับสถานพยาบาล. นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข; ม.ป.ป.

12. แพทยสภา. ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566. กรุงเทพมหานคร: แพทยสภา; 2566.


#สิทธิผู้สูงอายุ #สวัสดิการผู้สูงอายุ #ผู้สูงอายุไทย #พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ #เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ #บัตรผู้สูงอายุ #สิทธิรักษาพยาบาล #บัตรทอง #ประกันสังคม #บำนาญชราภาพ #ดูแลผู้สูงอายุ #กฎหมายผู้สูงอายุ #คุ้มครองผู้สูงอายุ #ผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง #สังคมสูงวัย #เตรียมตัวเกษียณ #สุขภาพผู้สูงอายุ #ครอบครัวผู้สูงอายุ #HealthyAgeing #หมอธีมีเรื่องเล่า

Comments


bottom of page