เปลี่ยนลมหายใจที่ติดขัด เป็นความโปร่งโล่ง... “โรคถุงลมโป่งพองกับการเลิกบุหรี่ที่ให้ผลน่าชื่นใจ”
Updated: Jul 22

สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน กลับมาพบกับ “หมอธี มีเรื่องเล่า” กันอีกครั้งนะครับ ในห้องตรวจอายุรกรรมโรคปอด ประโยคที่หมอมักจะได้ยินจากผู้ป่วยที่มีประวัติสูบบุหรี่มาอย่างยาวนาน คือ “หมอครับ ปอดผมเป็นโรคถุงลมโป่งพองไปแล้ว เลิกสูบบุหรี่ตอนนี้มันก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นหรอกครับ สูบต่อไปก็คงไม่ต่างกัน”
ความรู้สึกสิ้นหวังแบบนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ครับ เพราะในทางการแพทย์ "โรคถุงลมโป่งพอง" (Emphysema) หรือที่เรารวมเรียกกันว่า โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) คือภาวะที่ถุงลมเล็ก ๆ ในปอดถูกสารจากควันบุหรี่ทำลายจนสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกหายใจเข้าได้ แต่หายใจออกไม่สุด หอบเหนื่อยแม้อยู่เฉย ๆ หรือทำกิจกรรมเพียงเล็กน้อย
หลายคนเชื่อว่าเมื่อปอดได้รับความเสียหายไปแล้ว การเลิกบุหรี่ก็เปล่าประโยชน์ แต่ในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ความเชื่อนี้ "เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนครับ" วันนี้ หมอจะพาทุกท่านไปถอดรหัสกลไกของร่างกายและระบบทางเดินหายใจ เพื่อยืนยันด้วยงานวิจัยระดับโลกว่า การตัดสินใจดับบุหรี่มวนสุดท้าย แม้ในวันที่ปอดได้รับความเสียหายไปแล้ว จะให้ผลลัพธ์ที่ "น่าชื่นใจ" และเปลี่ยนคุณภาพชีวิตผู้ป่วยได้อย่างไรบ้างครับ
1. หยุดสารทำลายเซลล์ เบรกกระบวนการอักเสบ (Halt the Inflammation)
เมื่อคุณยังคงสูบบุหรี่ ควันพิษจะกระตุ้นให้ร่างกายส่ง "เซลล์เม็ดเลือดขาว" เข้ามาบริเวณถุงลมปอดอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดภาวะอักเสบเรื้อรังระดับเซลล์ (Chronic Inflammation) ซึ่งกระบวนการอักเสบนี้เป็นตัวเร่งทำลายเนื้อเยื่อปอดให้เสื่อมสภาพเร็วขึ้น
เมื่อคุณ "หยุดสูบ" กระบวนการอักเสบที่ถูกเร่งด้วยควันบุหรี่จะสงบลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าถุงลมปอดที่พังไปแล้วจะไม่สามารถสร้างใหม่ให้กลับมาสมบูรณ์เหมือนเดิมได้ แต่การเลิกบุหรี่คือการ "เบรกความเสื่อม" ป้องกันไม่ให้ถุงลมที่ยังเหลืออยู่ถูกทำลายไปมากกว่านี้ งานวิจัยพบว่า อัตราการเสื่อมถอยของสมรรถภาพปอด (Lung function decline) ในผู้ป่วยที่เลิกบุหรี่ จะปรับลดความเร็วลงมาเทียบเท่ากับความเสื่อมตามวัยของคนทั่วไป แตกต่างจากผู้ที่ยังสูบต่อ ซึ่งปอดจะเสื่อมเร็วกว่าหลายเท่าตัวครับ (Scanlon et al., 2000)
2. ฟื้นฟูการทำงานของ "ขนกวัด" ในหลอดลม (Ciliary Recovery)
ภายในหลอดลมของเราจะมีขนเส้นเล็ก ๆ ที่เรียกว่า "ซีเลีย (Cilia)" ทำหน้าที่เหมือนไม้กวาด คอยปัดกวาดเสมหะและสิ่งแปลกปลอมออกไปจากปอด ควันบุหรี่จะเข้าไปลดการทำงานของขนกวัดเหล่านี้ให้เป็นอัมพาต ผู้ป่วยจึงมีเสมหะคั่งค้างและมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในปอดได้ง่าย
ความน่ายินดีคือ ซีเลียเหล่านี้ สามารถฟื้นฟูการทำงานกลับมาได้ครับ! ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือนหลังเลิกบุหรี่ ขนกวัดเหล่านี้จะกลับมาทำหน้าที่ปัดกวาดเสมหะได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาการไอเรื้อรังจะลดลง และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะปอดอักเสบติดเชื้อเฉียบพลัน (COPD Exacerbation) ซึ่งเป็นสาเหตุประการสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยโรคนี้ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลครับ (Willemse et al., 2004)
3. เพิ่มระดับออกซิเจน ลดภาระการทำงานของหัวใจ (Cardiovascular Relief)
โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ปอด แต่ยังทำให้ "หัวใจ" ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดไปรับออกซิเจน นอกจากนี้ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon Monoxide) จากควันบุหรี่ จะเข้าไปแย่งจับกับเม็ดเลือดแดง ทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายได้น้อยลง
