top of page

ความเครียดซ่อนเร้น ตัวการลับที่ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งปรี๊ด

  • หมอธี มีเรื่องเล่า
  • Mar 4
  • 1 min read

สวัสดีครับ แฟนเพจ "หมอธี มีเรื่องเล่า" ทุกท่าน ผม Dr.Tee ครับ วันนี้หมอจะมาชวนคุยถึงจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่หลายคนมักมองข้ามในการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาเรื่องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดครับ


หลายครั้งที่หมอพบว่า มีคนไข้ที่ตั้งใจคุมอาหารอย่างเคร่งครัด งดของหวาน แป้งขัดขาว และออกกำลังกายเป็นประจำ แต่เวลาเจาะเลือดตรวจ ระดับน้ำตาลก็ยังคงสูงลิ่วหรือแกว่งไปมาจนน่าตกใจ ทราบไหมครับว่าภายใต้พฤติกรรมที่ดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบนี้ อาจมี "ฆาตกรเงียบ" ที่ชื่อว่า "ความเครียดซ่อนเร้น" (Hidden Stress) แฝงตัวอยู่ครับ


วันนี้หมอธีจะพาไปเจาะลึกกลไกทางสรีรวิทยาของร่างกายกันครับว่า ความเครียดในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน การเงิน หรือความสัมพันธ์ มันสามารถแปลงร่างเป็น "น้ำตาล" ในเลือดของเราได้อย่างไรครับ


เมื่อร่างกายเข้าใจผิดคิดว่ากำลัง "หนีเสือ"

กลไกของความเครียดในร่างกายมนุษย์ ถูกออกแบบมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์เพื่อเอาชีวิตรอดครับ เมื่อมนุษย์ถ้ำเจอเสือเขี้ยวดาบ สมองจะสั่งการให้ร่างกายเข้าสู่โหมด "สู้หรือหนี" (Fight-or-Flight Response) ทันที [1]

แต่ในยุคปัจจุบัน เสือเขี้ยวดาบได้เปลี่ยนร่างมาเป็น เดดไลน์งานที่กระชั้นชิด เจ้านายที่เข้มงวด ปัญหาจราจรติดขัด หรือแม้แต่การเสพข่าวสารในโซเชียลมีเดียที่มากเกินไป แม้เราจะนั่งเฉยๆ อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ แต่สมองของเรากลับรับรู้ว่าเรากำลังตกอยู่ในอันตรายและมีความเครียดสะสมครับ


กลไกสรีรวิทยา: จากความเครียดสู่น้ำตาลในเลือด

เมื่อเราเกิดความเครียดซ่อนเร้น ระบบประสาทอัตโนมัติและต่อมหมวกไตจะถูกกระตุ้นให้หลั่ง "ฮอร์โมนแห่งความเครียด" ออกมาสู่กระแสเลือด 2 ตัวหลักๆ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อระดับน้ำตาล ดังนี้ครับ:

1. อะดรีนาลิน (Adrenaline/Epinephrine): ฮอร์โมนตัวนี้จะทำหน้าที่ปั๊มหัวใจให้เต้นแรง และส่งสัญญาณไปที่ "ตับ" ให้รีบสลายไกลโคเจน (พลังงานสำรอง) ออกมาเป็น "น้ำตาลกลูโคส" เข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว เพื่อเตรียมพร้อมให้กล้ามเนื้อมีพลังงานไว้ใช้วิ่งหนีหรือต่อสู้ [2]

2. คอร์ติซอล (Cortisol): หากเราเครียดเรื้อรังติดต่อกันเป็นเวลานาน ฮอร์โมนคอร์ติซอลจะหลั่งออกมาอย่างต่อเนื่อง คอร์ติซอลมีฤทธิ์ในการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างน้ำตาลใหม่ขึ้นมา (Gluconeogenesis) และที่สำคัญที่สุดคือ มันมีฤทธิ์ต้านการทำงานของอินซูลิน (Insulin Antagonist) ครับ หมายความว่า คอร์ติซอลจะทำให้เซลล์ในร่างกายเกิดภาวะ "ดื้ออินซูลิน" ชั่วคราว เพื่อสงวนน้ำตาลในเลือดไว้ให้สมองใช้เป็นหลัก [3]

