top of page

เลี้ยงลูก เลี้ยงหลาน ก็เป็นการออกกำลังกายได้

  • หมอธี มีเรื่องเล่า
  • Mar 1
  • 2 min read

สวัสดีครับแฟนเพจ “หมอธี มีเรื่องเล่า” ทุกท่าน วันนี้หมอมีเรื่องราวใกล้ตัวที่เชื่อว่าน่าจะโดนใจคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ รวมไปถึงคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายหลายท่าน ที่มักจะมาบ่นให้หมอฟังบ่อย ๆ ที่แผนกตรวจผู้ป่วยนอกครับว่า


“หมอครับ/หมอคะ ตั้งแต่มีลูก มีหลานเนี่ย ไม่มีเวลาไปออกกำลังกายเลย แค่เลี้ยงเด็กก็หมดแรงแล้ว จะทำยังไงดีให้สุขภาพแข็งแรง?”


หมอมักจะยิ้มแล้วตอบกลับไปเสมอครับว่า “อย่าเพิ่งกังวลใจไปครับ เพราะแท้จริงแล้ว กิจวัตรประจำวันอย่างการเลี้ยงเด็กที่เราทำกันอยู่นี่แหละครับ คือการออกกำลังกายชั้นเยี่ยมเลยทีเดียว!” วันนี้หมอธีจะมาเล่าให้ฟังตามหลักวิทยาศาสตร์การแพทย์ครับว่า การเป็น "เทรนเนอร์ส่วนตัวให้เจ้าตัวน้อย" นั้น ส่งผลดีต่อร่างกายของเราอย่างไรบ้างครับ


1. เผาผลาญแคลอรีด้วยระบบ NEAT

ในทางการแพทย์ เรามีคำอธิบายกลไกหนึ่งที่เรียกว่า NEAT (Non-Exercise Activity Thermogenesis) ซึ่งหมายถึง พลังงานที่เราเผาผลาญไปกับกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่ไม่ใช่การตั้งใจไปออกกำลังกายโดยตรงครับ (Levine, 2002) การที่เราต้องอุ้มลูกเดินกล่อม การวิ่งไล่จับเด็กวัยเตาะแตะ การก้ม ๆ เงย ๆ เก็บของเล่น หรือแม้แต่การเข็นรถเข็นเด็ก ล้วนจัดอยู่ในกลุ่มนี้ครับ

ตามหลักเกณฑ์การวัดระดับการใช้พลังงาน หรือ METs (Metabolic Equivalent of Task) การเลี้ยงเด็กโดยทั่วไปจะมีการใช้พลังงานอยู่ที่ประมาณ 2.5 - 3.5 METs ซึ่งจัดเป็น “กิจกรรมทางกายระดับเบาถึงปานกลาง” (Light-to-Moderate Physical Activity) เทียบเท่ากับการเดินเร็ว หรือการทำงานบ้านเลยทีเดียวครับ ดังนั้น เหงื่อที่ซึมตามไรผมเวลาเลี้ยงหลานนั้น คือพลังงานที่ถูกเผาผลาญออกไปจริง ๆ ครับ (Ainsworth et al., 2011)


2. การเสริมสร้างกล้ามเนื้อแบบค่อยเป็นค่อยไป (Progressive Overload)

เวลาเราไปออกกำลังกาย เทรนเนอร์มักจะให้เราค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนักแรงต้านเพื่อสร้างกล้ามเนื้อใช่ไหมครับ? การเลี้ยงเด็กก็ใช้หลักการเดียวกันโดยธรรมชาติครับ ทารกแรกเกิดมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 3 กิโลกรัม และจะค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนักขึ้นเรื่อย ๆ ตามวัย ร่างกายของคุณพ่อคุณแม่ และปู่ย่าตายายที่อุ้มเด็กอยู่เป็นประจำ จะมีการปรับตัวและสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขน ไหล่ หลัง และแกนกลางลำตัว เพื่อรองรับน้ำหนักเด็กที่เพิ่มขึ้นครับ ซึ่งสอดคล้องกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ระบุว่าการขยับร่างกายและออกแรงต้านล้วนส่งผลดีต่อสุขภาพกล้ามเนื้อและกระดูกทั้งสิ้น (World Health Organization, 2020)