เมื่อคุณหยุดสูบบุหรี่ ระดับคาร์บอนมอนอกไซด์ในเลือดจะลดลงกลับสู่ระดับที่ปลอดภัย ออกซิเจนจะถูกส่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อและสมองได้ดีขึ้น ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสดชื่น อาการเหนื่อยหอบทุเลาลง และลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทางระบบหลอดเลือดและหัวใจในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้อย่างโดดเด่นครับ (Tashkin et al., 2011)
ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือถุงลมโป่งพอง ห้ามหยุดใช้ยาพ่นขยายหลอดลม ห้ามหยุดยาสเตียรอยด์แบบพ่น และห้ามแอบนำยาสมุนไพรต้มมารับประทานร่วมกับยาประจำตัวโดยเด็ดขาด หากผู้ป่วยมีอาการกำเริบเฉียบพลัน ได้แก่ เหนื่อยหอบรุนแรงจนพูดไม่เป็นประโยค หายใจมีเสียงวี้ดดัง เสมหะเปลี่ยนสีและมีปริมาณมากขึ้น ปลายมือปลายเท้าหรือริมฝีปากเขียวคล้ำ หรือมีไข้สูง โปรดตั้งสติ ให้นั่งพักในท่าศีรษะสูง และรีบโทรสายด่วน 1669 เพื่อนำผู้ป่วยส่งสถานพยาบาล รับการประเมิน การให้ออกซิเจน และพ่นยาขยายหลอดลมตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมโดยด่วนครับ
🩺 บทสรุปจากหมอธี
ความเข้าใจที่ว่าเลิกบุหรี่ไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรเมื่อปอดมีความเสียหายไปแล้ว เป็นความเชื่อที่คลาดเคลื่อนครับ ความจริงทางวิทยาศาสตร์ยืนยันแล้วว่า "ไม่มีคำว่าสายสำหรับการเริ่มต้นดูแลสุขภาพ" แม้ในวันที่ปอดจะไม่สมบูรณ์ แต่การตัดสินใจทิ้งบุหรี่มวนสุดท้าย คือการมอบโอกาสให้เนื้อปอดที่เหลืออยู่ได้ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ลดโอกาสการเกิดภาวะกำเริบที่ต้องเข้าโรงพยาบาล และมอบ "เวลา" ที่มีคุณค่า เพื่อให้อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับลูกหลานไปอีกยาวนานครับ
💬 ชวนลูกเพจคุย
อ่านมาถึงตรงนี้ แฟนเพจลองนึกภาพคุณพ่อคุณแม่ หรือคนใกล้ตัวที่มีประวัติสูบบุหรี่มานานดูนะครับ... มีท่านใดที่เริ่มบ่นว่า "เดินขึ้นบันไดนิดเดียวก็เหนื่อยหอบแล้ว" หรือ "มีอาการไอเรื้อรัง เสมหะเยอะตอนเช้า" กันบ้างไหมครับ?
แล้วมีครอบครัวไหนที่เคยจับมือผ่านช่วงเวลา "การเลิกบุหรี่" ของผู้ใหญ่ที่บ้านมาได้สำเร็จแล้วบ้าง? ตอนที่ตัดสินใจเลิก ท่านอาศัยการลดปริมาณลงเรื่อย ๆ หรือไปปรึกษาคลินิกเลิกบุหรี่ในสถานพยาบาลเพื่อรับการบำบัดครับ? ลองคอมเมนต์มาแบ่งปันความภาคภูมิใจ แชร์ทริกการให้กำลังใจคนเลิกบุหรี่ หรือเล่าถึงสุขภาพปอดที่เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น ให้หมอและเพื่อน ๆ ในเพจได้อ่านเป็นแรงบันดาลใจกันหน่อยนะครับ หมอรออ่านและพร้อมให้กำลังใจทุกความเข้มแข็งของทุกคนครับ!
ด้วยความปรารถนาดี
หมอธี มีเรื่องเล่า
หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์
เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ:
- Scanlon, P. D., Connett, J. E., Waller, L. A., Altose, M. D., Bailey, W. C., Buist, A. S., ... & Lung Health Study Research Group. (2000). Smoking cessation and lung function in mild-to-moderate chronic obstructive pulmonary disease: the Lung Health Study. American Journal of Respiratory and Critical Care Medicine, 161(2), 381-390.
- Tashkin, D. P., Rennard, S., Taylor, P., Hilliard, T., Plunkett, J., & Lee, L. (2011). Lung function trajectory in patients with COPD based on smoking status. European Respiratory Journal, 38(suppl 55), p1864.
- Willemse, B. W., Postma, D. S., Timens, W., & Ten Hacken, N. H. (2004). The impact of smoking cessation on respiratory symptoms, lung function, airway hyperresponsiveness and inflammation. European Respiratory Journal, 23(3), 464-476.



Comments