วิธีประเมิน BMI และวัดรอบเอววัยเก๋า: น้ำหนักเท่าไรถึงพอดี และทำไมผู้สูงอายุถึงไม่ควรผอมเกินไป?

“หมอครับ ผมเห็นคุณพ่ออายุ 70 ปีแล้วน้ำหนักแกลดลงมาจนรูปร่างเพรียว ไม่มีพุงเลยครับ พอคำนวณค่า BMI แกอยู่ที่ 19 เอง หมอว่าสุขภาพแกกำลังดูดีตามเกณฑ์มาตรฐานเลยใช่ไหมครับ?”
รอยยิ้มของลูกหลานที่พาคุณพ่อคุณแม่มาตรวจสุขภาพและเห็นว่าท่านผอมลง มักจะมาพร้อมกับความเชื่อที่เราคุ้นเคยกันดีว่า “ความอ้วนเป็นบ่อเกิดของโรค” ครับ ซึ่งความเชื่อนี้เป็นเรื่องที่ประยุกต์ใช้ได้ดีกับวัยทำงานทั่วไป แต่พอหมอหันไปมองคุณพ่อที่นั่งอยู่ข้างๆ กลับพบว่าท่านมีลักษณะอ่อนเพลีย ลุกเดินช้า และกล้ามเนื้อบริเวณแขนขาลีบเล็กลงไปมาก
นี่เป็นสถานการณ์ที่หมอมักจะนำมาพูดคุยในคลินิกเสมอครับ วันนี้หมอธีเลยอยากมาชวนทุกท่านทำความเข้าใจเรื่อง “ดัชนีมวลกาย (BMI)” และ “การวัดรอบเอว” ในวัยผู้สูงอายุ เรามาดูกันครับว่า ตัวเลขบนตาชั่งบอกอะไรเราได้บ้าง ทำไมเกณฑ์ประเมินรูปร่างของผู้สูงอายุถึงมีความแตกต่างจากคนวัยหนุ่มสาว และเราจะมีวิธีประเมินสุขภาพคนที่บ้านด้วยเครื่องมือเหล่านี้ได้อย่างเหมาะสมได้อย่างไรครับ
ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ?
เมื่อเราก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ โครงสร้างและองค์ประกอบของร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติที่สำคัญสองประการครับ คือ “มวลกล้ามเนื้อลดลง” และ “มวลไขมันเพิ่มขึ้น” โดยเฉพาะไขมันที่สะสมบริเวณช่องท้อง ข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย พบว่าผู้สูงอายุไทยมีแนวโน้มพบภาวะอ้วนลงพุงในอัตราที่สูง โดยเฉพาะในเพศหญิง (สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข, 2021) ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงของ “ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย” (Sarcopenia) ซ่อนอยู่ร่วมด้วย
การที่ผู้สูงอายุมีน้ำหนักตัวลดลงจนผอมบาง ไม่ได้แปลว่าท่านมีสุขภาพที่ดีเสมอไปครับ ในทางการแพทย์ ภาวะผอมเกินไปอาจสัมพันธ์กับภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยหรือขาดสารอาหาร ซึ่งส่งผลให้ผู้สูงอายุมีโอกาสหกล้ม ภูมิคุ้มกันทำงานลดลง และฟื้นตัวจากความเจ็บป่วยได้ช้า ในขณะเดียวกัน หากมีไขมันสะสมที่หน้าท้องมาก ก็จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจและเบาหวาน การทำความเข้าใจเกณฑ์ที่เหมาะสมจึงช่วยให้ลูกหลานดูแลสุขภาพผู้สูงวัยได้อย่างตรงจุดครับ
หมอธีเล่าให้ฟัง: BMI คือการชั่งน้ำหนักกระเป๋า ส่วนรอบเอวคือการเปิดดูกระเป๋า