3. ประโยชน์ต่อสมองและความจำในผู้สูงวัย

สำหรับคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยาย การช่วยเลี้ยงหลานไม่ได้ดีแค่ต่อพัฒนาการของเด็กเท่านั้นนะครับ แต่ยังมีผลดีต่อสมองของผู้เลี้ยงด้วย งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติด้านจิตวิทยาและผู้สูงอายุพบว่า ผู้สูงวัยที่ช่วยดูแลหลานมักจะมีคะแนนการทดสอบด้านความจำ (Memory) และการทำงานของสมองด้านการรู้คิด (Cognitive function) ดีกว่าผู้ที่ไม่ได้เลี้ยงหลาน ซึ่งอาจมีส่วนช่วยชะลอความเสื่อมของสมองได้ เนื่องจากต้องคอยตื่นตัวและใช้ความคิดในการโต้ตอบกับเด็กอยู่เสมอครับ (Chereches et al., 2024)


ข้อควรระวังเพื่อความปลอดภัย

แม้การเลี้ยงเด็กจะเป็นกิจกรรมทางกายที่ดี แต่หมอต้องขอเตือนเรื่อง “สรีรวิทยาและท่าทาง” (Ergonomics) ตามหลักการยศาสตร์ครับ เวลาจะอุ้มเด็กจากพื้น ควรใช้วิธี “ย่อเข่าลงแล้วยกตัวขึ้นโดยใช้กล้ามเนื้อขา” พยายามให้ตัวเด็กอยู่ชิดลำตัวเรามากที่สุด และหลีกเลี่ยงการก้มโค้งหลังเพื่อยกของเด็ดขาด เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหลังอักเสบ หรือหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท หากท่านใดมีโรคประจำตัวหรือมีอาการปวดข้อปวดหลังเรื้อรัง หมอแนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและคำแนะนำที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลนะครับ


บทสรุปจากหมอธี

การเลี้ยงลูกและเลี้ยงหลาน ถือเป็นกิจกรรมทางกายที่ยอดเยี่ยมมากครับ ซึ่งนอกจากจะช่วยเผาผลาญพลังงาน (NEAT) และเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแล้ว ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองในผู้สูงอายุ และสร้างสายใยความผูกพันในครอบครัวอีกด้วย ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่หรือผู้สูงอายุท่านไหนที่ไม่มีเวลาไปออกกำลังกายอย่างเป็นรูปแบบ ก็ไม่ต้องกังวลใจไปครับ เพียงแค่ดูแลและเล่นกับเด็ก ๆ อย่างกระฉับกระเฉงภายใต้ท่าทางที่ถูกต้อง แค่นี้สุขภาพกายและสุขภาพใจของคุณก็ได้รับประโยชน์อย่างมากแล้วครับ


ชวนลูกเพจคุย:

อ่านจบแล้ว คุณพ่อคุณแม่ หรือคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายท่านไหน มี “วีรกรรมการเล่นกับลูกหลาน” กิจกรรมไหนที่ทำเอาเหงื่อตกประหนึ่งไปวิ่งมาราธอนมาบ้างครับ? มาคอมเมนต์เล่าและแบ่งปันประสบการณ์ให้หมอและเพื่อน ๆ ในเพจฟังกันหน่อยนะครับ หมอรออ่านอยู่ครับ!


ด้วยความปรารถนาดี

หมอธี มีเรื่องเล่า


หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์


เอกสารอ้างอิง

- Ainsworth, B. E., Haskell, W. L., Herrmann, S. D., Meckes, N., Bassett, D. R., Tudor-Locke, C., ... & Leon, A. S. (2011). 2011 Compendium of Physical Activities: a second update of codes and MET values. Medicine & Science in Sports & Exercise, 43(8), 1575-1581.

- Chereches, F., et al. (2024). Grandparents’ Cognition and Caregiving for Grandchildren: Frequency, Type, and Variety of Activities. Psychology and Aging, 39(2), 345-358.

- Levine, J. A. (2002). Non-exercise activity thermogenesis (NEAT). Best Practice & Research Clinical Endocrinology & Metabolism, 16(4), 679-702.

- World Health Organization. (2020). WHO guidelines on physical activity and sedentary behaviour. Geneva: World Health Organization.


#หมอธีมีเรื่องเล่า #เลี้ยงลูกคือการออกกำลังกาย #สุขภาพครอบครัว #กิจกรรมทางกาย #สูงวัยใส่ใจสุขภาพ #ปู่ย่าตายาย #NEAT #สุขภาพดีสร้างได้ #ความรู้ทางการแพทย์ #หมอให้ความรู้

Comments


bottom of page