top of page

ยกและเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุอย่างไรให้ถูกต้อง: เซฟหลังผู้ดูแล ป้องกันการบาดเจ็บวัยเก๋า

หมอธี มีเรื่องเล่า
Sep 23
2 min read

“หมอครับ ช่วงสองสามสัปดาห์นี้ผมปวดหลังส่วนล่างร้าวลงมาที่สะโพกมากเลยครับ เวลาจะก้มหรือเอี้ยวตัวก็ขัดไปหมด พอนึกดูถึงรู้ว่าเป็นตั้งแต่ตอนที่ต้องคอยพยุงคุณแม่ออกจากเตียงไปเข้าห้องน้ำทุกวัน บางจังหวะคุณแม่ทรงตัวไม่อยู่ ทิ้งน้ำหนักตัวลงมา ผมก็ต้องรีบเกร็งแขนเกร็งหลังดึงไว้ หมอพอจะมีวิธีหรือท่าทางในการช่วยพยุงผู้สูงอายุที่ไม่ทำให้เราหลังพังไหมครับ?”


เรื่องนี้เป็นปัญหาที่พบบ่อยมากในกลุ่มคนที่เป็น “ผู้ดูแล” (Caregiver) ครับ หลายครอบครัวทุ่มเทแรงกายแรงใจดูแลคุณพ่อคุณแม่หรือผู้สูงอายุที่เริ่มเคลื่อนไหวลำบาก แต่ด้วยความที่ไม่ได้เรียนรู้วิธีการยศาสตร์ หรือการใช้ท่าทางที่ถูกต้องตามหลักกลศาสตร์ของร่างกาย ทำให้เวลาช่วยพยุง ดึง หรืออุ้ม มักจะใช้ “แรงหลัง” มากกว่า “แรงขา” ผลลัพธ์คือผู้สูงอายุอาจเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม ส่วนผู้ดูแลก็ต้องเผชิญกับอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและกระดูกสันหลังตามมา


การดูแลคนที่เรารักเป็นสิ่งที่ดีมากครับ แต่ผู้ดูแลเองก็ต้องดูแลโครงสร้างร่างกายของตนเองให้มั่นคงด้วย วันนี้หมอธีเลยอยากมาชวนคุยเรื่อง “หลักการยกและเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุอย่างถูกวิธี” เพื่อให้ทั้งผู้สูงวัยและผู้ดูแลได้รับการปกป้องจากอาการบาดเจ็บครับ


ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ?

ข้อมูลทางอาชีวอนามัยระบุว่า อาการบาดเจ็บของระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณหลังส่วนล่าง (Low back pain) เป็นปัญหาสุขภาพอันดับต้นๆ ของผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ

การยก เคลื่อนย้าย หรือเปลี่ยนท่าทางให้ผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงโดยไม่ใช้อุปกรณ์ช่วย หรือใช้ท่าทางที่ไม่ถูกต้อง สัมพันธ์โดยตรงกับการเกิดการบาดเจ็บเฉียบพลันของเอ็นและกล้ามเนื้อหลัง รวมถึงความเสี่ยงต่อโรคหมอนรองกระดูกสันหลัง (NIOSH, 2021)


ในฝั่งของผู้สูงอายุเอง การถูกดึงรั้งอย่างไม่ถูกวิธี เช่น การดึงกระชากใต้รักแร้ อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อข้อต่อไหล่ หรือทำให้ผิวหนังที่บางเกิดการฉีกขาดและฟกช้ำได้ง่าย การเรียนรู้เทคนิคการเคลื่อนย้ายที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ จึงเป็นเกราะป้องกันสำคัญสำหรับคนทั้งสองฝ่ายครับ


หมอธีเล่าให้ฟัง: ร่างกายเราเหมือน “รถเครนยกของ”

