เบรกความว้าวุ่น จูนสมองให้สมดุล... ถอดรหัส 4 วิธีจัดการความเครียดรายวันด้วยวิทยาศาสตร์สมอง (How to Manage Stress Daily?)
- หมอธี มีเรื่องเล่า
- 1 day ago
- 2 min read

สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน กลับมาพบกับ “หมอธี มีเรื่องเล่า” กันอีกครั้งนะครับ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องที่ใกล้ตัวพวกเราทุกคนมากที่สุดเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ "ความเครียด" ครับ
ตื่นเช้ามาเจ้ารถติด ไปถึงออฟฟิศก็เจองานด่วน เปิดดูข่าวสารก็มีแต่เรื่องชวนปวดหัว... ในยุคที่โลกหมุนไวแบบนี้ ความเครียดเปรียบเสมือนเงาตามตัวที่เราสลัดอย่างไรก็ไม่หลุดครับ ในทางการแพทย์ เมื่อเราเจอกับความกดดัน สมองส่วนที่ทำหน้าที่รับรู้ภัยคุกคาม (Amygdala) จะสั่งการให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดอย่าง "คอร์ติซอล" (Cortisol) และ "อะดรีนาลีน" (Adrenaline) ออกมา เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อม "สู้หรือหนี" (Fight or Flight)
กลไกนี้มีประโยชน์ในระยะสั้นครับ แต่หากเราปล่อยให้ตัวเองเครียดสะสมทุกวัน (Chronic Stress) ฮอร์โมนเหล่านี้จะกลายเป็นตัวการทำลายระบบภูมิคุ้มกัน เพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ และทำให้เซลล์สมองส่วนความจำทำงานแย่ลงได้ครับ (McEwen, 2017)
คำถามคือ ในเมื่อเราหนีความเครียดไม่ได้ เราจะจัดการกับมันในชีวิตประจำวัน (How to manage stress daily) อย่างไรให้อยู่หมัด? วันนี้หมอมี 4 เทคนิคที่อิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และสามารถทำได้ทันทีมาฝากกันครับ
1. สับสวิตช์ความเครียดด้วย "การหายใจลึกระดับกะบังลม" (Diaphragmatic Breathing)
เชื่อไหมครับว่า "ลมหายใจ" คือรีโมตคอนโทรลควบคุมสมองที่เราพกติดตัวตลอดเวลา เมื่อเราเครียด เรามักจะหายใจตื้นและเร็วโดยไม่รู้ตัว แต่หากเราฝืนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ให้ท้องป่อง และผ่อนลมหายใจออกยาว ๆ ให้ท้องแฟบ กระบวนการนี้จะไปกระตุ้น "เส้นประสาทเวกัส" (Vagus Nerve) ซึ่งเป็นเส้นประสาทคู่ที่ยาวที่สุดในร่างกายครับ การกระตุ้นนี้จะส่งสัญญาณไปเปิดระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic Nervous System) หรือโหมด "พักผ่อนและย่อยอาหาร" ทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจช้าลง ความดันโลหิตลดลง และช่วยหยุดการหลั่งฮอร์โมนความเครียดได้แทบจะในทันทีครับ (Ma et al., 2017)
2. ดึงสติกลับสู่ปัจจุบันด้วยเทคนิค 5-4-3-2-1 (Grounding Technique)
ความเครียดและความวิตกกังวล มักเกิดจากการที่สมองของเรา "เดินทางไกล" ไปกังวลถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง หรือจมปลักกับอดีตที่ผ่านไปแล้วครับ วิธีดึงสมองกลับมาที่ "ปัจจุบัน" ที่นักจิตวิทยาคลินิกแนะนำคือ การใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ครับ เมื่อรู้สึกว่าสมองกำลังจะระเบิด ให้หยุดพักแล้วสำรวจรอบตัว: มองหา 5 สิ่งที่มองเห็น, สัมผัส 4 สิ่งรอบตัว, ตั้งใจฟัง 3 เสียง, สูดดม 2 กลิ่น และรับรู้รสชาติ 1 อย่าง กลไกนี้จะไปขัดจังหวะการทำงานของสมองส่วนอารมณ์ความกลัว และบังคับให้สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ที่ดูแลเรื่องตรรกะและเหตุผลกลับมาทำงาน ช่วยลดระดับความกังวลได้อย่างมีนัยสำคัญครับ (Hofmann et al., 2010)
3. "ขยับร่างกาย" เพื่อสลัดคอร์ติซอลทิ้ง (Micro-Movement)