- หลายท่านน่าจะคุ้นเคยกับ ดัชนีมวลกาย (Body Mass Index หรือ BMI) ซึ่งคำนวณจากการนำน้ำหนักตัว (หน่วยเป็นกิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (หน่วยเป็นเมตร) ยกกำลังสอง
- เพื่อให้เห็นภาพการทำงานของเครื่องมือสองอย่างนี้ หมอขอเปรียบเทียบร่างกายของเราเป็น “กระเป๋าเดินทาง” ครับ
- การชั่งน้ำหนักและคำนวณ BMI ก็เหมือนการยกกระเป๋าขึ้นชั่งบนเครื่องชั่งที่สนามบิน ตัวเลขจะบอกเราได้ว่ากระเป๋าใบนี้มี “น้ำหนักรวม” เท่าไรเทียบกับขนาดของมัน แต่เครื่องชั่งไม่สามารถบอกเราได้เลยว่า ข้างในกระเป๋ามี “เสื้อผ้าและหนังสือ” (ซึ่งเปรียบเหมือน มวลกล้ามเนื้อและกระดูกที่ช่วยในการทรงตัว) หรือมี “เศษขยะ” (ซึ่งเปรียบเหมือน มวลไขมันส่วนเกิน) บรรจุอยู่
- ในผู้สูงอายุ บางท่านอาจมีน้ำหนักตามเกณฑ์ หรือที่เรียกว่า BMI อยู่ในระดับปกติ แต่ข้างในกลับมีปริมาณไขมันสูงและขาดกล้ามเนื้อ เราเรียกภาวะนี้ว่า อ้วนร่วมกับมวลกล้ามเนื้อน้อย (Sarcopenic obesity)
- แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่าข้างในกระเป๋ามีไขมันซ่อนอยู่มากน้อยแค่ไหน? คำตอบคือต้องใช้ “การวัดรอบเอว” เข้ามาช่วยประเมินร่วมด้วยครับ การวัดรอบเอวเป็นเสมือนการเปิดกระเป๋าดูว่ามีปริมาณ “ไขมันในช่องท้อง” (Visceral fat) สะสมอยู่เท่าไร ซึ่งไขมันชนิดนี้ไม่เหมือนไขมันใต้ผิวหนังทั่วไป แต่มันสามารถหลั่งสารอักเสบเข้าสู่กระแสเลือด และก่อให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินได้ครับ
วิทยาศาสตร์บอกอะไรเรา: เกณฑ์น้ำหนักของวัยเก๋า ไม่เหมือนคนหนุ่มสาว
ในด้านของข้อมูลวิชาการและการกำหนดเกณฑ์มาตรฐาน มีความแตกต่างที่น่าสนใจระหว่างวัยทำงานกับวัยสูงอายุดังนี้ครับ:
สิ่งที่เรารู้: การมีไขมันสะสมในช่องท้องมากเกินไปสัมพันธ์กับความเสี่ยงด้านสุขภาพหลอดเลือดและหัวใจ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดเกณฑ์รอบเอวที่เหมาะสมสำหรับคนไทยไว้คือ ผู้ชายไม่ควรเกิน 90 เซนติเมตร (36 นิ้ว) และผู้หญิงไม่ควรเกิน 80 เซนติเมตร (32 นิ้ว) หรือใช้หลักการจำง่ายๆ คือ "รอบเอวต้องไม่เกินส่วนสูงของตนเองหารด้วยสอง" (กรมอนามัย, 2021)
สิ่งที่มีหลักฐานสนับสนุนระดับหนึ่ง: สำหรับวัยผู้ใหญ่ทั่วไป ค่า BMI มาตรฐานของชาวเอเชียจะอยู่ที่ 18.5 - 22.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร แต่สำหรับผู้สูงอายุ (อายุ 65 ปีขึ้นไป) มีคำแนะนำที่แตกต่างออกไปครับ แนวทางเวชปฏิบัติของสมาคมโภชนาการทางคลินิกและเมแทบอลิซึมแห่งยุโรป (ESPEN) แนะนำว่า ค่า BMI ที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุควรอยู่ที่ประมาณ 22 - 27 กิโลกรัมต่อตารางเมตร (Volkert et al., 2019)
