หวานซ่อนพิษ หรือ มิตรยามยาก... "น้ำตาล" เพื่อนรักหรือศัตรูร้ายในช่วงเลิกสารเสพติด?
- หมอธี มีเรื่องเล่า
- Mar 27
- 2 min read

สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน กลับมาพบกับ “หมอธี มีเรื่องเล่า” กันอีกครั้งนะครับ วันนี้หมอมีประเด็นที่น่าสนใจและเป็นเรื่องที่ผู้มารับบริการในคลินิกอดบุหรี่ เลิกสุรา หรือศูนย์บำบัดสารเสพติด มักจะมาปรึกษาหมออยู่เป็นประจำ นั่นคือคำถามที่ว่า...
“คุณหมอครับ ตั้งแต่ผมตัดสินใจหักดิบเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ ทำไมผมถึงกลายเป็นคนติดของหวานแบบขาดไม่ได้เลยครับ? ต้องกินน้ำอัดลม ชานมไข่มุก หรือขนมเค้กทุกวัน แบบนี้มันปกติไหมครับ?”
อาการโหยหาน้ำตาล (Sugar Craving) อย่างรุนแรงในช่วงที่ร่างกายกำลังฟื้นฟูจากการเลิกสารเสพติด ไม่ใช่เรื่องของความตะกละหรือการขาดวินัยแต่อย่างใดนะครับ แต่ในทางประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience) มันคือ "กลไกการเอาตัวรอดของสมอง" ที่กำลังดิ้นรนหาทางออก วันนี้หมอจะพาทุกท่านไปถอดรหัสกันครับว่า ตกลงแล้ว "น้ำตาล" คือเพื่อนรักที่มาช่วยเยียวยา หรือเป็นศัตรูร้ายที่แฝงตัวมาในช่วงที่เราอ่อนแอกันแน่?
1. สมองขาดสารแห่งความสุข: ปรากฏการณ์ "ย้ายการเสพติด" (Addiction Transfer)
เวลาที่คนเราใช้สารเสพติด ดื่มแอลกอฮอล์ หรือสูบบุหรี่ สารเหล่านี้จะไปกระตุ้นระบบให้รางวัลในสมอง (Reward System) ให้หลั่งสารสื่อประสาทที่ชื่อว่า "โดพามีน" (Dopamine) ออกมาในปริมาณมหาศาลครับ ทำให้เกิดความรู้สึกสุขล้นและผ่อนคลาย
เมื่อเราตัดสินใจ "เลิก" กะทันหัน ระดับโดพามีนจะดิ่งตกฮวบ สมองจะเกิดภาวะตื่นตระหนกและเรียกร้องหาสิ่งที่จะมากระตุ้นโดพามีนให้เร็วที่สุด และสิ่งที่หาง่าย ถูกกฎหมาย และกระตุ้นสมองได้คล้ายคลึงกับสารเสพติดมากที่สุดก็คือ "น้ำตาล" ครับ งานวิจัยทางชีวเคมีสมองพบว่า การกินน้ำตาลปริมาณมากกระตุ้นให้เกิดการหลั่งโดพามีนและโอปิออยด์ (Opioids) ในสมอง ซึ่งเป็นเส้นทางประสาทเดียวกับการติดยาเสพติด จึงเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "การย้ายการเสพติด" (Cross-Addiction หรือ Addiction Transfer) ขึ้นนั่นเองครับ (Avena et al., 2008)
2. ในระยะแรก: น้ำตาลคือ "เพื่อนรัก" ที่ช่วยพยุงใจ
ในแวดวงเวชศาสตร์การติดยาเสพติด (Addiction Medicine) ในช่วงสัปดาห์แรก ๆ ของการถอนพิษยา (Acute Withdrawal) ผู้ป่วยจะมีอาการทรมานมาก ทั้งกระสับกระส่าย เครียด และซึมเศร้า ในช่วงเวลานี้ น้ำตาลอาจเปรียบเสมือน "เพื่อนรัก" หรือไม้ค้ำยันชั่วคราวที่ช่วยพยุงไม่ให้ผู้ป่วยตบะแตกกลับไปใช้สารเสพติดซ้ำ (Relapse)
การยอมให้ตัวเองกินช็อกโกแลต หรือลูกอมหวาน ๆ บ้าง เพื่อลดความตึงเครียดของระบบประสาท แลกกับการไม่กลับไปหยิบขวดเหล้าหรือยาเสพติด ถือเป็นการลดอันตราย (Harm Reduction) ที่ยอมรับได้และมีประโยชน์ในการประคองสติในระยะสั้นครับ (Fortuna, 2010)
3. ในระยะยาว: น้ำตาลกลายเป็น "ศัตรูร้าย" ที่กระตุ้นให้อยากยาซ้ำ
แต่หากเราปล่อยให้ตัวเองใช้น้ำตาลทรายขาวเป็นที่พึ่งไปเรื่อย ๆ มันจะกลายเป็น "ศัตรูร้าย" ทันทีครับ เมื่อเรากินของหวานจัด น้ำตาลในเลือดจะพุ่งปรี๊ดและ "ตกลงมาอย่างรวดเร็ว" (Sugar Crash)
ภาวะน้ำตาลในเลือดตกนี้ ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา ส่งผลให้เกิดอาการใจสั่น มือสั่น หงุดหงิด และกระวนกระวาย ซึ่งในทางสรีรวิทยา อาการเหล่านี้ "เหมือนกับอาการอยากยา (Craving) แทบจะ 100%" ครับ! เมื่อสมองสับสนระหว่างอาการน้ำตาลตกกับอาการอยากยา ผู้ป่วยหลายรายจึงทนความกดดันไม่ไหวและหวนกลับไปใช้สารเสพติดในที่สุด นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อภาวะดื้ออินซูลิน โรคอ้วน และเบาหวานในระยะยาวอีกด้วย (Wiss et al., 2018)
