ตัดวงจรความทุกข์ เมื่อร่างกายประท้วง... ถอดรหัสจิตประสาทวิทยา “จัดการความเครียดอย่างไรให้ใจไม่ป่วยตามกาย”
- หมอธี มีเรื่องเล่า
- May 7
- 2 min read

สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน กลับมาพบกับ “หมอธี มีเรื่องเล่า” กันอีกครั้งนะครับ แฟนเพจเคยสังเกตตัวเอง หรือคนใกล้ชิดที่กำลังเผชิญกับความเจ็บป่วยทางกายเรื้อรังไหมครับ? ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดหลังเรื้อรัง โรคข้อเข่าเสื่อม หรือเพิ่งตรวจพบโรคประจำตัวอย่างเบาหวานและความดันโลหิตสูง ทำไมจู่ ๆ เราถึงรู้สึกห่อเหี่ยว หงุดหงิดง่าย อ่อนไหว หรือบางคนถึงขั้นหมดกำลังใจในการใช้ชีวิตไปเสียดื้อ ๆ
ในห้องตรวจ หมอมักจะได้ยินผู้ป่วยระบายความในใจให้ฟังเสมอว่า “หมอครับ ช่วงนี้ปวดตัวจนไปทำกิจกรรมที่ชอบไม่ได้เลย รู้สึกตัวเองเป็นภาระลูกหลาน เครียดจนนอนไม่หลับเลยครับ”
ในทางการแพทย์ “ร่างกายและจิตใจ” ไม่ใช่สองสิ่งที่แยกขาดจากกันครับ แต่มันถูกร้อยรัดเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่นผ่านเครือข่ายเส้นประสาทและฮอร์โมน ในสาขาวิชาที่เรียกว่า "จิตประสาทภูมิคุ้มกันวิทยา (Psychoneuroimmunology)" เราพบความจริงที่น่าตกใจว่า ความเจ็บป่วยทางกายเรื้อรังสามารถจุดชนวน “ความเครียดทางใจ” และในขณะเดียวกัน ความเครียดทางใจก็สามารถวนกลับมา “ทำร้ายร่างกาย” ให้ทรุดโทรมและฟื้นตัวช้าลงได้อย่างน่ากลัว
วันนี้หมอจะพาทุกท่านไปสวมบทบาทนักวิทยาศาสตร์ ถอดรหัสการทำงานของสมอง เพื่อหาทางตัดวงจรความเครียด และกอบกู้สุขภาพจิตใจไม่ให้ป่วยตามกายไปด้วยกันครับ!
1. สรีรวิทยาของความเครียด: เมื่อความปวดสั่งให้สมองหลั่ง “สารทุกข์”
เวลาที่ร่างกายของเราเผชิญกับความเจ็บป่วย หรือมีความเจ็บปวดเรื้อรัง (Chronic Pain) จะเกิดกระบวนการอักเสบขึ้นในระดับเซลล์ สารเคมีจากการอักเสบสามารถไหลเวียนทะลุเข้าไปในสมองได้ สมองส่วนที่ทำหน้าที่รับรู้ภัยคุกคามจะถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวตลอดเวลา ทำให้ต่อมหมวกไตต้องหลั่งฮอร์โมนความเครียดที่ชื่อว่า “คอร์ติซอล (Cortisol)” ออกมามากผิดปกติ
คอร์ติซอลที่ลอยค้างอยู่ในกระแสเลือดเป็นเวลานาน จะกลายเป็นผู้ร้ายไปกดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และกระตุ้นให้เกิด "พฤติกรรมป่วยไข้ (Sickness Behavior)" ซึ่งเป็นกลไกตามธรรมชาติที่สั่งให้เราเก็บตัว อ่อนเพลีย และซึมเศร้า (Dantzer et al., 2008) ยิ่งไปกว่านั้น ความเจ็บปวดทางกายที่ยืดเยื้อ จะไปลดระดับสารสื่อประสาทแห่งความสุขอย่าง “เซโรโทนิน (Serotonin)” ในสมองลง ทำให้ “เกณฑ์การทนความเจ็บปวด (Pain threshold)” ต่ำลง พูดง่าย ๆ คือ "ยิ่งเครียด สมองยิ่งขยายสัญญาณความปวดให้เจ็บทรมานกว่าเดิม" จนนำไปสู่วงจรของโรควิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในที่สุดครับ (McEwen, 2017)