ผลลัพธ์ก็คือ ร่างกายผลิตน้ำตาลออกมาเพิ่มขึ้น แต่เซลล์กลับไม่ยอมเปิดรับน้ำตาลเข้าไปใช้ น้ำตาลจึงลอยเคว้งคว้างและสะสมอยู่ในกระแสเลือด ส่งผลให้ระดับน้ำตาลพุ่งสูงปรี๊ดนั่นเองครับ


วงจรจรจรอุบาทว์ของความเครียดและโรคอ้วนลงพุง

งานวิจัยทางอายุกรรมต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึมระบุชัดเจนว่า ภาวะเครียดเรื้อรัง (Chronic psychological stress) เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 [3] ยิ่งไปกว่านั้น ฮอร์โมนคอร์ติซอลที่สูงลิ่วยังกระตุ้นให้เรารู้สึกโหยหาอาหารขยะ (Comfort food) ที่มีน้ำตาลและไขมันสูง และสั่งให้ร่างกายนำพลังงานส่วนเกินไปสะสมไว้ที่บริเวณช่องท้อง กลายเป็นภาวะ "อ้วนลงพุง" ซึ่งเป็นตัวการซ้ำเติมภาวะดื้ออินซูลินให้รุนแรงขึ้นไปอีกครับ


บทสรุปจากหมอธี

"ความเครียด" ไม่ใช่แค่เรื่องของอารมณ์ความรู้สึก แต่เป็นปฏิกิริยาทางเคมีที่จับต้องได้และส่งผลเสียต่อระบบเผาผลาญของเราโดยตรงครับ การรักษาโรคเบาหวานหรือการลดน้ำหนักในแนวทางของเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) จึงไม่อาจสำเร็จได้เลย หากเราดูแลแค่อาหารและการออกกำลังกาย แต่ละเลย "การจัดการความเครียด" (Stress Management)

การฝึกหายใจเข้าออกลึกๆ (Deep breathing) การทำสมาธิ โยคะ หรือการเดินเล่นในธรรมชาติ ล้วนเป็นวิธีการลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลที่มีงานวิจัยรองรับว่าทำได้ผลจริงครับ อย่างไรก็ตาม หมอขอเน้นย้ำว่า สำหรับผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว การปรับวิถีชีวิตเพื่อลดความเครียด เป็นวิธีการรักษาร่วม (Adjunctive therapy) ที่ควรทำควบคู่ไปกับการรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง ไม่ควรหยุดยาหรือปรับยาเองโดยเด็ดขาดนะครับ


ชวนลูกเพจคุย: แฟนเพจของหมอธี ปกติแล้วมีวิธีจัดการความเครียดหรือคลายเครียดหลังเลิกงานกันอย่างไรบ้างครับ? ใครชอบทำกิจกรรมอะไรที่ทำแล้วรู้สึกว่าสมองโล่งสบาย แวะมาคอมเมนต์แชร์ไอเดียให้หมอและเพื่อนๆ ในเพจฟังกันได้เลยนะครับ!


ด้วยความปรารถนาดี

หมอธี มีเรื่องเล่า


หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์


แหล่งอ้างอิงทางวิชาการ (References):

[1] Surwit, R. S., Schneider, M. S., & Feinglos, M. N. (1992). Stress and diabetes mellitus. Diabetes Care, 15(10), 1413-1422.

[2] Kelly, S. J., & Ismail, M. (2015). Stress and type 2 diabetes: A review of how stress contributes to the development of type 2 diabetes. Annual Review of Public Health, 36, 441-462.

[3] Hackett, R. A., & Steptoe, A. (2017). Type 2 diabetes mellitus and psychological stress—a modifiable risk factor. Nature Reviews Endocrinology, 13(9), 547-560.


#ความเครียด #ความเครียดซ่อนเร้น #ลดน้ำตาลในเลือด #โรคเบาหวาน #ดื้ออินซูลิน #เวชศาสตร์วิถีชีวิต #LifestyleMedicine #หมอธีมีเรื่องเล่า #DrTee #ดูแลสุขภาพ #อ้วนลงพุง

Comments


bottom of page