top of page

ไขมันพอกตับ ดูแลตัวเองง่ายๆ แค่เปลี่ยนวิถีชีวิตโดยไม่ต้องใช้ยา

  • หมอธี มีเรื่องเล่า
  • Mar 3
  • 2 min read

สวัสดีครับ แฟนเพจ "หมอธี มีเรื่องเล่า" ทุกท่าน ผม Dr.Tee ครับ วันนี้หมอมีเรื่องราวของภัยเงียบที่มักจะแอบซ่อนอยู่ในผลตรวจสุขภาพประจำปีของหลายๆ คนมาเล่าให้ฟังครับ นั่นก็คือโรค "ไขมันพอกตับ" นั่นเองครับ


หลายท่านพอเห็นผลอัลตราซาวนด์ว่ามีไขมันเกาะตับ มักจะตกใจและรีบถามหมอว่า "มียากินให้หายไหมครับหมอ?" ทราบหรือไม่ครับว่า ในทางการแพทย์ปัจจุบัน ยาที่ดีที่สุดและเป็นมาตรฐานการรักษาแรกสุดสำหรับภาวะนี้ ไม่ใช่ยาเม็ดราคาแพงครับ แต่คือการใช้ศาสตร์แห่ง "เวชศาสตร์วิถีชีวิต" (Lifestyle Medicine) ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเราเอง


ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? และเราจะดูแลตัวเองอย่างไรให้ไขมันพอกตับลดลงได้? หมอธีสรุปข้อมูลวิชาการที่อัปเดตที่สุดมาเล่าให้ฟังครับ


ไขมันพอกตับ ภัยเงียบที่ไม่ได้มาจากแอลกอฮอล์

ในอดีตเรามักเข้าใจว่าโรคตับต้องเกิดจากคนที่ดื่มเหล้าหนักๆ เท่านั้น แต่ปัจจุบันเราพบว่าคนที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์เลยก็เป็นโรคนี้ได้มาก ซึ่งทางการแพทย์เดิมเรียกว่า NAFLD (Non-Alcoholic Fatty Liver Disease) และปัจจุบันได้มีการปรับปรุงชื่อเรียกใหม่ให้ตรงกับสาเหตุมากขึ้นคือ MASLD (Metabolic dysfunction-Associated Steatotic Liver Disease) หรือโรคไขมันพอกตับที่มีความสัมพันธ์กับระบบเผาผลาญที่ผิดปกติครับ [1]


ภาวะนี้เกิดจากการที่ร่างกายเรารับพลังงาน โดยเฉพาะจากคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล มากเกินกว่าที่ร่างกายจะใช้หมด ตับซึ่งเป็นโรงงานใหญ่ของร่างกายจึงต้องเปลี่ยนพลังงานส่วนเกินเหล่านั้นไปเป็น "ไขมันไตรกลีเซอไรด์" แล้วสะสมพอกพูนไว้ที่เนื้อตับ หากปล่อยทิ้งไว้เรื้อรัง ไขมันเหล่านี้จะกระตุ้นให้ตับเกิดการอักเสบ เกิดพังผืด และอาจลุกลามเป็นตับแข็งได้ในที่สุดครับ


ทำไม "วิถีชีวิต" ถึงสำคัญกว่า "ยา"?

ปัจจุบัน ยังไม่มีการรับรองยาตัวใดที่ใช้รักษาไขมันพอกตับโดยตรงให้หายขาดได้แบบเฉพาะเจาะจงครับ แนวทางเวชปฏิบัติจากสมาคมโรคตับนานาชาติจึงเน้นย้ำตรงกันว่า "การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม" (Lifestyle Modification) คือหัวใจหลักและเป็นการรักษามาตรฐานอันดับแรก [1] ซึ่งสามารถทำได้ผ่าน 3 เสาหลัก ดังนี้ครับ:


1. การลดน้ำหนักอย่างมีเป้าหมาย (Targeted Weight Loss)

งานวิจัยยืนยันชัดเจนว่า การลดน้ำหนักคือวิธีที่ตรงจุดที่สุด หากผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินสามารถลดน้ำหนักตัวลงได้เพียง 5-7% ของน้ำหนักตั้งต้น ปริมาณไขมันที่เกาะตับจะเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด และหากลดน้ำหนักได้ถึง 10% จะสามารถช่วยลดภาวะตับอักเสบและลดพังผืดในตับได้เลยครับ [2]


2. ปรับอาหาร: ระวัง "ฟรุกโตส" และเน้น "พืชเต็มส่วน"