2. ตัดวงจรอุบาทว์ ด้วยแฮกเกอร์ระบบประสาท “เส้นประสาทเวกัส” (Vagus Nerve)
เมื่อความเครียดเกิดจากกลไกทางสรีรวิทยา เราก็ต้องแก้เกมด้วยสรีรวิทยาครับ! ในร่างกายเรามีเส้นประสาทสมองคู่ที่ 10 เส้นใหญ่ที่ชื่อว่า “เวกัส (Vagus Nerve)” ซึ่งทำหน้าที่เปรียบเสมือน “เบรกมือ” คอยปิดสวิตช์ความเครียด และเปิดโหมด "พักผ่อนและฟื้นฟู (Parasympathetic mode)" ให้กับร่างกาย
เทคนิคจากหมอ: วิธีที่ง่าย ปลอดภัย และทรงพลังที่สุดในการกระตุ้นเส้นประสาทเวกัสด้วยตนเองคือ "การฝึกหายใจด้วยกะบังลม (Diaphragmatic Breathing)" ครับ เมื่อเรารู้สึกเครียด ท้อแท้ หรือปวดตัว ให้ลองหลับตา สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ทางจมูกให้ท้องป่อง และค่อย ๆ เป่าลมออกทางปากช้า ๆ ยาว ๆ ให้ท้องแฟบ (เป่าลมออกให้นานกว่าตอนสูดเข้า) งานวิจัยทางคลินิกยืนยันว่า การขยับของกะบังลมอย่างเป็นจังหวะ จะส่งสัญญาณตรงไปที่สมองส่วนล่าง สั่งให้หัวใจเต้นช้าลง ลดความดันโลหิต และเบรกการหลั่งคอร์ติซอลได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาทีครับ (Ma et al., 2017)
3. เวชศาสตร์จิตใจ: ปรับกรอบความคิด เพื่ออยู่กับข้อจำกัด (Cognitive Reappraisal & Acceptance)
ความทุกข์ใจที่สาหัสที่สุดของผู้ป่วยเรื้อรัง มักเกิดจากการ "เปรียบเทียบ" ตัวเองในปัจจุบัน กับความแข็งแรงในอดีตครับ ทำให้เกิดคำถามตอกย้ำตัวเองซ้ำ ๆ ว่า "ทำไมฉันถึงโชคร้าย? ทำไมต้องเป็นฉัน?"
เทคนิคจากหมอ: ในทางจิตวิทยาคลินิก เราแนะนำให้ใช้การปรับมุมมอง และการฝึก "ยอมรับความจริง (Acceptance)" เข้ามาช่วยบำบัดครับ การยอมรับไม่ได้แปลว่าเรายอมแพ้ต่อโรคนะครับ แต่คือการยอมรับข้อจำกัดของร่างกายในวันนี้ โดยไม่ตัดสินและไม่เกลียดชังตัวเอง หากวันนี้ปวดเข่าจนไปวิ่งออกกำลังกายไม่ได้ ก็แค่รับรู้ว่าปวด แล้วหันไปโฟกัส "สิ่งที่ยังพอทำได้" เช่น การนั่งปลูกต้นไม้กระถางเล็ก ๆ ฟังเพลงโปรด หรืออ่านหนังสือ การสร้าง "ความหมายเชิงบวก" ในชีวิตประจำวันทีละเล็กทีละน้อย จะช่วยคืนความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง และเยียวยาจิตใจได้อย่างมหาศาลครับ (Folkman, 1997)
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว หรือกำลังรับประทานยาทางจิตเวชอยู่ ห้ามหยุดยา ห้ามลดขนาดยา หรือปรับยาเองโดยเด็ดขาด หากผู้ป่วยหรือคนใกล้ชิดมีความเครียดสะสมรุนแรง ร้องไห้โดยไม่มีสาเหตุ นอนไม่หลับติดต่อกันหลายวัน เบื่ออาหารน้ำหนักลดฮวบฮาบ หรือ เริ่มมีการพูดในทำนองว่า "อยากตาย" "ไม่อยากตื่นมาอีกแล้ว" หรือ "รู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระ" ห้ามมองว่าเป็นแค่เรื่องอารมณ์ชั่ววูบหรือเรียกร้องความสนใจ ห้ามซื้อยานอนหลับหรือยาสมุนไพรคลายเครียดมารับประทานเอง (เสี่ยงยาตีกันจนอันตรายถึงชีวิต) และห้ามปล่อยให้ผู้ป่วยอยู่ตามลำพังเด็ดขาด โปรดรับฟังท่านด้วยความเข้าใจ ไม่ตัดสิน และรีบโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือโทร 1669 เพื่อนำท่านไปพบแพทย์เฉพาะทาง (จิตแพทย์) ในสถานพยาบาล เพื่อรับการประเมินและดูแลตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมทันทีครับ
🩺 บทสรุปจากหมอธี
"กายกับใจ คือเพื่อนร่วมทางที่ต้องจับมือเดินไปด้วยกันตลอดชีวิต" ครับ เมื่อร่างกายบาดเจ็บหรือร่วงโรยไป จิตใจย่อมมีสิทธิที่จะอ่อนแอและสั่นคลอนได้เป็นเรื่องธรรมดา การจัดการความเครียดไม่ใช่การกดทับความรู้สึก หรือฝืนยิ้มทำเป็นเข้มแข็งตลอดเวลา แต่คือการ "โอบกอดและเข้าใจ" กลไกธรรมชาติของร่างกายตัวเอง การรู้ทันฮอร์โมนความเครียด การอนุญาตให้ตัวเองได้พัก การหายใจลึก ๆ เพื่อเรียกสติ และการใจดีกับตัวเองให้มาก ๆ คือยาขนานเอกที่จะช่วยประคับประคองจิตใจ ให้เป็น "เบาะนุ่ม ๆ" คอยรองรับร่างกายที่เจ็บป่วย ให้เราสามารถก้าวเดินต่อไปในทุก ๆ วันได้อย่างมีความหมายและมีรอยยิ้มครับ
💬 ชวนลูกเพจคุย
อ่านมาถึงตรงนี้ แฟนเพจลองทบทวนความรู้สึกของตัวเอง หรือลองสังเกตคนในครอบครัวที่กำลังป่วยดูนะครับ... เวลาที่รู้สึกไม่สบายกายเรื้อรัง เรามักจะมีอารมณ์เปลี่ยนไป หงุดหงิดง่ายขึ้น หรือเผลอบ่นน้อยใจคนรอบข้างให้ได้ยินบ่อยขึ้นบ้างไหมครับ?
แล้วตัวแฟนเพจเองล่ะครับ เวลาที่เครียดจากการเจ็บป่วยของตัวเอง หรือเหนื่อยล้าจากการต้องดูแลผู้ป่วยที่บ้าน มี "วิธีฮีลใจ" หรือวิธีจัดการความเครียดแบบฉบับของตัวเองยังไงกันบ้างครับ? บางคนชอบสวดมนต์นั่งสมาธิ บางคนชอบปลูกต้นไม้ จัดดอกไม้ หรือบางคนเลือกที่จะออกไปนั่งรับลมริมหน้าต่างเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ ลองคอมเมนต์มาแบ่งปันวิธีชาร์จพลังใจ แชร์งานอดิเรกคลายเครียด หรือส่งกำลังใจให้เพื่อน ๆ ในเพจที่กำลังต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บกันหน่อยนะครับ หมอรออ่านและพร้อมเป็นอีกหนึ่งกำลังใจ โอบกอดทุกความรู้สึกของทุกท่านครับ!
ด้วยความปรารถนาดี
หมอธี มีเรื่องเล่า
หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์
เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ:
- Dantzer, R., O'Connor, J. C., Freund, G. G., Johnson, R. W., & Kelley, K. W. (2008). From inflammation to sickness and depression: when the immune system subjugates the brain. Nature Reviews Neuroscience, 9(1), 46-56.
- Folkman, S. (1997). Positive psychological states and coping with severe stress. Social Science & Medicine, 45(8), 1207-1221.
- Ma, X., Yue, Z. Q., Gong, Z. Q., Zhang, H., Duan, N. Y., Shi, Y. T., ... & Li, Y. F. (2017). The effect of diaphragmatic breathing on attention, negative affect and stress in healthy adults. Frontiers in Psychology, 8, 874.
- McEwen, B. S. (2017). Neurobiological and systemic effects of chronic stress. Chronic Stress, 1, 2470547017692328.



Comments