เพื่อให้เข้าใจกลไกการบาดเจ็บของหลังได้ง่ายขึ้น หมออยากชวนให้จินตนาการว่า ร่างกายของเราทำงานคล้ายกับ “รถเครนยกของ” ครับ

- กระดูกสันหลังส่วนล่าง: ทำหน้าที่เหมือนบูมหรือแขนของเครน

- กล้ามเนื้อหลัง: ทำหน้าที่เหมือนสายสลิงเส้นบางๆ ที่คอยดึงแขนเครนไว้

- สะโพกและต้นขา: ทำหน้าที่เหมือนฐานล้อและเครื่องยนต์หลักที่ทรงพลัง


เวลาที่เราจะยกของหนักหรือช่วยพยุงผู้สูงอายุขึ้นจากเตียง ถ้าเรา “ยืนขาตรงแล้วก้มหลังลงไปดึง” สายสลิงเส้นบางๆ (กล้ามเนื้อหลัง) จะต้องรับแรงดึงมหาศาล ยิ่งถ้าผู้สูงอายุอยู่ห่างจากลำตัวเรามากเท่าไร แรงงัดที่กระทำต่อหมอนรองกระดูกสันหลังก็จะยิ่งทวีคูณขึ้นหลายเท่า ทำให้เกิดอาการปวดหลังเฉียบพลันได้ง่ายมาก


แต่ถ้าเรา “ย่อเข่าลง หลังตรง และดึงตัวผู้สูงอายุเข้ามาแนบชิดลำตัว” ก่อนออกแรงยก ภาระทั้งหมดจะถูกถ่ายโอนไปยังฐานเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ นั่นคือกล้ามเนื้อสะโพกและต้นขา ซึ่งมีความแข็งแรงและถูกสร้างมาเพื่อรับน้ำหนักโดยเฉพาะ ทำให้กระดูกสันหลังของเราปลอดภัยจากการบาดเจ็บครับ


วิทยาศาสตร์บอกอะไรเรา: หลักการยศาสตร์ (Ergonomics) ในการเคลื่อนย้าย


แนวทางปฏิบัติด้านความปลอดภัยและการพยาบาล มีการสรุปหลักการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและผู้สูงอายุไว้ดังนี้ครับ:

- สิ่งที่เรารู้: การประเมินความพร้อมและความสามารถของผู้สูงอายุก่อนเริ่มเคลื่อนย้ายทุกครั้งเป็นสิ่งจำเป็น องค์กรบริหารความปลอดภัยและอาชีวอนามัย (OSHA) แนะนำว่า หากผู้สูงอายุยังพอขยับตัวได้ ควรเปิดโอกาสให้ท่านออกแรงช่วยตัวเองเท่าที่ทำได้ แทนการที่ผู้ดูแลจะออกแรงยกทั้งหมดเพียงลำพัง (OSHA, 2021)

- สิ่งที่มีหลักฐานสนับสนุนระดับหนึ่ง: การใช้อุปกรณ์ช่วยผ่อนแรง (Assistive devices) เช่น เข็มขัดช่วยพยุงตัว (Gait belt หรือ Transfer belt) หรือแผ่นเลื่อนตัว มีข้อมูลสนับสนุนว่าช่วยลดแรงเค้นที่กระทำต่อกระดูกสันหลังของผู้ดูแลได้อย่างมีนัยสำคัญ และช่วยให้การจับยึดมีความมั่นคงขึ้น (Waters et al., 2009)

- ข้อห้ามที่สำคัญ: ไม่ควรใช้มือสอดใต้รักแร้ของผู้สูงอายุแล้วออกแรงยกตัวขึ้นโดยตรง เพราะบริเวณรักแร้มีกลุ่มร่างแหประสาท (Brachial plexus) และแคปซูลข้อไหล่ที่อาจได้รับบาดเจ็บหรือเกิดภาวะข้อไหล่เคลื่อนได้ง่ายในผู้สูงวัยครับ