เหตุผลที่มีแนวทางเช่นนี้ เพราะข้อมูลทางระบาดวิทยาพบปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Obesity Paradox” หรือความขัดแย้งของความอ้วนในผู้สูงอายุ โดยพบว่าผู้สูงอายุที่มีค่า BMI อยู่ในเกณฑ์ท้วมเล็กน้อย กลับมีความสัมพันธ์กับอัตราการรอดชีวิตที่สูงกว่าผู้ที่ผอมบางครับ เนื่องจากไขมันและมวลร่างกายที่เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยนี้ จะทำหน้าที่เป็น “พลังงานสำรอง” หรือเสบียงที่ช่วยให้ร่างกายรับมือกับภาวะเจ็บป่วยรุนแรง หรือการฟื้นตัวหลังการผ่าตัดได้ดีกว่า
สิ่งที่ยังต้องระมัดระวัง: แม้ว่าการมี BMI สูงขึ้นเล็กน้อยอาจเป็นพลังงานสำรองที่ดี แต่ถ้า “รอบเอว” เกินเกณฑ์มาตรฐานร่วมด้วย ก็ยังถือว่ามีความเสี่ยงต่อกลุ่มโรคเมตาบอลิก (Metabolic Syndrome) อยู่ดีครับ
แล้วเราควรทำอย่างไร? (วิธีประเมินและดูแลสุขภาพง่ายๆ ที่บ้าน)
เพื่อการดูแลสุขภาพที่เหมาะสม ลูกหลานสามารถนำคำแนะนำเหล่านี้ไปใช้ประเมินผู้สูงอายุที่บ้านได้ครับ:
1. วิธีวัดรอบเอวที่ถูกต้องตามมาตรฐาน
หลายคนมักวัดรอบเอวตรงจุดที่คอด หรือวัดทับสายเข็มขัด ซึ่งอาจทำให้ได้ค่าที่คลาดเคลื่อน วิธีที่เหมาะสมคือ ให้ผู้สูงอายุยืนตัวตรง ปล่อยแขนสบายๆ คลำหาจุดกึ่งกลางระหว่างกระดูกซี่โครงซี่ล่างสุดกับขอบบนของกระดูกเชิงกราน (ซึ่งมักจะอยู่บริเวณระดับเดียวกับสะดือ หรือเหนือสะดือเล็กน้อย) ให้สายวัดขนานกับพื้น ไม่รัดแน่นจนเนื้อปลิ้น และที่สำคัญคือ ให้อ่านค่าตอนที่ท่าน “หายใจออกสุด” โดยปล่อยลมหายใจตามสบาย ไม่แขม่วหน้าท้องครับ
2. ประเมินข้อมูลทั้งสองส่วนร่วมกัน
หากคำนวณค่า BMI ของคุณพ่อคุณแม่แล้วพบว่าอยู่ที่ 24 หรือ 25 ซึ่งอาจดูเหมือนน้ำหนักเกินสำหรับเกณฑ์วัยทำงาน แต่ถ้าท่านมีรอบเอวอยู่ในเกณฑ์ปกติ (ไม่เกินส่วนสูงหารสอง) และสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้คล่องแคล่ว กรณีนี้อาจถือว่าเป็นความท้วมที่มีความเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องบังคับให้ท่านอดอาหารเพื่อลดน้ำหนักอย่างหักโหมครับ
3. โฟกัสที่ “การรักษากล้ามเนื้อ” มากกว่า “การลดน้ำหนัก”
หากผู้สูงอายุมีปัญหาอ้วนลงพุงอย่างชัดเจน (รอบเอวเกินเกณฑ์) เป้าหมายหลักควรเป็นการลดไขมันช่องท้อง ควบคู่ไปกับการรักษามวลกล้ามเนื้อ แนะนำให้ปรับลดอาหารกลุ่มแป้งขัดขาวและของหวาน แต่ยังคงต้องให้ท่านได้รับโปรตีนคุณภาพดี (เช่น ไข่ ปลา เต้าหู้ หรือเนื้อสัตว์ย่อยง่าย) อย่างเพียงพอ พร้อมกับการทำกิจกรรมที่ออกแรงต้านเบาๆ เช่น การลุกนั่งเก้าอี้ การใช้ยางยืด หรือการเดิน เพื่อชะลอการฝ่อลีบของกล้ามเนื้อครับ
ใครบ้างที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ?