ศัตรูตัวฉกาจของตับไม่ใช่แค่ไขมันครับ แต่คือ "น้ำตาลฟรุกโตส" (Fructose) ที่มักแฝงอยู่ในน้ำอัดลม ชานมไข่มุก หรือน้ำผลไม้กล่อง เพราะฟรุกโตสจะถูกส่งตรงไปที่ตับและเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมได้ง่ายมาก [3]

การปรับมากินอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean Diet) หรืออาหารที่เน้นพืชเป็นหลัก (Plant-based) ที่อุดมไปด้วยกากใย ผักใบเขียว ถั่ว และไขมันดีจากปลาหรือน้ำมันมะกอก มีการศึกษาพบว่าช่วยลดปริมาณไขมันพอกตับได้ แม้ว่าน้ำหนักตัวจะยังไม่ลดลงก็ตามครับ [4]


3. การขยับร่างกาย (Exercise)

การออกกำลังกายช่วยลดไขมันพอกตับได้ดีมาก ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (เช่น เดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ) หรือการเล่นเวทเทรนนิ่ง (Resistance training) เพราะกล้ามเนื้อที่แข็งแรงจะช่วยดึงน้ำตาลในเลือดไปใช้ ลดภาระการทำงานของตับ และช่วยแก้ปัญหาภาวะดื้ออินซูลินซึ่งเป็นรากฐานของไขมันพอกตับครับ [5]


บทสรุปจากหมอธี

ไขมันพอกตับในระยะเริ่มต้น เป็นสภาวะที่ตับยังสามารถ "ฟื้นฟูตัวเองได้" (Reversible) หากเราหยุดทำร้ายเขาและปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตครับ การดูแลเรื่องอาหาร การควบคุมน้ำหนัก และการออกกำลังกาย คือยารักษาที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดและไม่มีผลข้างเคียง


อย่างไรก็ตาม ตามหลักจริยธรรมทางการแพทย์ หมอต้องขอย้ำเตือนว่า ไม่ควรไปหาซื้อยา อาหารเสริม หรือสมุนไพรใดๆ มารับประทานเองเพื่อหวังจะล้างพิษตับเด็ดขาด เพราะอาจยิ่งทำให้ตับทำงานหนักและอักเสบมากขึ้น การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตควรทำควบคู่ไปกับการตรวจติดตามค่าการทำงานของตับ (Liver function test) กับแพทย์ผู้ทำการรักษาอย่างสม่ำเสมอนะครับ ร่างกายเรามีตับเพียงแค่ชิ้นเดียว ดูแลเขาให้ดีตั้งแต่วันนี้นะครับ


ชวนลูกเพจคุย: แฟนเพจท่านไหนที่เคยไปตรวจสุขภาพแล้วพบว่ามีไขมันเกาะตับบ้างครับ? หลังจากทราบผลแล้ว คุณหมอแนะนำให้ทำอย่างไร และมีใครที่สามารถปรับพฤติกรรมจนค่าตับกลับมาเป็นปกติได้แล้วบ้าง มาคอมเมนต์แชร์เคล็ดลับความสำเร็จเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เพื่อนๆ ในเพจกันหน่อยนะครับ!


ด้วยความปรารถนาดี

หมอธี มีเรื่องเล่า


หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์


แหล่งอ้างอิงทางวิชาการ (References):

[1] Rinella, M. E., et al. (2023). A multisociety Delphi consensus statement on new fatty liver disease nomenclature. Journal of Hepatology, 79(6), 1542-1556.

[2] Vilar-Gomez, E., et al. (2015). Weight Loss Through Lifestyle Modification Significantly Reduces Features of Nonalcoholic Steatohepatitis. Gastroenterology, 149(2), 367-378.

[3] Stanhope, K. L. (2016). Sugar consumption, metabolic disease and obesity: The state of the controversy. Critical Reviews in Clinical Laboratory Sciences, 53(1), 52-67.

[4] Ryan, M. C., et al. (2013). The Mediterranean diet improves hepatic steatosis and insulin sensitivity in individuals with non-alcoholic fatty liver disease. Journal of Hepatology, 59(1), 138-143.

[5] Hashida, R., et al. (2017). Aerobic vs. resistance exercise in non-alcoholic fatty liver disease: A systematic review. Journal of Hepatology, 66(1), 142-152.


#ไขมันพอกตับ #MASLD #NAFLD #ตับอักเสบ #เวชศาสตร์วิถีชีวิต #LifestyleMedicine #หมอธีมีเรื่องเล่า #DrTee #ดูแลสุขภาพ #ลดน้ำหนัก #ลดไขมัน #สุขภาพตับ

Comments


bottom of page