top of page

ภัยเงียบที่ไม่ต้องพึ่งแก้วเหล้า... ทำความเข้าใจวิทยาศาสตร์ “โรคตับแข็งที่ไม่ได้มาจากแอลกอฮอล์...พฤติกรรมคือต้นเหตุ?”

หมอธี มีเรื่องเล่า
Jul 28
2 min read

สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน กลับมาพบกับ “หมอธี มีเรื่องเล่า” กันอีกครั้งนะครับ เวลาที่เราได้ยินคำว่า “โรคตับแข็ง (Cirrhosis)” หมอเชื่อว่าภาพจำแรกในความคิดของหลายคน คงเป็นภาพของผู้ที่มีพฤติกรรมดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักติดต่อกันเป็นเวลานานใช่ไหมครับ


แต่แฟนเพจทราบไหมครับว่า ในห้องตรวจโรคระบบทางเดินอาหารและตับในปัจจุบัน เราพบผู้ป่วยที่ตรวจพบภาวะตับแข็ง โดยที่ผู้ป่วย "ไม่เคยดื่มแอลกอฮอล์เลย" เพิ่มจำนวนสูงขึ้นอย่างน่ากังวลครับ ผู้ป่วยหลายท่านมักจะถามหมอด้วยความสงสัยว่า "คุณหมอครับ ผมไม่เคยกินเหล้าเลยนะ ทำไมถึงเป็นตับแข็งได้ล่ะครับ?"


ในทางเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) เรามีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ครับว่า โรคตับไม่ได้เกิดจากน้ำสีอำพันเพียงอย่างเดียว แต่ภัยเงียบที่กำลังสร้างความเสียหายต่อตับของคนยุคนี้ คือ "พฤติกรรมบนจานอาหารและวิถีชีวิต" ของเรานั่นเองครับ วันนี้หมอจะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจกลไกของร่างกาย เพื่อรับมือกับเพชฌฆาตเงียบตัวนี้กันครับ


1. ไขมันพอกตับ: จุดเริ่มต้นของปัญหา (NAFLD)

โรคตับแข็งที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ มีจุดเริ่มต้นมาจากภาวะที่เรียกว่า "ไขมันพอกตับชนิดไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (Non-Alcoholic Fatty Liver Disease - NAFLD)" ครับ


กลไกนี้เกิดจากการที่เรามีพฤติกรรมรับประทาน "คาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล" มากเกินกว่าที่ร่างกายจะเผาผลาญเป็นพลังงานได้สมดุล (โดยเฉพาะน้ำตาลฟรุกโตสในน้ำหวานและเบเกอรี) ตับของเราซึ่งทำหน้าที่เหมือนโรงงานแปรรูป จะทำการแปลงน้ำตาลส่วนเกินเหล่านี้ให้กลายเป็น "ไขมันไตรกลีเซอไรด์" และนำไปสะสมไว้ในเซลล์ตับ (Stanhope et al., 2009)


2. ภาวะดื้ออินซูลิน สู่ตับอักเสบ (Insulin Resistance and NASH)

ข้อมูลทางระบาดวิทยายืนยันว่า ผู้ที่อยู่ในกลุ่ม "อ้วนลงพุง (Central Obesity)" และผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 คือกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงครับ ไขมันสะสมในช่องท้อง (Visceral Fat) จะทำให้ร่างกายเกิดภาวะ "ดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance)" ซึ่งเป็นสวิตช์สำคัญที่เปิดประตูให้กรดไขมันอิสระ ไหลบ่าเข้าไปสะสมในตับอย่างต่อเนื่อง (Utzschneider & Kahn, 2006)


เมื่อไขมันสะสมพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ มันจะเริ่มปล่อยสารก่อการอักเสบ (Inflammatory cytokines) ออกมา ทำให้ตับเข้าสู่ภาวะ "ตับอักเสบจากไขมัน (NASH - Non-Alcoholic Steatohepatitis)" ครับ


3. กระบวนการเกิดพังผืด (Fibrosis) สู่ตับแข็ง (Cirrhosis)

เมื่อตับเกิดการอักเสบเรื้อรังจากไขมัน เซลล์ตับจะตายลง ร่างกายของเราซึ่งมีกลไกในการซ่อมแซมตัวเอง จะพยายามเข้าไปสมานแผลนั้น แต่การซ่อมแซมที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่านี้ จะทิ้งร่องรอยไว้ในรูปของ "พังผืด (Fibrosis)" คล้ายกับเวลาเรามีแผลเป็นที่ผิวหนังครับ


เมื่อพังผืดถูกสร้างขึ้นมาแทนที่เนื้อตับปกติมากขึ้นเรื่อย ๆ ตับที่เคยนิ่มและยืดหยุ่น จะค่อย ๆ กลายสภาพเป็นก้อนแข็งกระด้าง (Cirrhosis) ทำให้เลือดไหลเวียนผ่านตับได้ยากขึ้น ตับจึงสูญเสียความสามารถในการกำจัดสารพิษและสร้างโปรตีน ซึ่งนี่คือปลายทางที่อันตรายและสามารถนำไปสู่ "โรคมะเร็งตับ" ได้ครับ แม้ว่าคุณจะไม่เคยแตะแอลกอฮอล์เลยก็ตาม (Farrell & Larter, 2006)


