รอยต่อแห่งยุคสมัย... ถอดรหัสวิทยาศาสตร์จิตสังคม “ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจต่อผู้สูงอายุ”

สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน กลับมาพบกับ “หมอธี มีเรื่องเล่า” กันอีกครั้งนะครับ ในช่วงที่ประเทศไทยเราก้าวเข้าสู่ "สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aged Society)" อย่างเป็นทางการ หมอมักจะได้ยินเรื่องราวปรับทุกข์จากทั้งฝั่งลูกหลานและฝั่งผู้สูงอายุในห้องตรวจเสมอครับ
ลูกหลานมักจะบ่นว่า "คุณหมอคะ พ่อแม่ยุคนี้ดูเครียดง่าย เก็บตัว ไม่ยอมออกไปไหนเลย"
ในขณะที่ฝั่งผู้สูงอายุเองก็มักจะระบายว่า "หมอเอ๊ย ยุคนี้อะไรมันก็หมุนไปเร็วเหลือเกิน ตามลูกหลานไม่ค่อยทัน เงินทองก็หายากขึ้น"
ในมุมมองของเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ (Geriatric Medicine) สุขภาพของมนุษย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเสื่อมของเซลล์ หรือพันธุกรรมเพียงอย่างเดียวครับ แต่มันถูกกำหนดด้วยปัจจัยที่เราเรียกว่า “ปัจจัยกำหนดสุขภาพทางสังคม (Social Determinants of Health)”
วันนี้ หมอจะพาทุกท่านไปถอดรหัสวิทยาศาสตร์ทางสังคมและการแพทย์กันครับว่า คลื่นการเปลี่ยนแปลงของโลกเศรษฐกิจและสังคมในยุคดิจิทัล ได้เข้าไปกระทบต่อสรีรวิทยาและจิตใจของคุณพ่อคุณแม่ของเราอย่างไรบ้างครับ
1. สรีรวิทยาของความโดดเดี่ยว: เมื่อ “ครอบครัวเดี่ยว” ทำให้ “ใจสลาย” (Social Isolation & Loneliness)
การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ลูกหลานต้องย้ายถิ่นฐานเข้าเมืองเพื่อทำงาน ทำให้เกิดปรากฏการณ์ "ผู้สูงอายุอยู่ลำพัง (Aging in Place / Living Alone)" เพิ่มสูงขึ้นครับ ในทางจิตประสาทภูมิคุ้มกันวิทยา (Psychoneuroimmunology) ความเหงาและการแยกตัวออกจากสังคม ไม่ใช่แค่ความรู้สึกเศร้าชั่วคราว แต่มันคือ "ภาวะความเครียดทางชีวภาพ"
เมื่อผู้สูงอายุรู้สึกโดดเดี่ยว สมองส่วนรับรู้ภัยคุกคาม (Amygdala) จะทำงานหนัก และกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดอย่าง "คอร์ติซอล (Cortisol)" อย่างต่อเนื่อง ฮอร์โมนนี้จะเข้าไปรบกวนระบบภูมิคุ้มกัน เพิ่มกระบวนการอักเสบระดับเซลล์ งานวิจัยทางการแพทย์ระดับโลกยืนยันว่า ภาวะโดดเดี่ยวทางสังคมเพิ่มอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้เทียบเท่ากับการสูบบุหรี่ถึง 15 มวนต่อวันเลยทีเดียวครับ (Holt-Lunstad et al., 2015)
2. วิกฤตเศรษฐกิจวัยเกษียณ: "ความกังวล" ที่เร่งความชรา (Financial Insecurity & Health)
การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ในขณะที่เงินบำนาญหรือเงินออมอาจไม่เพียงพอ เป็นบาดแผลใหญ่ที่สร้างความเครียดเรื้อรังให้กับผู้สูงอายุครับ
ความกังวลเรื่องการเงิน (Financial Strain) ส่งผลโดยตรงต่อ "พฤติกรรมสุขภาพ" ผู้สูงอายุหลายท่านเลือกที่จะประหยัดด้วยการรับประทานอาหารที่ไม่ครบโภชนาการ หรือที่น่าเป็นห่วงคือ "การลดยา หรือไม่ยอมไปพบแพทย์ตามนัด" เพราะเสียดายค่าใช้จ่าย ภาวะความเครียดทางเศรษฐกิจนี้ สัมพันธ์กับการเกิดภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ (Late-life Depression) และทำให้โรคเรื้อรังกลุ่ม NCDs อย่างเบาหวานและความดันโลหิตสูง ควบคุมได้ยากยิ่งขึ้นครับ (Steptoe et al., 2015)
3. "ดิจิทัลดิสรัปชัน" และช่องว่างของยุคสมัย (Digital Divide & Technostress)
ในยุคที่ทุกอย่างต้องทำผ่านสมาร์ตโฟน ไม่ว่าจะเป็นการสแกนจ่ายเงิน จองคิวโรงพยาบาล หรือแม้แต่การพูดคุยในครอบครัวผ่านไลน์กลุ่ม สิ่งเหล่านี้คือ "กำแพงที่มองไม่เห็น" สำหรับผู้สูงวัยหลายท่านครับ