แล้วเราควรทำอย่างไร? (4 กฎเหล็กของการเคลื่อนย้ายอย่างปลอดภัย)

เพื่อความปลอดภัยทั้งคนยกและคนถูกยก หมอขอสรุป 4 ขั้นตอนสำคัญที่นำไปปรับใช้ในบ้านได้ทันทีครับ:


1. ฐานต้องกว้าง ชิดตัว และย่อเข่า (Wide Base, Close, and Bend Knees)

ก่อนออกแรง ให้ยืนแยกเท้ากว้างประมาณช่วงหัวไหล่ ปลายเท้าข้างหนึ่งชี้ไปในทิศทางที่จะเคลื่อนที่ไป ขยับตัวเข้าไปแนบชิดกับผู้สูงอายุให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นให้ “ย่อเข่าลงโดยรักษาแนวหลังให้ตรง” ไม่งอหลัง แล้วใช้แรงส่งจากกล้ามเนื้อต้นขาและสะโพกในการยกตัวขึ้น


2. ก้าวขาหมุนตัว ห้ามเอี้ยวหลัง (Pivot, Don't Twist)

เวลาที่จะพาผู้สูงอายุเปลี่ยนทิศทาง เช่น จากขอบเตียงไปยังเก้าอี้เข็น ห้ามใช้วิธีบิดหรือเอี้ยวเฉพาะเอวขณะกำลังแบกรับน้ำหนักเด็ดขาด เพราะเป็นท่าที่ทำให้หมอนรองกระดูกสันหลังฉีกขาดได้ง่ายที่สุด ให้ใช้วิธี “ขยับก้าวเท้าหมุนไปทั้งตัว” (Pivot turn) โดยให้แนวหลังและสะโพกหมุนไปพร้อมกันเสมอ


3. ใช้เข็มขัดช่วยพยุง (Transfer Belt)

หากต้องช่วยพยุงผู้สูงอายุที่ทรงตัวได้ไม่ดีเป็นประจำ แนะนำให้หา “เข็มขัดช่วยพยุงตัว” ที่มีหูจับรอบเอวมาคาดให้ท่าน เข็มขัดนี้จะช่วยให้ผู้ดูแลมีจุดจับที่มั่นคง ปลอดภัย ไม่ต้องไปดึงรั้งเสื้อผ้า แขน หรือรักแร้ของท่าน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการพลัดหล่นได้ดีมากครับ


4. สื่อสารและให้สัญญาณ “1, 2, 3” เสมอ

ก่อนจะออกแรงยกหรือเปลี่ยนท่า ให้บอกผู้สูงอายุล่วงหน้าอย่างชัดเจน เช่น “เดี๋ยวคุณแม่ช่วยดันมือตรงนี้นะครับ เราจะลุกพร้อมกันตอนนับสาม หนึ่ง สอง สาม” การนับจังหวะจะช่วยให้จังหวะการออกแรงของผู้ดูแลและผู้สูงอายุสอดประสานกัน ทำให้เบาแรงลงไปได้มากครับ


ใครบ้างที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ?

มีบางสถานการณ์ที่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ หรืออาจต้องอาศัยผู้ดูแลมากกว่า 1 คนครับ:

- ผู้สูงอายุที่มีภาวะกระดูกพรุนรุนแรง: ต้องหลีกเลี่ยงการจับ บีบ หรือดึงบริเวณแขนและข้อมืออย่างรุนแรง เพราะแรงบิดอาจทำให้กระดูกหักได้

- ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงครึ่งซีก (Hemiplegia): ห้ามดึงหรือกระชากแขนข้างที่อ่อนแรงเด็ดขาด เพราะข้อไหล่ที่ขาดกล้ามเนื้อพยุงจะหลุดออกจากเบ้าได้ง่าย ผู้ดูแลควรยืนประคองในด้านที่อ่อนแรงเป็นหลัก