4. ทางออกเพื่อรักษาสมดุล: ค่อย ๆ เปลี่ยนผ่าน
เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำตาลมาทำลายความตั้งใจในการเลิกสารเสพติด งานวิจัยทางโภชนาการแนะนำให้ปรับสมดุลน้ำตาลในเลือด โดยการเปลี่ยนจากคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว (น้ำหวาน ขนม) มาเป็น "คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน" เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืช และเพิ่มการบริโภค "โปรตีน" (เนื้อสัตว์ ไข่ ถั่ว) ในทุกมื้ออาหาร โปรตีนจะช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล ทำให้ระดับพลังงานและอารมณ์ของเราคงที่ตลอดวัน ลดความหงุดหงิดได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ (Benton, 2002)
ภาวะการติดสารเสพติดเป็น "โรคทางสมอง" เรื้อรัง หากท่านหรือคนใกล้ตัวกำลังต่อสู้กับการเลิกสารเสพติด เลิกสุรา หรือบุหรี่ และมีอาการถอนยาที่รุนแรง (เช่น ซึมเศร้า มือสั่น หงุดหงิด หรือมีพฤติกรรมเสี่ยง) โปรดเข้าพบจิตแพทย์ หรือแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์เสพติด เพื่อรับการประเมิน การให้ยาบรรเทาอาการถอนพิษ และการทำจิตบำบัดตามมาตรฐานวิชาชีพเวชกรรมครับ
🩺 บทสรุปจากหมอธี
"น้ำตาล" ในช่วงเวลาของการเลิกสารเสพติด เปรียบเสมือน "ไม้ค้ำยัน" ครับ ในตอนที่ขาเราเจ็บหนัก (ช่วงเริ่มเลิกใหม่ ๆ) ไม้ค้ำยันนี้ช่วยพยุงให้เราเดินต่อไปได้โดยไม่ล้มลงไปคลุกฝุ่น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ร่างกายเราเริ่มสมานตัว เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะค่อย ๆ วางไม้ค้ำยันนั้นลง หันมารับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย และดูแลสุขภาพจิตใจ เพื่อให้เรากลับมายืนหยัดและก้าวเดินด้วยสองขาของตัวเองได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนครับ
💬 ชวนลูกเพจคุย
อ่านมาถึงตรงนี้ มีแฟนเพจท่านไหนเคยมีประสบการณ์ในการ "หักดิบ" เลิกอะไรสักอย่างไหมครับ? ไม่ว่าจะเป็นเลิกบุหรี่ เลิกเหล้า หรือแม้แต่การพยายามงดกาแฟ แล้วสังเกตว่าตัวเองหันมากินขนมหวาน กินจุกจิก หรือโหยหาน้ำอัดลมเยอะขึ้นแบบผิดปกติบ้างไหมครับ? ตอนนั้นคุณมีวิธีจัดการกับความโหยน้ำตาลของตัวเองอย่างไรให้ผ่านพ้นช่วงเวลานั้นมาได้? ลองคอมเมนต์มาแบ่งปันประสบการณ์เพื่อเป็นวิทยาทานและกำลังใจให้กับเพื่อน ๆ ในเพจที่กำลังพยายามต่อสู้เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นกันนะครับ หมอรออ่านเรื่องราวของทุกคนอยู่ครับ!
ด้วยความปรารถนาดี
หมอธี มีเรื่องเล่า
หมายเหตุ: เนื้อหานี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์หากต้องการคำแนะนำหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์
เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ:
1. Avena, N. M., Rada, P., & Hoebel, B. G. (2008). Evidence for sugar addiction: Behavioral and neurochemical effects of intermittent, excessive sugar intake. Neuroscience & Biobehavioral Reviews, 32(1), 20-39.
2. Benton, D. (2002). Carbohydrate ingestion, blood glucose and mood. Neuroscience & Biobehavioral Reviews, 26(3), 293-308.
3. Fortuna, J. L. (2010). Sweet preference, sugar addiction and the familial history of alcohol dependence: shared neural pathways and genes. Journal of Psychoactive Drugs, 42(2), 147-151.
4. Wiss, D. A., Avena, N., & Rada, P. (2018). Sugar addiction: from evolution to revolution. Frontiers in Psychiatry, 9, 545.



Comments