ภาวะไขมันพอกตับในระยะแรกมัก ไม่มีอาการเตือนใด ๆ (Silent Disease) ครับ ผู้ป่วยมักจะทราบเมื่อไปเจาะเลือดดูค่าเอนไซม์ตับ (AST/ALT) หรือทำอัลตราซาวนด์ช่องท้อง (Ultrasound) หากท่านมีภาวะอ้วนลงพุง เป็นเบาหวาน หรือพบว่าค่าตับผิดปกติ ห้ามซื้อยาสมุนไพรต้ม ยาลูกกลอน หรืออาหารเสริมล้างตับที่ไม่ทราบแหล่งที่มามารับประทานเองโดยเด็ดขาด (เพราะตับที่กำลังอักเสบอยู่ อาจเกิดภาวะตับวายเฉียบพลันจากสิ่งเหล่านี้ได้) หากมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง อ่อนเพลียรุนแรง หรือท้องโตบวมน้ำ โปรดรีบเข้าพบแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรกรรมโรคระบบทางเดินอาหารและตับ ในสถานพยาบาล เพื่อรับการประเมิน ตรวจวินิจฉัย และรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมโดยเร็วครับ


🩺 บทสรุปจากหมอธี

"โรคตับแข็งที่ไม่ได้มาจากแอลกอฮอล์" เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นว่า ร่างกายของเราซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่เราป้อนเข้าไปเสมอครับ ความหวานและแป้งที่เราบริโภคเกินความพอดีในวันนี้ คือก้อนไขมันที่ไปเบียดบังการทำงานของตับในวันหน้า ข่าวดีก็คือ หากเราตรวจพบภาวะไขมันพอกตับใน "ระยะเริ่มต้น" ภาวะนี้สามารถ "บรรเทาลงได้ (Reversible)" ครับ เพียงแค่เราลดน้ำหนักตัวลง 7-10% ด้วยการควบคุมปริมาณน้ำตาล คาร์โบไฮเดรต ควบคู่กับการออกกำลังกาย เซลล์ตับก็จะสามารถลดปริมาณไขมันสะสมและกลับมามีสุขภาพที่ดีได้อีกครั้ง (Vilar-Gomez et al., 2015) การดูแลพฤติกรรมบนโต๊ะอาหารในทุก ๆ วัน คือการดูแลการทำงานของตับของเราครับ


💬 ชวนลูกเพจคุย

อ่านมาถึงตรงนี้ แฟนเพจลองทบทวนผลตรวจสุขภาพประจำปีครั้งล่าสุดของตัวเองดูนะครับ... มีใครที่เคยไปเจาะเลือดแล้วคุณหมอทักว่า "ค่าเอนไซม์ตับ (AST/ALT) เริ่มสูงกว่าปกตินิดหน่อยนะ" หรือไปทำอัลตราซาวนด์แล้วคุณหมอบอกว่าเริ่มมี "ไขมันเกาะตับ" บ้างไหมครับ? (ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก็เจอได้บ่อย ๆ เลยใช่ไหมครับ)


แล้วหลังจากที่ทราบผล แฟนเพจมีวิธีปรับตัว ปรับพฤติกรรม หรือมีเทคนิคการลดของหวานและของทอดอย่างไรบ้าง เพื่อดึงค่าตับให้กลับมาปกติครับ? (เช่น หันมาเดินออกกำลังกาย หรือตัดใจเลิกชานมไข่มุก) ลองคอมเมนต์มาแบ่งปันประสบการณ์ แชร์ความรู้เรื่องการคุมอาหาร หรือส่งกำลังใจให้เพื่อน ๆ ในเพจที่กำลังพยายามดูแลสุขภาพตับกันหน่อยนะครับ หมอรออ่านและพร้อมให้คำปรึกษาเบื้องต้นกับทุกท่านครับ!


ด้วยความปรารถนาดี

หมอธี มีเรื่องเล่า


หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์


เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ:

- Farrell, G. C., & Larter, C. Z. (2006). Nonalcoholic fatty liver disease: from steatosis to cirrhosis. Hepatology, 43(S1), S99-S112.

- Stanhope, K. L., Schwarz, J. M., Keim, N. L., Griffen, S. C., Bremer, A. A., Graham, J. L., ... & Havel, P. J. (2009). Consuming fructose-sweetened, not glucose-sweetened, beverages increases visceral adiposity and lipids and decreases insulin sensitivity in overweight/obese humans. The Journal of Clinical Investigation, 119(5), 1322-1334.

- Utzschneider, K. M., & Kahn, S. E. (2006). Review: the role of insulin resistance in nonalcoholic fatty liver disease. The Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism, 91(12), 4753-4761.

- Vilar-Gomez, E., Martinez-Perez, Y., Calzadilla-Bertot, L., Torres-Gonzalez, A., Gra-Oramas, B., Gonzalez-Fabian, L., ... & Adams, L. A. (2015). Weight loss through lifestyle modification significantly reduces features of nonalcoholic steatohepatitis. Gastroenterology, 149(2), 367-378.


#หมอธีมีเรื่องเล่า #โรคตับแข็ง #ไขมันพอกตับ #NAFLD #NASH #ตับอักเสบ #ลดน้ำตาล #อ้วนลงพุง #เวชศาสตร์วิถีชีวิต #โรคNCDs #ดื้ออินซูลิน #ดูแลสุขภาพตับ #โภชนาการบำบัด #ดูแลสุขภาพองค์รวม

Comments


bottom of page