ในการประเมินรูปร่างและน้ำหนัก มีข้อควรระวังสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวบางกลุ่มครับ:
- ผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลว หรือ โรคไตเรื้อรัง: หากพบว่าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (เช่น 1-2 กิโลกรัมภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน) มักจะไม่ได้เกิดจากปริมาณไขมันที่เพิ่มขึ้นครับ แต่เป็นสัญญาณของ “ภาวะน้ำคั่งหรือบวมน้ำ” ซึ่งหากมีอาการเหนื่อยหอบ หรือนอนราบไม่ได้ร่วมด้วย ควรรีบพาท่านไปพบแพทย์โดยเร็ว
- ผู้ที่มีปัญหากระดูกสันหลังคดหรือค่อม หรือกระดูกพรุน: ความสูงของท่านอาจลดลงจากส่วนสูงเดิมในอดีต เมื่อนำความสูงที่ลดลงมาคำนวณ BMI จะส่งผลให้ค่าที่ได้สูงเกินความเป็นจริง ในกรณีเช่นนี้ บุคลากรทางการแพทย์อาจต้องใช้การวัดความยาวช่วงแขน (Arm span) หรือความยาวช่วงขา (Knee height) มาประเมินความสูงที่แท้จริงแทนครับ
- ผู้ที่มีน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ตั้งใจ: หากน้ำหนักตัวลดลงเกินร้อยละ 5 ภายในระยะเวลา 6 เดือน โดยที่ท่านไม่ได้ปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารหรือออกกำลังกาย นี่คือสัญญาณเตือนที่อาจบ่งชี้ถึงโรคที่ซ่อนอยู่ เช่น ปัญหาไทรอยด์ เบาหวาน ภาวะซึมเศร้า หรือความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร ควรได้รับการประเมินจากแพทย์อย่างละเอียดครับ
หมอธีสรุปให้
- การประเมินรูปร่างผู้สูงอายุ ไม่ควรดูแค่ค่าน้ำหนักบนตาชั่งหรือ BMI เพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้ “การวัดรอบเอว” ควบคู่กันเสมอ เพื่อค้นหาปริมาณไขมันในช่องท้อง
- เกณฑ์รอบเอวที่เหมาะสมคือ ผู้ชายไม่เกิน 90 เซนติเมตร ผู้หญิงไม่เกิน 80 เซนติเมตร หรือใช้สูตรประเมินง่ายๆ ว่า “รอบเอวต้องไม่เกินส่วนสูงหารสอง”
- สำหรับผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไป การมีค่า BMI ค่อนไปทางท้วมเล็กน้อย (ประมาณ 22 - 27) อาจเป็นผลดีในแง่ของการเป็นพลังงานสำรองให้ร่างกายยามเจ็บป่วย
- ไม่แนะนำให้ผู้สูงอายุอดอาหารเพื่อลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว เพราะจะทำให้สูญเสียกล้ามเนื้อที่จำเป็นต่อการเคลื่อนไหว ควรเน้นรับประทานโปรตีนและขยับร่างกายเพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อ
- หากน้ำหนักตัวของผู้สูงอายุลดลงฮวบฮาบโดยไม่ได้ตั้งใจลด ถือเป็นข้อบ่งชี้สำคัญที่ควรพาไปพบแพทย์ครับ
- การทำความเข้าใจสรีระของวัยเก๋าตามความเป็นจริง จะช่วยให้เราดูแลท่านได้อย่างมีความสุขและไม่สร้างความเครียดเรื่องอาหารการกินจนเกินไปครับ
ชวนพูดคุย:
ช่วงสุดสัปดาห์นี้ เคยลองนำสายวัดมาประเมินรอบเอวให้คุณพ่อคุณแม่ หรือแม้แต่ตัวเราเองด้วยสูตร "รอบเอวไม่เกินส่วนสูงหารสอง" กันบ้างไหมครับ? ใครที่ลองวัดแล้วได้ผลลัพธ์เป็นอย่างไร หรือมีเทคนิคในการชวนให้ผู้สูงอายุที่บ้านขยับร่างกายทำกิจกรรมเพื่อลดพุงแบบสนุกๆ ได้บ้าง ลองคอมเมนต์มาแบ่งปันประสบการณ์ให้เพื่อนๆ ท่านอื่นอ่านกันได้นะครับ!
ด้วยความปรารถนาดี
หมอธี มีเรื่องเล่า
หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการตรวจ วินิจฉัย หรือคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคลได้ โปรดปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่เหมาะสมหากต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับสุขภาพของตนเอง
เอกสารอ้างอิง
- กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2021). คู่มือธงโภชนาการสำหรับผู้สูงอายุ และการประเมินรอบเอว.
- สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.). (2021). การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 6.
- Volkert, D., Beck, A. M., Cederholm, T., Cruz-Jentoft, A., Goisser, S., Hooper, L., ... & Bischoff, S. C. (2019). ESPEN guideline on clinical nutrition and hydration in geriatrics. Clinical Nutrition, 38(1), 10-47.
- World Health Organization (WHO). (2011). Waist circumference and waist-hip ratio: report of a WHO expert consultation.
#หมอธีมีเรื่องเล่า #ดัชนีมวลกายผู้สูงอายุ #BMIวัยเก๋า #วัดรอบเอว #ผู้สูงอายุอ้วนลงพุง #รอบเอวไม่เกินส่วนสูงหารสอง #มวลกล้ามเนื้อน้อย #Sarcopenia #ดูแลผู้สูงอายุ #สุขภาพผู้สูงวัย #โภชนาการผู้สูงอายุ #HealthEducation



Comments