
เมื่อความเครียดลงกระเพาะ: รับมือ Emotional Eating อย่างไรให้ยั่งยืน สไตล์ “หมอธี มีเรื่องเล่า”
- หมอธี มีเรื่องเล่า
- Mar 3
- 1 min read

สวัสดีครับลูกเพจทุกท่าน วันนี้หมอธีมีเรื่องใกล้ตัวที่หลายคนมักจะทักหลังไมค์มาปรึกษาบ่อยๆ นั่นคืออาการที่เรียกกันว่า “กินแก้เครียด” หรือในทางวิชาการเราเรียกว่า Emotional Eating ครับ
เคยเป็นไหมครับ? วันไหนงานหนัก โดนหัวหน้าตำหนิ หรือรู้สึกเหนื่อยล้าเป็นพิเศษ ร่างกายไม่ได้หิวหรอกครับ แต่ใจมันเรียกร้องอยากจะเคี้ยวอะไรสักอย่าง โดยเฉพาะของหวาน ไอศกรีม หรือฟาสต์ฟู้ดรสจัดจ้าน ซึ่งพอทานเสร็จแล้ว แทนที่จะรู้สึกดีขึ้น กลับกลายเป็นความรู้สึกผิด (Guilt) เข้ามาแทนที่เสียอย่างนั้น
ทำไมเราถึง "กิน" เมื่อ "เครียด"?
ในทางสรีรวิทยา เมื่อเราเผชิญกับความเครียดเรื้อรัง ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่ชื่อว่า “คอร์ติซอล” (Cortisol) ออกมา ซึ่งเจ้าฮอร์โมนตัวนี้จะไปกระตุ้นความต้องการอาหารประเภทที่มีน้ำตาลและไขมันสูง เนื่องจากร่างกายเข้าใจผิดว่าเรากำลังต้องการพลังงานเพื่อไปรับมือกับวิกฤต (Harvard Health, 2021) นอกจากนี้ การรับประทานอาหารที่ถูกใจยังช่วยกระตุ้นการหลั่ง “โดพามีน” (Dopamine) ในสมองส่วนการให้รางวัล ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายชั่วคราว แต่นี่คือกับดักครับ เพราะมันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่ยั่งยืน (Mayo Clinic, 2023)
4 ขั้นตอนการปรับพฤติกรรมเพื่อทางออกที่ยั่งยืน
การจะจัดการกับ Emotional Eating ไม่ใช่การ "อด" หรือ "ห้าม" อย่างหักดิบนะครับ แต่คือการ "เข้าใจ" และ "ปรับ" ตามแนวทางดังนี้ครับ:
1. แยก “หิวจริง” กับ “หิวอารมณ์” ให้ขาด: ความหิวทางกายจะค่อยๆ เกิดขึ้นและรอได้ แต่ความหิวจากอารมณ์มักจะเกิดขึ้นทันทีทันใดและต้องการอาหารเฉพาะอย่าง (Specific craving) หมอแนะนำให้ลองใช้เทคนิคการประเมินระดับความหิว 1-10 ก่อนตักอาหารเข้าปากครับ (American Psychological Association, 2022)
2. จดบันทึกการกิน (Food & Mood Diary): ลองบันทึกดูครับว่า ช่วงเวลาไหน หรือเหตุการณ์อะไรที่ทำให้เราอยากกินมากเป็นพิเศษ วิธีนี้จะช่วยให้เราเห็น "ตัวกระตุ้น" (Triggers) ที่ชัดเจนขึ้น เพื่อหาทางรับมือกับต้นเหตุความเครียดนั้นๆ (HelpGuide, 2023)
3. สร้าง "คลังอาวุธ" คลายเครียดที่ไม่ใช่ของกิน: หากรู้ตัวว่าเครียด ลองเปลี่ยนจากการเดินไปตู้เย็น เป็นการเดินเล่นรอบบ้าน การฝึกหายใจลึกๆ (Deep Breathing) หรือการฟังเพลงที่ชอบ เพื่อรอให้ความต้องการอาหารชั่ววูบนั้นผ่านพ้นไป ซึ่งปกติจะใช้เวลาประมาณ 15-20 นาทีครับ (Cleveland Clinic, 2022)
4. ฝึกการกินอย่างมีสติ (Mindful Eating): ลดการใช้โทรศัพท์หรือดูโทรทัศน์ขณะรับประทานอาหาร เพื่อให้เราได้รับรสชาติและรับรู้สัญญาณความอิ่มจากร่างกายได้อย่างเต็มที่ ช่วยลดการกินเกินความจำเป็นได้เป็นอย่างดีครับ (Harvard Health, 2021)
บทสรุปจากหมอธี
การกินแก้เครียดไม่ใช่เรื่องผิดร้ายแรงและไม่ใช่ความล้มเหลวของระเบียบวินัยครับ แต่มันคือสัญญาณบอกว่า "ใจเรากำลังต้องการการดูแล" หัวใจสำคัญของการแก้ไขที่ยั่งยืนคือ ความเมตตาต่อตนเอง (Self-Compassion) เริ่มจากการสังเกตอารมณ์ ฝึกแยกแยะประเภทความหิว และค่อยๆ ปรับสภาพแวดล้อมโดยไม่กดดันจนเกินไป หากพบว่าพฤติกรรมการกินเริ่มส่งผลเสียต่อสุขภาพกายหรือใจ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทั้งทางด้านโภชนาการและจิตวิทยาเป็นทางเลือกที่ดีและน่าสนับสนุนเป็นอย่างยิ่งครับ
ชวนคุย: แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ เวลาเครียดหรือเหนื่อยล้า "เมนูปลอบใจ" อันดับหนึ่งคืออะไร? หรือใครมีเคล็ดลับดีๆ ในการยับยั้งชั่งใจไม่ให้พุ่งตัวไปหาของหวานบ้าง มาแชร์กันในคอมเมนต์ได้เลยนะครับ หมอรออ่านอยู่ครับ!
ด้วยความปรารถนาดี
หมอธี มีเรื่องเล่า
หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์
เอกสารอ้างอิง (References):
• American Psychological Association. (2022). Stress and eating.
• Cleveland Clinic. (2022). How to Stop Emotional Eating. Health Essentials.
• Harvard Health Publishing. (2021). Why stress causes people to overeat. Harvard Medical School.
• HelpGuide.org. (2023). Emotional Eating and How to Stop It.
• Mayo Clinic. (2023). Weight loss: Gain control of emotional eating. Mayo Foundation for Medical Education and Research.
#หมอธีมีเรื่องเล่า #EmotionalEating #กินแก้เครียด #สุขภาพจิต #MindfulEating #ลดน้ำหนักอย่างยั่งยืน #สาระสุขภาพ #DrTee



Comments