การกอด คือ ภาษากายที่ทรงพลังที่สุดในครอบครัว
- หมอธี มีเรื่องเล่า
- Mar 15
- 1 min read

สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน กลับมาพบกับ “หมอธี มีเรื่องเล่า” กันอีกครั้งนะครับ วันนี้หมอมีคำถามสั้น ๆ แต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นมาชวนคิดครับ... “คุณกอดคนที่คุณรักในครอบครัวครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ครับ?”
ในชีวิตประจำวันที่เร่งรีบ หลายคนอาจจะใช้การถามไถ่ว่า "กินข้าวหรือยัง?" หรือ "วันนี้เหนื่อยไหม?" เป็นการแสดงความห่วงใย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีและน่ารักมากครับ แต่บางครั้งเราอาจลืมไปว่า มนุษย์เรามีเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลัง ไม่ต้องใช้คำพูด และที่สำคัญคือ "ไม่มีค่าใช้จ่าย" สิ่งนั้นก็คือ "การกอด" นั่นเองครับ
ในทางการแพทย์และจิตวิทยา การกอดไม่ได้เป็นเพียงแค่การแสดงความรักตามธรรมเนียมเท่านั้น แต่ยังมีกลไกทางสรีรวิทยาและประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience) ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังสัมผัสอันอบอุ่นนี้ วันนี้หมอจะพาไปเจาะลึกข้อมูลทางวิชาการว่า ทำไมการกอดจึงเป็นภาษากายที่ทรงพลังที่สุดในครอบครัวครับ
1. กลไกทางสรีรวิทยาและ "ฮอร์โมนแห่งความผูกพัน"
เมื่อเราสวมกอดกัน ตัวรับความรู้สึกที่ผิวหนังจะส่งสัญญาณผ่านระบบประสาทไปยังสมอง สั่งการให้ต่อมใต้สมองหลั่งฮอร์โมนที่ชื่อว่า "ออกซิโทซิน" (Oxytocin) หรือที่วงการแพทย์มักเรียกกันว่า "ฮอร์โมนแห่งความผูกพัน" (Bonding hormone) ออกมาสู่กระแสเลือดครับ งานวิจัยทางสรีรวิทยาจิตวิทยาพบว่า การกอดหรือการสัมผัสทางกายที่สม่ำเสมอในครอบครัวและคู่รัก จะช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนออกซิโทซิน ซึ่งมีส่วนช่วยในการลดความดันโลหิต ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย และช่วยลดระดับความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Light et al., 2005)
2. เกราะป้องกันความเครียดและสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกัน
ทราบไหมครับว่าการกอดอาจมีส่วนช่วยสนับสนุนการทำงานของร่างกายในการต่อสู้กับความเจ็บป่วยได้? มีงานวิจัยที่น่าสนใจจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน (Carnegie Mellon University) ที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับการกอดกับการตอบสนองต่อไวรัสไข้หวัด พบว่า การได้รับการสวมกอดจากคนที่ไว้ใจ ทำหน้าที่เป็นเสมือน "เกราะป้องกันทางสังคม" (Stress-buffering social support) ที่ช่วยบรรเทาความเครียดสะสม เมื่อระดับความเครียดทางจิตใจลดลง ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะรักษาสมดุลและทำงานได้ดีขึ้น ผลการศึกษาชี้ว่า ผู้ที่ได้รับการกอดเป็นประจำมีแนวโน้มที่จะมีความต้านทานต่อการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจส่วนบนได้ดีกว่า และหากป่วยก็มักจะมีอาการที่รุนแรงน้อยกว่าผู้ที่ขาดการสัมผัสที่อบอุ่นครับ (Cohen et al., 2015)
อย่างไรก็ตาม เพื่อความถูกต้องตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หมอต้องขออธิบายเพิ่มเติมว่า "การกอด" ไม่ใช่วิธีการบำบัดรักษาโรค (Medical Treatment) ไม่ใช่หัตถการทางการแพทย์ และไม่อาจนำมากล่าวอ้างเพื่อโฆษณาสรรพคุณทดแทนการใช้ยาหรือการรักษามาตรฐานได้นะครับ การกอดเป็นเพียงกระบวนการส่งเสริมสุขภาพองค์รวม (Holistic Health Promotion) และการดูแลจิตใจเบื้องต้นเท่านั้น หากท่านหรือคนในครอบครัวมีอาการเจ็บป่วยทางกายหรือทางจิตใจ ควรไปพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยครับ
3. สัมผัสที่สร้างความมั่นคงทางอารมณ์ให้ลูกน้อย
สำหรับครอบครัวที่มีเด็ก การกอดคือ "อาหารใจ" ที่สำคัญไม่แพ้อาหารมื้อหลักครับ ในทางกุมารเวชศาสตร์และจิตวิทยาพัฒนาการ การสัมผัสโอบกอดจากพ่อแม่ตั้งแต่แรกเกิด ไปจนถึงวัยเจริญเติบโต มีผลโดยตรงต่อการสร้างความผูกพันที่มั่นคง (Secure Attachment) เด็กที่ได้รับการโอบกอดอย่างเพียงพอ จะได้รับการส่งเสริมพัฒนาการของสมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์ได้ดีกว่า ทำให้พวกเขาเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถจัดการกับความเครียดได้ดี มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และมีความเคารพในตนเอง (Self-esteem) สูงครับ (Feldman et al., 2014)
🩺 บทสรุปจากหมอธี
"การกอด" คือการดูแลสุขภาพใจประจำบ้านที่ไม่มีผลข้างเคียง ไม่มีข้อห้ามใช้ (หากทำด้วยความเต็มใจและเคารพพื้นที่ส่วนตัวของกันและกัน) การกอดค้างไว้เพียงสั้น ๆ 10-20 วินาที ก็เพียงพอที่จะกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเคมีแห่งความสุขออกมาช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าทางกายและใจได้แล้ว ในมุมมองของการสร้างเสริมสุขภาพจิตและสัมพันธภาพในครอบครัว การกอดคือนวัตกรรมทางธรรมชาติที่ทรงคุณค่าที่สุดที่เราทุกคนสามารถมอบให้กันได้ทุกวันครับ
💬 ชวนลูกเพจคุย
อ่านจบแล้ว วันนี้แฟนเพจของหมอได้กอดใครที่บ้านแล้วหรือยังครับ? บ้านไหนมีธรรมเนียมการกอดกันก่อนไปทำงาน กอดก่อนนอน หรือมีวิธีแสดงความรักแบบฉบับของครอบครัวตัวเองอย่างไรบ้าง ลองคอมเมนต์มาแชร์ความอบอุ่นและส่งต่อพลังงานบวกให้เพื่อน ๆ ในเพจได้อ่านกันนะครับ หมอรออ่านเรื่องราวชวนยิ้มของทุกท่านอยู่ครับ!
ด้วยความปรารถนาดี
หมอธี มีเรื่องเล่า
หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์
เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ:
- Cohen, S., Janicki-Deverts, D., Turner, R. B., & Doyle, W. J. (2015). Does hugging provide stress-buffering social support? A study of susceptibility to upper respiratory infection and illness. Psychological Science, 26(2), 135-147.
- Feldman, R., Rosenthal, Z., & Eidelman, A. I. (2014). Maternal-preterm skin-to-skin contact enhances child physiologic organization and cognitive control across the first 10 years of life. Biological Psychiatry, 75(1), 56-64.
- Light, K. C., Grewen, K. M., & Amico, J. A. (2005). More frequent partner hugs and higher oxytocin levels are linked to lower blood pressure and heart rate in premenopausal women. Biological Psychology, 69(1), 5-21.



Comments