top of page

หมดไฟหรือแค่เหนื่อย? เช็กสัญญาณเตือน Burnout ที่คุณอาจมองข้าม

  • หมอธี มีเรื่องเล่า
  • Feb 10
  • 1 min read

สวัสดีครับลูกเพจ “หมอธี มีเรื่องเล่า” ทุกท่านครับ ช่วงนี้ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับหลายท่านที่มาปรึกษาเรื่องความรู้สึกเหนื่อยล้าสะสม บางคนบอกว่าตื่นมาแล้วไม่อยากไปทำงาน หรือรู้สึกว่างานที่เคยชอบกลายเป็นภาระที่หนักอึ้ง อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่ความเหนื่อยธรรมดาครับ แต่อาจเป็นสัญญาณของ “ภาวะหมดไฟ” (Burnout Syndrome) ที่เราควรเร่งทำความเข้าใจกลไกและรีบดูแลตัวเองครับ


ในทางการแพทย์โดยเฉพาะตามมาตรฐานการจำแนกโรคระหว่างประเทศ (ICD-11) ขององค์การอนามัยโลก ได้นิยามภาวะหมดไฟว่าเป็นปรากฏการณ์จากการทำงานที่ไม่สามารถจัดการกับความเครียดเรื้อรังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งผมอยากให้ทุกท่านลองสังเกต 3 สัญญาณเตือนหลัก ดังนี้ครับ:


3 สัญญาณหลักที่ร่างกายและใจกำลังประท้วง

1. พลังงานเหือดหาย (Emotional Exhaustion)

คุณจะรู้สึกเหนื่อยล้าทางอารมณ์อย่างมาก เหมือนแบตเตอรี่ในร่างกายหมดเกลี้ยง แม้จะพักผ่อนในวันหยุดแล้วก็ตาม อาการทางกายที่อาจตามมาคือ ปวดหัวเรื้อรัง หรือมีปัญหาเรื่องระบบทางเดินอาหารครับ

2. ทัศนคติเริ่มเปลี่ยนไปในทางลบ (Cynicism/Depersonalization)

เริ่มรู้สึกมองงานในแง่ร้าย ขาดความกระตือรือร้น หรือเริ่มตีตัวออกห่างจากเพื่อนร่วมงาน บางครั้งอาจกลายเป็นความหงุดหงิดง่ายอย่างไม่มีสาเหตุ ซึ่งสิ่งนี้ส่งผลต่อปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างมากครับ

3. ประสิทธิภาพการทำงานลดลง (Reduced Personal Accomplishment)

รู้สึกว่าตัวเองทำงานได้ไม่ดีเท่าเดิม เริ่มไม่มั่นใจในความสามารถของตนเอง และรู้สึกว่าทำไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ความรู้สึกนี้จะบั่นทอนกำลังใจในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ไปอย่างน่าเสียดายครับ


ปรับพฤติกรรมสุขภาพคืนสมดุลให้ชีวิต

ในฐานะแพทย์เวชปฏิบัติที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ผมขอแนะนำแนวทางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อรับมือกับภาวะนี้ครับ:

• การจัดการความเครียด: ฝึกทักษะการปฏิเสธงานที่เกินกำลัง และจัดลำดับความสำคัญของงานให้ชัดเจน

• สุขอนามัยการนอน: การนอนหลับที่มีคุณภาพคือยาขนานเอกในการซ่อมแซมสมองที่ล้าจากการทำงานครับ

• โภชนาการต้านเครียด: เน้นอาหารกลุ่มธัญพืชและผักผลไม้ที่ช่วยลดการอักเสบในร่างกายจากฮอร์โมนความเครียด

• การเชื่อมโยงทางสังคม: หาเวลาพูดคุยกับคนที่ไว้ใจได้เพื่อระบายความรู้สึก ไม่เก็บกักความเครียดไว้เพียงลำพังครับ


บทสรุปจากหมอธี

ภาวะหมดไฟไม่ใช่ความอ่อนแอครับ แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า “สมดุลชีวิต” ของเราเริ่มสั่นคลอน การหมั่นตรวจสอบความรู้สึกของตนเองและให้ความสำคัญกับการพักผ่อน ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่เป็นความจำเป็นพื้นฐานเพื่อให้เราก้าวเดินต่อไปได้อย่างยั่งยืนครับ การเริ่มปรับพฤติกรรมเพียงเล็กน้อยในวันนี้ คือกุญแจสำคัญสู่สุขภาพใจที่แข็งแรงในระยะยาว


ชวนคุย: มีลูกเพจท่านไหนเคยรู้สึกว่า “ไม่ไหวแล้ว” บ้างไหมครับ? หรือมีวิธีคลายเครียดจากการทำงานอย่างไรมาแชร์กันได้นะ หมอรออ่านคอมเมนต์ของทุกคนอยู่ครับ


ด้วยความปรารถนาดี

หมอธี มีเรื่องเล่า


หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์


แหล่งอ้างอิง (References):

1. World Health Organization. (2019). Burn-out an "occupational phenomenon": International Classification of Diseases.

2. Maslach, C., & Leiter, M. P. (2016). Understanding the burnout experience: recent research and its implications for psychiatry. World Psychiatry.

3. Mayo Clinic. (2024). Job burnout: How to spot it and take action.

4. American Psychological Association. (2023). Burnout and stress in the workplace.


#หมอธีมีเรื่องเล่า #Burnout #ภาวะหมดไฟ #สุขภาพจิต #ปรับพฤติกรรมสุขภาพ #ดูแลตัวเอง #มนุษย์เงินเดือน #เครียดสะสม #สุขภาพดีจากภายใน

Comments


bottom of page