เมื่อท่านตามเทคโนโลยีไม่ทัน จะเกิดภาวะที่เรียกว่า "ความเครียดจากเทคโนโลยี (Technostress)" นำไปสู่การสูญเสียอำนาจในการควบคุมชีวิตตัวเอง (Loss of Autonomy) ท่านจะรู้สึกว่าตนเองล้าหลังและกลายเป็น "ภาระ" ที่ต้องคอยพึ่งพาลูกหลาน ความรู้สึกสูญเสียคุณค่าในตนเอง (Self-esteem) นี้ เป็นหนึ่งในปัจจัยนำไปสู่ภาวะถดถอยทางอารมณ์และซึมเศร้าได้อย่างรวดเร็วครับ (Cotten et al., 2014)
หากสังเกตว่าผู้สูงอายุที่บ้านมีอาการเก็บตัวเงียบ ไม่ยอมทานอาหาร ร้องไห้ไม่มีเหตุผล น้ำหนักลดฮวบฮาบ หรือ เริ่มบ่นว่า "ไม่อยากมีชีวิตอยู่" หรือ "ไม่อยากเป็นภาระลูกหลานอีกต่อไป" ห้ามมองว่าเป็นเรื่องปกติของความชราหรือการเรียกร้องความสนใจ ห้ามดุด่า ห้ามทิ้งให้อยู่ลำพัง และห้ามซื้อยานอนหลับหรือยาคลายเครียดมาให้ท่านรับประทานเองเด็ดขาด (การใช้ยาผิดประเภทอาจกดระบบประสาทจนเกิดอันตรายถึงชีวิต) โปรดรับฟังท่านโดยไม่ตัดสิน และรีบพาท่านไปพบ แพทย์เฉพาะทางด้านจิตเวชศาสตร์ (Psychiatrist) หรือแพทย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ในสถานพยาบาล หรือโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 เพื่อรับการตรวจประเมิน และพิจารณาแนวทางการรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมครับ
🩺 บทสรุปจากหมอธี
รอยต่อแห่งยุคสมัยและคลื่นลมทางเศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ แต่ในฐานะลูกหลาน เราสามารถเป็น "เกราะกันชน" ช่วยบรรเทาแรงกระแทกเหล่านี้ให้คุณพ่อคุณแม่ได้ การสอนท่านใช้เทคโนโลยีด้วยความอดทนไม่หงุดหงิด การโทรศัพท์หาท่านเป็นประจำหากต้องอยู่ไกลบ้าน หรือการใส่ใจถามไถ่เรื่องสุขภาพของท่าน ล้วนเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงทางจิตใจ (Psychological Security) ที่ช่วยเยียวยาทั้งสมองและหลอดเลือด ให้วัยเก๋าของครอบครัวเรา สามารถหยัดยืนเผชิญกับโลกยุคใหม่ได้อย่างมีความอบอุ่นและมีศักดิ์ศรีครับ
💬 ชวนลูกเพจคุย
อ่านมาถึงตรงนี้ แฟนเพจลองสะท้อนเรื่องราวของคุณพ่อคุณแม่ หรือญาติผู้ใหญ่ที่บ้านดูนะครับ... ตั้งแต่ที่โลกเปลี่ยนเข้าสู่ยุคดิจิทัล มีเหตุการณ์ไหนไหมครับที่คุณพ่อคุณแม่รู้สึกสับสน หรือบ่นน้อยใจว่าตามโลกไม่ทันบ้าง?
แล้วครอบครัวของแฟนเพจที่ต้องทำงานไกลบ้าน มี "เทคนิคการดูแลใจ" หรือวิธีเชื่อมความสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ในบ้านอย่างไรบ้างครับ? (เช่น บางบ้านลูกหลานยอมใจเย็นสอนคุณยายวิดีโอคอล หรือบางบ้านตั้งกฎโทรหาทุกวันตอนทุ่มตรง) ใครมีเทคนิคสร้างความอบอุ่นในครอบครัว หรือเคยผ่านประสบการณ์การดูแลผู้สูงอายุที่มีความเครียด ลองคอมเมนต์มาแบ่งปันประสบการณ์ เล่าสู่กันฟัง หรือส่งกำลังใจให้คนดูแลครอบครัวท่านอื่น ๆ ในเพจได้อ่านเป็นแนวทางกันหน่อยนะครับ หมอรออ่านและพร้อมชื่นชมทุกความรักในครอบครัวครับ!
ด้วยความปรารถนาดี
หมอธี มีเรื่องเล่า
หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์
เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ:
- Cotten, S. R., Ford, G., Ford, S., & Hale, T. M. (2014). Internet use and depression among retired older adults in the United States: A longitudinal analysis. The Journals of Gerontology: Series B, 69(5), 763-771.
- Holt-Lunstad, J., Smith, T. B., Baker, M., Harris, T., & Stephenson, D. (2015). Loneliness and social isolation as risk factors for mortality: a meta-analytic review. Perspectives on Psychological Science, 10(2), 227-237.
- Steptoe, A., Deaton, A., & Stone, A. A. (2015). Subjective wellbeing, health, and ageing. The Lancet, 385(9968), 640-648.



Comments