เวลาเครียด กล้ามเนื้อของเราจะหดเกร็งโดยอัตโนมัติ การนั่งจมอยู่หน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ ยิ่งทำให้ร่างกายสะสมความเครียดครับ วิธีแก้คือการลุกขึ้นขยับร่างกาย (Micro-breaks) เพียง 5-10 นาที ไม่ว่าจะเป็นการเดินยืดเส้นยืดสาย ไปเข้าห้องน้ำ หรือเดินขึ้นลงบันได งานวิจัยด้านเวชศาสตร์การกีฬาพบว่า การออกแรงเบา ๆ จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมอง เร่งการกำจัดคอร์ติซอลที่ตกค้างในกระแสเลือด และกระตุ้นการหลั่งสารเอนดอร์ฟิน (Endorphins) ซึ่งเป็นยาคลายเครียดตามธรรมชาติที่ทรงพลังครับ (Basso & Suzuki, 2017)
4. ปกป้อง "การนอนหลับ" อย่างสุดความสามารถ (Sleep as a Stress Buffer)
คุณไม่สามารถจัดการความเครียดได้ดี หากสมองของคุณไม่ได้พักผ่อนครับ ในทางประสาทวิทยาศาสตร์ การนอนหลับลึกคือช่วงเวลาที่สมองจะทำการ "ซ่อมแซมและล้างพิษ" เมื่อเราอดนอน สมองส่วน Amygdala จะทำงานไวต่อสิ่งเร้ามากขึ้นถึง 60% ทำให้เรื่องเล็ก ๆ ก็สามารถทำให้เราหงุดหงิดหรือระเบิดอารมณ์ได้ (Goldstein & Walker, 2014) การรักษาเวลาเข้านอนให้เป็นเวลา งดเล่นมือถือก่อนนอน และนอนให้ได้ 7-8 ชั่วโมง จึงเป็นเกราะป้องกันความเครียดที่สำคัญของมนุษย์ครับ
🩺 บทสรุปจากหมอธี
การจัดการความเครียดรายวัน (How to manage stress daily) ไม่ใช่การพยายามทำชีวิตให้สมบูรณ์แบบจนไม่มีเรื่องให้ปวดหัวเลยครับ เพราะนั่นเป็นไปไม่ได้ แต่หัวใจสำคัญคือการ "รู้เท่าทัน" เมื่อความเครียดก่อตัวขึ้น และมี "เครื่องมือ" เล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการหายใจลึก ๆ การดึงสติกลับมาอยู่กับปัจจุบัน การขยับร่างกาย และการนอนหลับให้เพียงพอ เพื่อสับสวิตช์ให้ร่างกายได้กลับมาพักผ่อน การหมั่นเติมภูมิคุ้มกันทางใจทุกวันแบบนี้ จะช่วยให้คุณพร้อมรับมือกับทุกมรสุมที่พัดเข้ามาได้อย่างมั่นคงครับ
💬 ชวนลูกเพจคุย
อ่านมาถึงตรงนี้ หมออยากฟังเคล็ดลับจากแฟนเพจบ้างครับ... เวลาที่เพื่อน ๆ กลับถึงบ้านหลังจากเจอวันที่แสนจะเหนื่อยล้าและตึงเครียด คุณมี "วิธีฮีลใจ" หรือวิธีคลายเครียดรายวันฉบับส่วนตัวแบบไหนกันบ้างครับ? (เช่น บางคนอาจจะกอดสัตว์เลี้ยง ดูซีรีส์ตลก ทำกับข้าว หรือรดน้ำต้นไม้) ลองคอมเมนต์มาแชร์วิธีน่ารัก ๆ ของคุณให้เพื่อน ๆ ในเพจได้อ่านและอาจจะขอยืมไปใช้บ้างนะครับ หมอรออ่านและพร้อมแลกเปลี่ยนวิธีคลายเครียดกับทุกคนอยู่ครับ!
ด้วยความปรารถนาดี
หมอธี มีเรื่องเล่า
หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์
เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ:
- Basso, J. C., & Suzuki, W. A. (2017). The effects of acute exercise on mood, cognition, neurophysiology, and neurochemical pathways: a review. Brain Plasticity, 2(2), 127-152.
- Goldstein, A. N., & Walker, M. P. (2014). The role of sleep in emotional brain function. Annual Review of Clinical Psychology, 10, 679-708.
- Hofmann, S. G., Sawyer, A. T., Witt, A. A., & Oh, D. (2010). The effect of mindfulness-based therapy on anxiety and depression: A meta-analytic review. Journal of Consulting and Clinical Psychology, 78(2), 169-183.
- Ma, X., Yue, Z. Q., Gong, Z. Q., Zhang, H., Duan, N. Y., Shi, Y. T., ... & Li, Y. F. (2017). The effect of diaphragmatic breathing on attention, negative affect and stress in healthy adults. Frontiers in Psychology, 8, 874.
- McEwen, B. S. (2017). Neurobiological and systemic effects of chronic stress. Chronic Stress, 1, 2470547017692328.



Comments