- ผู้สูงอายุที่มีน้ำหนักตัวมาก หรือช่วยเหลือตนเองไม่ได้เลย (Bedridden): การเคลื่อนย้ายตัว เช่น การพลิกตัว หรือการย้ายจากเตียงไปรถเข็น ไม่ควรทำโดยผู้ดูแลเพียงคนเดียว ควรใช้ผู้ดูแลอย่างน้อย 2 คน หรือพิจารณาใช้อุปกรณ์ช่วยยกทางการแพทย์ (Patient lift) เพื่อป้องกันอุบัติเหตุครับ


หมอธีสรุปให้

- การยกและเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุ ต้องยึดหลักสรีรศาสตร์: ใช้แรงขา อย่ายืมแรงหลัง ย่อเข่า หลังตรง และนำตัวผู้สูงอายุมาชิดตัวก่อนยกเสมอ

- หลีกเลี่ยงการดึงหรือสอดมือใต้รักแร้ เพราะอาจทำให้ข้อไหล่และเส้นประสาทของผู้สูงอายุได้รับบาดเจ็บ

- เวลาเปลี่ยนทิศทาง ให้ใช้การ ก้าวเท้าหมุนตัวไปทั้งตัว ห้ามบิดเอี้ยวลำตัวขณะกำลังรับน้ำหนัก

- การใช้อุปกรณ์เสริม เช่น เข็มขัดช่วยพยุง (Transfer belt) ช่วยเพิ่มความมั่นคงและลดภาระกล้ามเนื้อหลังของผู้ดูแลได้อย่างมาก

- สื่อสารและให้สัญญาณจังหวะก่อนออกแรงเสมอ เพื่อให้ผู้สูงอายุช่วยขยับตัวเท่าที่ทำได้ ซึ่งช่วยผ่อนแรงผู้ดูแลและส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้ใช้กล้ามเนื้อครับ

- การดูแลผู้อื่นจะยั่งยืนได้ ตัวผู้ดูแลเองก็ต้องมีสุขภาพกายที่ปลอดภัยและไม่บาดเจ็บด้วยนะครับ


ชวนพูดคุย:

คุณผู้อ่านท่านไหนที่กำลังรับบทบาทดูแลคุณพ่อคุณแม่หรือผู้สูงอายุที่บ้านอยู่บ้างครับ? ปกติแล้วมีจังหวะไหนของการเคลื่อนย้ายที่รู้สึกว่ายากหรือทำแล้วปวดหลังมากที่สุด เช่น ตอนลุกจากเตียง หรือตอนพาเข้าห้องน้ำ? ลองมาคอมเมนต์แบ่งปันประสบการณ์ หรือแชร์เทคนิคที่ช่วยผ่อนแรงให้เพื่อนๆ ผู้ดูแลท่านอื่นได้นำไปปรับใช้กันนะครับ!


ด้วยความปรารถนาดี

หมอธี มีเรื่องเล่า


หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์


เอกสารอ้างอิง

- National Institute for Occupational Safety and Health (NIOSH). (2021). Safe Patient Handling and Mobility (SPHM). Centers for Disease Control and Prevention.

- Occupational Safety and Health Administration (OSHA). (2021). Guidelines for Nursing Homes: Ergonomics for the Prevention of Musculoskeletal Disorders. U.S. Department of Labor.

- Waters, T. R., Nelson, A., & Hughes, N. (2009). Safe patient handling training for schools of nursing: Curricular materials. National Institute for Occupational Safety and Health (NIOSH).

- กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (2020). คู่มือการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงสำหรับผู้ดูแล.


#หมอธีมีเรื่องเล่า #ยกและเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุ #วิธีพยุงผู้สูงอายุ #ปวดหลังผู้ดูแล #การยศาสตร์ #Caregiver #ความปลอดภัยในผู้สูงอายุ #หมอนรองกระดูกทับเส้น #เข็มขัดพยุงตัว #HealthEducation

Comments


bottom of page